Columnist

พ.ต.อ. ยิงปืนกลางถนน ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ไม่ใช่ “การสอบสวนทำลายพยานหลักฐาน”

21 พฤศจิกายน 2019 เวลา 9:56
พ.ต.อ. ยิงปืนกลางถนน ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ไม่ใช่ “การสอบสวนทำลายพยานหลักฐาน”
เปิดอ่าน 4,284
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

สำหรับข้าราชการตำรวจถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงมีโทษสองสถาน คือไล่ออก และ ปลดออกราชการ

กรณีเมื่อกลางดึกคืนวันที่ ๒๐ พ.ย. ๖๒ เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. ได้มีชายคนหนึ่งขับรถเบนซ์สีดำคันใหญ่ไปตามถนนพระราม ๔  ข้ามสะพานลอยไทยเบลเยี่ยมขาเข้ามุ่งหน้ามาทางโรงแรมดุสิตธานี  

              

แต่ไม่ทราบว่าอยู่ดีๆ   “ด้วยเหตุใด?”  รถเบนซ์จึงหันหัวเข้าไปชนขอบสะพานอย่างแรงจนขับต่อไปไม่ได้

              

ทำให้ต้องจอดขวางอยู่บนนั้น  เป็นอันตรายต่อผู้ขับรถตามมาอย่างมาก  เนื่องจากเป็นเขตห้ามเปลี่ยนช่องทาง  และเหลืออีกเพียงหนึ่งเลนเท่านั้น!

           

เมื่อนายชนะชล  เปราะแดง  อายุ ๒๖ ปี ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พามารดาซ้อนท้ายมาถึง  จึงต้องหักหลบเพื่อเปลี่ยนช่องทางกระทันหัน 

             

ทำให้ถูกรถเก๋งนิสสันที่ตามมาชนท้ายเข้าอย่างแรง!

            

มารดาเจ็บสาหัส   

             

ด้วยความโมโห  จึงเกิดการชกต่อยกับคนขับรถนิสสันอยู่พักใหญ่  แล้วเลิกรากันไป   

           

แต่ขณะที่นายชนะชลฯ กำลังใช้โทรศัพท์อยู่  ชายคนขับรถเบนซ์ดังกล่าวก็ได้เดินมาฉวยโทรศัพท์มือถือของตนไป 

            

จึงได้เดินตามไปขอคืน 

            

แต่ชายคนนั้น  “ได้ชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าหนึ่งนัด”

 


 

ตนจึงได้รีบเดินกลับไปที่รถ  โดยได้ยินเสียงชายคนนั้นพูดโทรศัพท์เสียงดังว่า  “ตอนนี้อยู่บนสะพาน สามารถยิงกบาลคนได้หรือไม่”

 

ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้า

 

หลังจากนั้นก็ยังได้เดินเข้ามา  “เอามือมาผลักหัว” ตน

             

พร้อมพูดว่า  “มึงจะไปไหนก็ไป”  และยิงปืนขึ้นฟ้าอีกหนึ่งนัด!

           

ต่อมา  รถกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญูก็มาถึง  นายเฉลียว  คำชู  อาสาสมัครได้เดินเข้าไป

             

ชายคนดังกล่าว ก็บอกว่า  ไม่ต้องมาช่วย  พร้อมยิงปืนขึ้นฟ้าอีก ๒ นัด

           

ต่อมาเมื่อรถพยาบาลอีกคันหนึ่งมาถึง นางสาวณัฐชยา  ธรรมสุทธิพงษ์  อาสาสมัครได้จอดรถลงไปช่วยแม่ของนายชนะชลฯ ที่บาดเจ็บ

           

ก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีก ๒ นัด 

           

แต่นางสาวณัฐชยาฯ ก็ไม่ได้สนใจ   เพราะคิดว่าเป็นเสียงดังของรถจักรยานยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา 

            

จนกระทั่งต่อมา  ได้ยินอีก ๑ นัด  

           

นางสาวณัฐชยาฯ จึงได้เข้าไป “ยกมือไหว้” ชายผู้ขับรถเบนซ์คนดังกล่าว  ขอพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลก่อน 

           

ชายคนนั้นได้พูดว่า  “ให้พาคนเจ็บผู้หญิงไปได้คนเดียวเท่านั้น”  และใช้มือตีไปที่รถพยาบาลพร้อมบอกว่า

            

“กล้องหน้ารถ  พี่ขอนะ  ใครมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

           

ต่อมาไม่นาน  ได้มีรถยนต์คันหนึ่งขับมารับชายคนดังกล่าวออกจากที่เกิดเหตุไป

 


 

จากการตรวจสอบที่รถเบนซ์ซึ่งจอดอยู่ของผู้คนที่สนใจในเรื่องความยุติธรรม

            

พบหมวกตำรวจวางอยู่หลังรถ รวมทั้งบัตรตำรวจคล้องอยู่ที่กระจกมองหลัง เห็นว่ามียศพันตำรวจเอก ชื่อ และนามสกุลชัดเจน  เป็นรองผู้บังคับการตำรวจจังหวัดแห่งหนึ่ง 

           

ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ผู้คนต่างสงสัยว่า  การที่ตำรวจไม่ว่าจะมียศและตำแหน่งใด  ขับรถชนขอบสะพานและยิงปืนขึ้นฟ้า และเอามือไปคว้าโทรศัพท์มือและและกล้องหน้ารถประชาชนเช่นนั้น

            

ผิดกฎหมายอาญา และวินัยตำรวจข้อหาใดหรือไม่? 

           

ในวันรุ่งขึ้น  มีรายงานข่าวว่า รองผู้บังคับการตำรวจจังหวัดคนนั้น  ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ

           

พร้อมบอกถึงสาเหตุในการยิงปืนขึ้นฟ้าถึงห้าหกนัดว่า  ไม่ได้เมามายแล้วขับรถอะไร? 

           

แต่กระทำไปในฐานะตำรวจ  “เพื่อระงับเหตุ”  ทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นต่อหน้าตนเท่านั้น

           

ปัญหาที่ประชาชนต่างตั้งคำถามเมื่อตำรวจผู้รับผิดชอบชี้แจงก็คือ  จริงหรือไม่?

           

เพราะการยิงปืนถึงหกนัด  รวมทั้งคำพยานที่บอกต่อสื่อถึงสาเหตุการยิง  เป็นคนละเรื่องกันกับที่ให้การและรายงานอย่างสิ้นเชิง

           

การที่บุคคลไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือตำรวจชั้นยศใดยิงปืนขึ้นฟ้า 

           

ถ้าปืนนั้น ได้รับอนุญาตให้มี และ “พกพาโดยชอบด้วยกฎหมาย” 

           

รวมทั้งใช้ยิง  “เมื่อมีเหตุอันควร”  เช่น เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินของตนเองหรือผู้อื่นสมควรแก่เหตุ   ก็ไม่ผิดกฎหมายอะไร

           

แต่ถ้าใช้โดย “ไม่มีเหตุอันควร”  ก็ผิดกฎหมายอาญามาตรา  ๓๗๖  “ยิงปืนโดยใช่เหตุในที่ชุมชน” มีโทษจำคุกถึงหนึ่งเดือน  ปรับถึงหนึ่งหมื่นบาท

           

นอกจากนั้น สำหรับข้าราชการตำรวจ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจ มาตรา ๗๙ (๕) “กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” 

            

มีโทษเพียงสองสถาน  คือ ไล่ออก และ ปลดออกจากราชการ

         

ซึ่งเป็นมาตรฐานการลงโทษที่ตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้และถือเป็นหลักในการลงทัณฑ์ตำรวจที่เรียกกันว่า “ชั้นประทวน” ตลอดมา 

           

ส่วนการฉวยโทรศัพท์มือถือของผู้อื่น  รวมทั้งกล้องบันทึกภาพหน้ารถกู้ภัย  เข้าข่ายลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือที่เรียกว่า “วิ่งราวทรัพย์”  ผิดมาตรา  ๓๓๖ มีโทษจำคุกถึงห้าปี          

           

การสอบสวนคดีอาญา และวินัยในเรื่องนี้  ผลสุดท้ายจะถูกสรุปอย่างไร อยากขอให้

 

1.พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ช่วยสั่งการให้ ผบ.ตร. รายงานผลการสอบสวนทั้งคดีอาญาและวินัยมาให้ทราบทุก ๑๕ วัน

 

2.สส. ผู้มีตำแหน่งกรรมาธิการตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมทุกคน ควรหยิบยกเป็นประเด็นการพิจารณา  เชิญ ผบช.น.ผู้รับผิดชอบคดีมาชี้แจงว่า การสอบสวน ได้แจ้งข้อหาใดไปแล้วบ้าง อย่างไร  สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่ประชาชนรับรู้กันทั่วไปมากน้อยเพียงใด?

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน