Columnist

ปัญหา “ป่าแหว่ง” ที่ภูเก็ต กับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ”

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:45 น.

เปิดอ่าน 49
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

กรณีมีการเผยแพร่คลิปนายสิริ  เจนจาคะ สส.เขต.กทม.  โต้เถียงและอบรมตำรวจยศพันตำรวจโทตำแหน่ง รอง ผกก.คนหนึ่งหน้าคอนโดมเนียมใหญ่ในที่ดินเนินเขา ๑๗ ไร่ ณ ตำบลกะรนบนเขา  จังหวัดภูเก็ต

ที่ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามก่อสร้าง  มีประกาศติดอยู่หน้าสำนักงานคอนโด

            

เนื่องจากการอนุญาตของเทศบาลท้องถิ่นไม่ชอบด้วยกฎหมาย  คือไม่ใช่ที่ดินมีโฉนด  เป็นเพียงสิทธิ น.ส.๓ ก.  

           

ซ้ำยังมีปัญหาถูกเพิกถอน  เนื่องจากได้มาอย่างพิลึกพิลั่นเพราะ “ธรรมชาติดั้งเดิมเป็นเขตป่าไม้สมบูรณ์”

           

ซึ่งไม่มีผู้รับผิดชอบคนใดออกมาอธิบายว่า  เทศบาลอนุญาตให้นายทุนผู้ซื้อที่ดินมือสุดท้ายจากพลตำรวจเอกคนหนึ่งในราคา ๔๐๐ ล้านบาทนั้น ก่อสร้างอาคารเป็นที่พักอาศัยในรูปของคนโดมิเนียมไปได้อย่างไร?

           

ประเด็นที่เป็นสาเหตุสำคัญของวิวาทะก็คือ  นายสิระฯ บอกว่าได้แจ้งตำรวจให้มารักษาความปลอดภัยคณะ สส.หลายจังหวัดที่เดินทางมาจาก กทม.๙ คน เนื่องจากมีคนขู่ฆ่าตนจากการที่นำปัญหาดังกล่าวมาเปิดเผยและตรวจสอบ

           

รวมทั้งจะมีประชาชนมาชุมนุมกันคัดค้านโครงการดังกล่าวมีแนวโน้มอาจเกิดการปะทะกันกับคนงานก่อสร้างคอนโดด้วย!

             

แต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบตำรวจมารักษาความปลอดภัยแต่อย่างใด

 

 

 

 

 

ซ้ำเมื่อพบกัน ก็ได้รับคำตอบว่า  “ไม่ว่าง” เนื่องจากต้องจัดกำลังไปทำธุระอื่นร่วมงานที่ได้รับเชิญอยู่!

             

เมื่อกลับมาที่คอนโดอีกครั้ง  กลับพบตำรวจ ๔ - ๕ คน “นั่งกินกาแฟกับผู้บริหารคอนโดที่ศาลปกครองสั่งห้ามก่อสร้างนั้น”

           

แม้กริยาและน้ำเสียงคำพูดคำจาของนายสิระในคลิปจะล้ำเส้นของปัญหาเรื่องตำรวจไม่ยอมมารักษาความปลอดภัยตามหน้าที่  มีการสั่งสอนอบรมพันตำรวจโทคนนั้นล้ำเส้นไปบ้าง  ซึ่งเมื่อเจ้าตัวก็ยอมรับว่าอาจไม่เหมาะสม  ซึ่งก็ได้ออกมาแถลงขอโทษต่อสังคมผ่านสื่อไปแล้ว

           

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่อย่างใด

           

เนื่องจากปัญหานี้  มีหลายคนพูดและพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่า  ตำรวจไม่มีหน้าที่มาดูแลต้อนรับ สส.หรือรักษาความปลอดภัยให้ใครเป็นพิเศษ?

             

บางคนอ้าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติเป็นคุ้งเป็นแควบอกว่า  “ไม่มีข้อไหนกำหนดให้ตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัย สส.” เลย           

             

ซ้ำแนะนำว่า  ถ้าใครคิดว่า มีปัญหาความไม่ปลอดภัยจะมีคนประทุษร้ายหมายชีวิตในเรื่องอะไร   ก็สามารถยื่นคำร้องต่อ ผบ.ตร.ให้สั่งตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยตามระเบียบที่กำหนดไว้เป็นครั้งคราวได้!

             

ประเด็นแรก  ตำรวจท้องที่ได้รับแจ้งหรือการร้องขอว่าอาจมีการประทุษร้าย สส. ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่  ประชาชนอาจปะทะกันจากกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายกับประชาชนผู้ประท้วงซึ่งมีประมาณ  ๒๐๐ คน

             

ตำรวจในท้องถิ่น สถานี  กองบังคับการ  หรือกองบัญชาการ หรือแม้กระทั่งตำรวจแห่งชาติไม่มีหน้าที่ต้องมาจัดกำลังมาตรวจตราดูแลรักษาความปลอดภัยหรืออย่างไร?

           

ถ้าคิดว่า  ไม่ใช่หน้าที่  สุดท้าย ก็ไม่ควรมา  ต้องพูดยืนยันว่า  ไม่มีหน้าที่!

              

ปล่อยให้มีคนถูกฆ่าหรือถูกประทุษร้ายตีกันหัวร้างข้างแตกไป  ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนหรือประชาชนผู้ประท้วงคนใด  จะมาโทษหรือถามหาความรับผิดชอบอะไรจากตำรวจไม่ได้!

            

ฉะนั้น การมาดูแล  นั่นคือการยอมรับโดยนัยว่ามีหน้าที่  

               

ซึ่งตำรวจไม่ว่าจะเป็นสายตรวจ  หัวหน้าสายตรวจ ทุกคนรู้อยู่แล้ว  ในแต่ละวันแต่ละเวลาควรไปปรากฏตัวเพื่อป้องกันเหตุร้าย ณ จุดใด  ไม่ต้องรอให้ผู้บังคับบัญชาคนใดมาสั่งหรือย้ำอะไรด้วยซ้ำ

              

ไม่ใช่อ้างกันมั่วๆ ว่า “ไม่ว่าง”   เนื่องจากติดงานประเพณีโน่นนี่  ซึ่งมีความสำคัญน้อยกว่าการป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดกับผู้แทนราษฎรและประชาชน

              

ซ้ำมาแล้ว  ยังมานั่นกินกาแฟกับผู้กระทำผิดกฎหมายที่คณะ สส.ผู้แทนราษฎรกำลังมาตรวจสอบเสียอีก

             

นั่นยิ่งสะท้อนว่า  นอกจากตำรวจจะไม่รู้จักหน้าที่ของตนแล้ว  ยังประพฤติตนไม่เหมาะสม

 

และ ”ไม่รู้จักกาลเทศะ” อีกด้วย!