Columnist

ยุบพรรคอนาคตใหม่ เหตุใดไม่ดำเนินคดีอาญาก่อนร้องศาล รธน.

16 ธันวาคม 2019 เวลา 9:11
ยุบพรรคอนาคตใหม่ เหตุใดไม่ดำเนินคดีอาญาก่อนร้องศาล รธน.
เปิดอ่าน 2,167
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

การที่ กกต.มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่  ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทั้งจากกรรมการบริหารพรรค สมาชิก และประชาชนผู้ออกเสียงลงคะแนนกว่า ๖ ล้านคน รวมไปถึงแนวร่วมผู้สนับสนุนอย่างรุนแรง

                   

ทุกคนต่าง “คับแค้นใจ”  รู้สึกว่า สังคมไทยไร้ความยุติธรรม “สุดเลวร้าย” 

               

ไม่มีความเป็นนิติรัฐหรือรัฐประชาธิปไตยที่ “ปกครองโดยกฎหมาย” ตามที่ผู้มีอำนาจหลายคน “พร่ำบอก” ต่อประชาชนแต่อย่างใด  

                

อนาคตของประเทศในวันข้างหน้า  ยิ่งถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ยุบพรรคตามที่ กกต.ยื่นคำร้องจริง  จะเป็นอย่างไร  จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเหมือนฮ่องกงหรือไม่  ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้

                   

แต่การวินิจฉัยของ กกต.ที่มีเงื่อนงำน่าสงสัยและไม่ได้ชัดเจนตามกฎหมายและหลักนิติธรรมเช่นนี้  ประเทศคงมีความสงบสุขและความสามัคคีอย่างแท้จริงได้ยาก!               

                    

เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา  ได้มีการชุมนุมของประชาชนจำนวนหลายพันคนหรืออาจนับหมื่นที่สี่แยกปทุมวันบริเวณสกายวอล์ค   เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจและการวินิจฉัยที่ไม่เป็นธรรมของ กกต.ดังกล่าว 

                   

บางคนก็พูดอย่างคับแค้นใจว่า  เป็นเจตนาของผู้มีอำนาจที่ต้องการสกัดกั้นการเติบโตหรือแม้กระทั่งการดำรงอยู่ของพรรคอนาคตใหม่

                   

เพื่อไม่ให้มีโอกาสเข้าสภาไปผลักดันนโยบายในการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตามเสียงเรียกร้องต้องการของประชาชน  

            

เมื่อพิจารณาเอกสารแถลงข่าว ๘ บรรทัด ของ กกต. ก็ไม่ได้มีการอธิบายในประเด็นสำคัญของความผิดตามที่ประชาชนสงสัยแต่อย่างใด

                

เช่น  เงินกู้ถือเป็นทรัพย์สินหรือ “หนี้สิน” กันแน่?       

                

เพราะถ้าถือเป็นหนี้สินตามหลักบัญชีทั่วไป  ก็ไม่ได้ผิดกฎหมายมาตรา ๗๒  ที่บัญญัติว่า

                   

“ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรครับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน  หรือประโยชน์อื่นใด  โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยมิชอบ”

 


 

แต่ถ้าอธิบายแบบมั่วๆ ว่า  แม้ไม่ใช่ทรัพย์สิน  แต่ถือเป็นประโยชน์อื่นใด เพราะพรรคได้เงินกู้มาใช้จ่าย  ได้ประโยชน์แล้ว  ก็อาจพอรับฟังได้กล้อมแกล้มเถลือกไถลไปแบบน้ำขุ่นๆ ได้!   

               

แต่ที่สำคัญองค์ประกอบของความผิดตามกฎหมายมาตรานี้  ไม่ใช่แค่นั้น

                    

อีกข้อหนึ่งที่ต้องมีอย่างสำคัญก็คือ  เงินกู้จำนวน ๑๙๑ ล้านบาทนั้น  กกต.มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่า  นายธนาธรฯ ได้มา หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้จากแหล่งที่มิชอบด้วยกฎหมายจากที่ใด และอย่างไร?

               

เช่น ได้จากการปล้นฆ่า  ขนค้ายาเสพติดหรือของเถื่อนประเภทใด  หรืออาจประกอบธุรกิจบ่อนการพนันและสถานบันเทิงผิดกฎหมายเปิดเกินเวลา  หรือ “อาบอบนวดค้ามนุษย์” ที่ตำรวจผู้ใหญ่หลายคนก็เคยไปกู้ หรือรับส่วยอยู่ทุกเดือน    

                  

โดยกรรมการบริหารพรรคแต่ละคน “ต้องรู้” หรือ “ควรจะรู้” ถึงการได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายของนายธนาธรฯ ที่ทำให้ได้เงินจำนวนนั้นด้วย  จึงจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

                 

แต่ทั้งสองประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งนี้ กกต. ไม่ได้มีการอธิบายหรือแม้แต่พยายามกล่าวถึงในเอกสารการแถลงข่าวเลย!                                     

                  

กกต.อาจจะอ้างแบบตำรวจและอัยการไทยว่า  นี่เปรียบเสมือนขั้นตอนการสอบสวนที่สรุปสำนวนโดยอาศัย  “หลักฐานอันควรเชื่อ”  เพียงเพื่อนำไปสู่การยื่นคำร้องให้ยุบพรรคตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา ๙๒ (๓)  

                  

คือ  “สงสัยก็เสนอให้ฟ้องและสั่งฟ้อง” เพื่อไม่ให้ต้องถูกครหาว่าล้มคดี

                  

ส่วนผลสุดท้ายจะมีความผิดถูกยุบพรรคจริงหรือไม่  อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้วินิจฉัยให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย!

                

อย่างไรก็ตาม ความผิดกรณีพรรคการเมืองรับจาคเงิน ทรัพย์ หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลซึ่งได้มาจากอาชญากรรมการทำผิดกฎหมาย  ถือเป็นเรื่องใหญ่! 

                

บทลงโทษไม่ใช่มีแค่เฉพาะเรื่องการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคตามมาตรา ๙๒ วรรคท้ายเท่านั้น

                 

แต่ยังมีโทษอาญาตามมาตรา ๑๒๖ จำคุกคณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนถึงสามปีอีกด้วย

 


 

หลักความยุติธรรมสากลในการลงโทษทางอาญาต่อบุคคลทุกชาติทุกภาษาในปัจจุบันก็คือ  ไม่มีกฎหมาย  ไม่มีความผิด  ไม่มีโทษ             

               

นอกจากนั้น  การที่ศาลจะลงโทษบุคคลใดในทางอาญาได้  ก็ต้องยึดหลัก  “การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย” เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ

             

ต่างไปจากศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ให้พิจารณาเพียง  “มีหลักฐานอันควรเชื่อ” เท่านั้น

                  

การกู้เงินจากบุคคลซึ่งไม่ได้มีที่มาหรือการอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายอะไรมาใช้ในการบริหารพรรค  เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ ซึ่งมีโทษอาญาจำคุกถึงสามปีอย่างไร?

                

อัยการมีหน้าที่ต้องแสดงพยานหลักฐาน โดยนำพยานบุคคลคือกรรมการ กกต.ทุกคนขึ้นเบิกความต่อศาลอาญาให้รับฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัย 

                

ศาลจึงจะพิพากษาลงโทษจำคุกกรรมการบริหารพรรคทุกคนได้

              

อันที่จริง หาก กกต.เห็นว่าเป็นการกระทำความผิด  ก็ต้องกล่าวหาดำเนินคดีอาญาก่อน  เมื่อสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้ชัดเจนจนอัยการ “สั่งฟ้อง” และศาลพิจารณาพิพากษาลงโทษแล้ว 

              

จึงค่อยนำคำพิพากษานั้นไปสู่การยื่นให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ต่อไป  

              

แต่เหตุใด  กรณีนี้   กกต.จึงมุ่งไปที่การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนดำเนินคดีอาญา 

              

เพราะถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจให้ยุบพรรคแล้ว  แต่คดีอาญากลับไม่สามารถพิสูจน์ความผิดให้ศาลสิ้นสงสัยและพิพากษาลงโทษได้?

           

จะกลายเป็นว่า  พรรคได้ถูกสั่งยุบไป  แต่กรรมการบริหารพรรคทุกคนไม่ได้กระทำผิดอาญาตามที่ กกต.กล่าวหาแต่อย่างใด?

           

แล้ว กกต.จะอธิบายปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนทั้งประเทศอย่างไร?

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน