Columnist

ละเมิดลิขสิทธิ์ ตำรวจจับใครโดยไม่มีหมายได้จริงหรือ?

7 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:00 น.

เปิดอ่าน 3738
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

ปัญหาก็คือ  การที่ตำรวจจับบุคคลโดยไม่มีหมายศาลนั้น  ชอบตามกฎหมายหรือไม่?

 

ปัญหา “ตัวแทนลิขสิทธิ์” สารพัดประเภท  เดินสายไปพร้อมกับกับตำรวจ บก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอีกหลายสถานีทั่วประเทศ เข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลผู้ถูกกล่าวว่าละเมิดลิขสิทธิ์ 

 

โดยตัวแทนนั้นแจ้งว่า  ได้พบการกระทำซ้ำและดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ต่างๆ ตามที่จดทะเบียนไว้   เป็นเหตุให้ผู้เป็นเจ้าของได้รับความเสียหาย  เป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑  ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือให้มาร้องทุกข์  ขอให้นำกำลังตำรวจไปตรวจค้นยึดและของกลางจับตัวผู้ฝ่าฝืนมาดำเนินคดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีมีโทษตามมาตรา ๗๐  ปรับหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท 

 

แต่ถ้าเป็นการกระทำเพื่อการค้า  มีโทษหนักจำคุกถึงสองปี ปรับถึงสี่แสน

 

จับตัวได้แล้ว  ก็ควบคุมมาที่หน่วยงานหรือสถานี  เพื่อนำเข้าสู่  “เวทีเจรจาต่อรอง” พูดคุยกัน โดยมีตำรวจเป็น  “ผู้อำนวยความสะดวก” จัดที่ทางให้?   ซึ่งหากตกลงกันได้เป็นที่พอใจ  ตัวแทนนั้นก็จะถอนคำร้องทุกข์ยอมความกันไปให้ตำรวจบันทึกเป็นหลักฐานไว้

 

ตามกฎหมายมาตรา ๖๖ โดยพนักงานสอบสวนมักจะใช้วิธีรับแจ้งความลงบันทึกประจำวัน  “แบบไม่มีเลขคดี” กันเป็นส่วนใหญ่!  เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำสำนวนการสอบสวนส่งให้อัยการพิจารณา 

         

รวมทั้งเพื่อตัดปัญหาเรื่องผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดและตำรวจภาคถามหา  “สิ่งที่ส่งมาด้วย” ให้วุ่นวายด้วย! ส่วน “คนอำนวยความสะดวกให้” จะมีส่วนได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์  ที่ถือกันเป็นอัตรามาตรฐานในวงการลิขสิทธิ์หรือไม่อย่างไร?  ไม่มีใครรู้แน่ชัด 

 

 เนื่องจากตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙  ถือเป็นความผิด มีโทษถึงประหารชีวิต! 

 

ปัญหาการกล่าวหาและจับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์เจรจาต่อรองดังกล่าว  เป็นเรื่องที่บริษัทห้างร้านต่างๆ รวมทั้งประชาชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจนผู้หาเช้ากินค่ำทั่วประเทศได้รับความเดือดร้อนคับแค้นใจกันอย่างแสนสาหัสมานานแล้ว 

 

 

 

รายล่าสุดที่เป็นข่าวอื้อฉาว  เหตุเกิด ณ สถานีตำรวจอำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา คือการจับตัวนักเรียนหญิงอายุ ๑๕ ปี ผู้ที่ถูกหลอกล่อให้ทำขนมปังรูปการ์ตูนขายมาดำเนินคดี ซึ่งมีปัญหาเรื่อง  “การล่อให้ทำผิด”  ทั้งๆ ที่เด็กนักเรียนหญิงไม่ได้มีความคิดที่จะทำหรือเตรียมสิ่งของนั้นไว้

 

ตามกฎหมายถือว่า  ผู้ใช้อุบายไปหลอกล่อให้กระทำทุกคน ไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีได้ เป็นไปตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่  ๙๖๐๐๐/๒๕๕๔  ที่วินิจฉัยว่า 

 

 “ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายว่าจ้างให้จำเลยบันทึกเพลงของผู้เสียหายลงในแผ่นวีซีดี อันเป็นการก่อให้จำเลยทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย  โดยจำเลยมิได้กระทำความผิดอยู่ก่อนและนำออกขายแก่ผู้ล่อซื้อ  อันจะถือว่าเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำผิด  เมื่อผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อให้เจ้าพนักงานจับจำเลยมาดำเนินคดี  จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายที่มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้”

 

จากคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว  จึงอาจสรุปได้ว่า  ผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนผู้เสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ไปว่าจ้างให้เด็กนักเรียนหญิงทำกระทงลายการ์ตูนขึ้นมาขายให้ตนนั้น  ไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจไปแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีหรือให้ใครไปจับตัวมาเจรจาต่อรองได้แต่อย่างใด?

 

นี่ยังไม่นับปัญหาเรื่องการเป็นตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจริงหรือไม่?  รวมทั้งใบมอบอำนาจที่นำมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนประกอบการแจ้งความเป็นตัวจริง  หรือถ้าหากเป็นฉบับถ่ายเอกสารก็ใช้เป็นหลักฐานในการร้องทุกข์ไม่ได้อีกด้วย!      

 

นอกจากปัญหาเรื่องการ “ไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหาย” ในการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี   ก็ยังมีปัญหาว่า  การจับบุคคลโดยไม่มีหมายศาลนั้น   เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่อีกด้วย? ซึ่งจนกระทั่งป่านนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าตำรวจคนที่ไปจับกุมตามที่ตัวแทนชี้บอกนั้นคือใคร?  แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่อะไร? จำนวนกี่คน?  และตามข้อเท็จจริง  เป็นการเชิญตัวมาหรือหรือว่า “จับกุม” กันแน่!

 

ถ้าเป็นการ “เชิญ” นักเรียนหญิงผู้ถูกกล่าวหาคนนั้นก็ต้องมีสิทธิเลือก  จะขึ้นรถไปกับตำรวจหรือไม่และจะกลับบ้านเมื่อไหร่ก็ได้   แต่เมื่อ ผกก.สภ.ให้สัมภาษณ์สื่อหลังเกิดเหตุว่า  ถ้าไม่จับกุมดำเนินคดี จะทำให้ตำรวจมีความผิดข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗  ก็น่าจะสรุปได้ว่า  เป็นการจับกุมแล้วอย่างแน่นอน     

 

ปัญหาก็คือ  การที่ตำรวจจับบุคคลโดยไม่มีหมายศาลนั้น  ชอบตามกฎหมายหรือไม่?

 

 

นี่ยังไม่นับปัญหา การสอบปากคำเด็ก  ซึ่งถูกบังคับให้ต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานยุติธรรมหลายฝ่ายอีกด้วยหลักในเรื่องการจับบุคคลนั้น  รัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมากระทั่งปัจจุบัน  ได้บัญญัติเป็นหลักไว้ในมาตรา ๒๘ ว่า  “การจับบุคคลจะกระทำมิได้  เว้นแต่มีหมายของศาลหรือเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ”

 

กฎหมายกำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้ใน ป.วิ อาญา มาตรา ๗๘ คือ

 

เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความซึ่งหน้าตามมาตรา ๘๐ (เห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสดๆ)  

 

รวมทั้งความผิดที่บัญญัติไว้ในบัญชีท้าย ป.วิ อาญา (ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ก่อการจลาจล การทำให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะ ข่มขืน ประทุษร้ายต่อชีวิตร่างกาย ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และกรรโชก)  โดยให้ถือว่าพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ เป็นความผิดซึ่งหน้าคือ 

 

(๑)  เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดังผู้กระทำผิดโดยมีเสียงร้องเอะอะ

(๒)  เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้น

 

อาจกล่าวได้ว่า  การละเมิดลิขสิทธิ์   แท้จริง “ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน ป.วิอาญา ที่ให้อำนาจตำรวจจับบุคคลใดได้โดยไม่มีหมายจับของศาลตามที่ปฏิบัติกันมาผิดๆ ตลอดมา 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในกรณีที่ไม่ได้มีการรับคำร้องทุกข์  “ออกเลขคดีอาญา” ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย จับแล้ว  ก็อำนวยความสะดวกให้ตัวแทนลิขสิทธิ์นำตัวไปเจราจาต่อรอง สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนอย่างแสนสาหัสกันในปัจจุบัน