Columnist

ตั้ง บก.สอบสวน ตร.ภาค แก้ปัญหา พ.ต.อ.ว่างงาน ให้เขียนความเห็นแย้งอัยการ

9 มกราคม 2020 เวลา 6:55
ตั้ง บก.สอบสวน ตร.ภาค แก้ปัญหา  พ.ต.อ.ว่างงาน ให้เขียนความเห็นแย้งอัยการ
เปิดอ่าน 3,904
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

ถ้าใครไม่วิ่งเต้นให้ถูกคน ไม่มีปัจจัยมากพอ ความเป็นไปได้ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งแทบไม่มี

 

ปัญหาตำรวจไทยในปัจจุบันนั้น  อยู่ในสภาพที่เรียกว่า “อีรุงตุงนัง” ไปหมด 

 

นอกจากตำรวจส่วนใหญ่ที่ไร้เส้นสายหรือไม่อยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์  จะเสียขวัญและกำลังใจอย่างร้ายแรงจากปัญหาการแต่งตั้งที่วิปริตผิดไปจากประเทศใดในโลก!

 

เนื่องจากไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจนและเป็นธรรมเอาไว้

 

เปิดช่องให้ตำรวจทุกคนวิ่งเต้นได้อย่างเสรี  


 

แต่ละคนทำงานกันหลังคดหลังแข็งกันด้วยความสุจริตปีแล้วปีเล่า  ไม่ว่าฝ่ายปฏิบัติการงานป้องกันอาชญากรรม สายสอบสวน หรือแม้กระทั่งงานอำนวยการ 

 

ถ้าใครไม่วิ่งเต้นให้ถูกคน  ไม่ลงทุน  ไม่มีปัจจัย  หรือ “ไม่มากพอ” ตามอัตราของแต่ละหน่วยแต่ละภาค!

 

ความเป็นไปได้ในการที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายไปในตำแหน่งที่ต้องการหรือดีกว่า  แทบไม่มี

 

วิธีเดียวที่พวกเขาจะมีสิทธิได้รับการเลื่อนตำแหน่งเหมือนตำรวจผู้มากความสามารถก็คือ  “รอให้เข้าเกณฑ์อาวุโส ๓๓ เปอร์เซ็นต์”  เท่านั้น

 

เพราะตำรวจแห่งชาติไทยเป็นหน่วยราชการเดียวที่บอกว่าอาวุโสในการทำงาน กับความรู้ความสามารถเป็นคนละเรื่องกัน!

 

เป็นผลงานของกลุ่มตำรวจ “พ่อค้าตำแหน่ง” เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา  สุมหัวกันเปลี่ยนแปลงหลักจากเดิมที่ให้คำนึงถึงความอาวุโสเป็นลำดับแรก  ให้กลายเป็นคุณสมบัติท้ายสุดแทน

 

ทำให้อนาคตราชการของตำรวจที่สุจริตและไร้เส้นสายในปัจจุบันต่างจากพวกเงินหนาและที่ผู้บังคับบัญชาอ้างว่า “มีความสามารถ” ลิบลับ

 

คนจบปริญญาไม่ว่านิติศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ (ตร.) หรือสาขาใดเริ่มต้นบรรจุแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมยศร้อยตำรวจตรีพร้อมกัน  คนหนึ่งเป็นถึงผู้กำกับสถานี  ในขณะที่อีกคนหนึ่งเป็นแค่สารวัตรหรือรองสารวัตรดักดานอยู่ก็มี!

 

เป็นที่รู้กันดีในวงการตำรวจว่า  ผู้ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งแต่ละคน  ล้วนมีเบื้องหลังการวิ่งเต้น หรืออย่างน้อยเป็น “หนี้บุญคุณ” ผู้มีอำนาจแต่งตั้งท่วมหัว  ไม่รูปแบบใดแบบหนึ่งด้วยกันทั้งสิ้น

 

สถานการณ์การแต่งตั้งตำรวจที่วิปริตดังกล่าว  ส่งผลให้หลายคนถอดใจ  หันไปมุ่งเรื่องการใช้เวลาราชการหาเงินดีกว่า 

 

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม!

 

บางคนมุ่งทำธุรกิจ  หลายคนขนไม้เถื่อนหรือค้ายาเสพติด  หรือแม้กระทั่ง  “จับคนไปเรียกค่าไถ่”

 

โดยอาศัยเครื่องแบบและอำนาจตามกฎหมายใช้เป็นเครื่องมือ

 

เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สน.ทองหล่อ  รองผู้กำกับและตำรวจรวม ๓ คน สนธิกำลังกันจับนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสไปรีด ๘,๐๐๐ ดอลล่าร์  หรือคิดเป็นเงินไทย ๒.๕ แสนบาท

 

นี่ถ้าสื่อเสนอภาพว่าตำรวจกลุ่มนี้เป็นใคร มีหน้าตาอย่างไรเหมือนหลายคดีที่มีการจับแก๊งค์มิจฉาชีพต่างๆ มาแถลงข่าว  ก็อาจมีชาวต่างชาติจำหน้าได้  และแห่กันไปแจ้งความอีกหลายคดี!                  

 

แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ซึ่งแต่ก่อนเคยมีสายงานเฉพาะ  ไม่มีใครสามารถวิ่งเต้นมาแย่งตำแหน่งได้  เนื่องจากใช้วิธีสอบประเมินความรู้ความสามารถเลื่อนชั้นกันเป็นลำดับไป

 

ก็ถูกยุบสายงานเฉพาะทางลงอย่างสุดประหลาดโดยคำสั่ง คสช.ที่ ๗/๒๕๕๙               

 

ทำให้กลายเป็นว่า   ตำรวจไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใดก็สามารถแต่งตั้งให้ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนทุกระดับได้

 

ส่วนจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ  พิมพ์หนังสือได้หรือไม่  หรือเกิดความเสียหายต่อราชการประชาชนและกระบวนการยุติธรรมเพียงใด   และแต่งตั้งฝืนใจเขาไปแล้ว บางคนอาจถึงขนาดตัดสินใจฆ่าตัวตายในที่สุดหรือไม่  ไม่มีใครคำนึง!          

 

เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ๖๒ ก.ตร.ได้มีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง บก.สอบสวน ตร.ภาค ๑ - ๙  เสนอให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา พิจารณา    

 

เหตุผลของการจัดตั้งมีนัยตามที่ พล.ต.ท.ปิยะ  อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ชี้แจงก็คือ 

 

เพื่อเปิดโอกาสให้ตำรวจระดับ พ.ต.อ.ที่ถูกเปลี่ยนชื่อตำแหน่งตามคำสั่ง คสช. จาก “พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ”  เป็น “ผู้กำกับการสอบสวน” 

 

และย้ายจากสถานีตำรวจทุกแห่งไปนั่ง “ตบยุง”  อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และภาค ๑ - ๙  รวม ๘๐๐ คน !

 

ได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับสายงานอื่น

 

ที่น่าตกใจด้วยเหตุผลที่บอกไว้อีกข้อหนึ่งก็คือ  เพื่อเป็นการแก้ปัญหา “การว่างงาน” ของผู้กำกับสอบสวนทั้ง ๘๐๐ เหล่านี้   เนื่องจากตำแหน่งประจำตำรวจภาค ไม่มีงานการอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน 

 

เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ไม่มีบทบาทและความจำเป็นอะไรในระบบตำรวจแต่อย่างใด 

 

ก็ไหนชอบพูดโฆษณากันว่า ตำรวจไทยมีงานมาก  ทำกันไม่หวาดไหวมิใช่หรือ? 

 

นอกจากจะได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าเป็น รอง ผบก.สอบสวน และ ผบก.สอบสวน ได้เลื่อนยศเป็นนายพลตำรวจกับเขา เป็นวิธีสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงานสอบสวนอย่างได้ผล  หลายคนอาจเปลี่ยนใจ  แห่กันไปทำงานสอบสวนแทนการแย่งกันย้ายหนีในปัจจุบัน                

 

เป็นที่มาของการตั้งกองบังคับการสอบสวนขึ้นมาล่อใจ  และสร้างงานขึ้นมาให้ทำตามหลักการบริหารราชการสมัยใหม่!? 

 

ให้มีหน้าที่หลักคือ “เขียนความเห็นแย้งอัยการจังหวัดกรณีที่สั่งไม่ฟ้อง” ให้ผู้บังคับบัญชาผู้ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายลงนามเสนออัยการสูงสุด “สั่งฟ้อง” ให้ได้!

 

ปัจจุบัน คดีที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องตามที่ตำรวจเสนอแย้งอัยการจังหวัดและพื้นที่ไปนั้น  มีน้อยมาก

 

เนื่องจาก  ขณะนี้อัยการส่วนใหญ่ได้มีการพัฒนาหลักคิดเกี่ยวกับการฟ้องคดีที่ก้าวหน้าสอดคล้องกับหลักสากลมากขึ้น

 

หากไม่มั่นใจว่าพยานหลักฐานจากการสอบสวนจะสามารถพิสูจน์ความผิดให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้  ก็จะสั่งไม่ฟ้อง

 

ยิ่งเรื่องแย้งให้อัยการผู้ไม่อุทธรณ์หรือฏีกาเนื่องจากเห็นว่า  คดีได้มีการสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นจนหมดสิ้นแล้ว  ยังพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุอันควรสงสัย


 

แม้อุทธรณ์หรือฎีกาไป  ก็ไม่มีประโยชน์ในการที่จะทำให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยได้   ทำให้เขาได้รับทุกข์เวทนาจากการถูกดำเนินคดีอาญาโดยไม่จำเป็น

 

แต่ผู้บัญชาการตำรวจภาคซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายและข้อเท็จจริงเท่าอัยการผู้ฟ้องคดีและสืบพยานยังเห็นว่า  ควรอุทธรณ์หรือฏีกา!

 

คดีอาญาที่ควรจบได้ เนื่องจากพยานหลักฐานที่ตำรวจสอบสวนรวบรวมไว้ไม่พอพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้  ก็ไม่จบลงง่ายๆ 

 

เป็นกระบวนการยุติธรรมที่วิปริตหรือไม่?

 

-------------------------



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน