Columnist

พนักงานสอบสวน สายงานไร้อนาคต

17 ตุลาคม 2019 เวลา 09:23 น.

เปิดอ่าน 6208
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

"บิ๊กตู่" จะรู้หรือไม่ 3เดือนที่ผ่านมาวงการตำรวจกำลังเกิดการเสียขวัญนำไปสู่เหตุการณ์เศร้าสลด

ก็ไม่ทราบว่าพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  จะรู้บ้างหรือไม่ว่าปัญหาตำรวจโดยเฉพาะเรื่องการสอบสวนนั้น  ปัจจุบันทั้งประชาชนและตำรวจผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสียขวัญและกำลังใจอย่างร้ายแรงระส่ำระสายเพียงใด? 

 

ทั้งในด้านของประชาชนผู้เดือดร้อนจากการกระทำผิดอาญา  ต่างก็ไม่สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ตำรวจสอบสวนดำเนินคดีกันได้ง่ายๆ! 

 

เนื่องจากแทบทุกสถานี  พนักงานสอบสวนจะ “ไม่ยอมรับคำร้องทุกข์ออกเลขคดี” เพื่อให้มีการสอบสวนโดยเร็ว  รีบปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทันที?

 

ส่วนตำรวจผู้ที่ถูกแต่งตั้ง หรือ “เกณฑ์” ให้ไป “เป็นพนักงานสอบสวนโดยไม่เต็มใจ”  ก็ประสบปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่มากมาย

 

นอกจากทั้งตนและครอบครัวจะรู้ชะตากรรมว่า  “เป็นสายงานที่ไร้อนาคต” หมดโอกาสเจริญก้าวหน้าเป็นนายพลหรือแค่พันตำรวจเอกก็ยังยากไม่เหมือนฝ่ายสืบสวนหรือจราจรที่มีทุนหนาแล้ว 

 

หลายคนยังไม่พร้อมที่จะทำงาน  เนื่องจากไม่มีความรู้ทางกฎหมายอย่างถ่องแท้  หรือไม่ถนัดและชำนาญการสอบสวน  อายผู้ต้องหารวมทั้งคนมาแจ้งความที่มีความรู้มากขึ้นทุกวัน!  

 

บางคนแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ก็ยังพิมพ์ไม่ได้   และส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกเกณฑ์ไป วัยก็ล่วงเข้า  ๔๐ – ๕๐ ปีขึ้นไป  

 

ยศก็เป็นถึงร้อยตำรวจเอก จะให้ไปเข้าเวรอดนอนเหมือนตำรวจหนุ่ม  หรือฝึกหัดงานสอบสวนกับพนักงานสอบสวนรุ่นลูกรุ่นหลานยศร้อยตำรวจตรีหรือโท อายุเพียง ๒๐ - ๓๐ ปี ได้อย่างไร?  

 

ปัญหาทั้งปวงเป็นผลพวงมาจากการออกคำสั่ง คสช.ที่ ๗/๒๕๕๙  แก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจ ให้ยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนทุกระดับลงทั่วประเทศตามที่ตำรวจผู้ใหญ่เสนอไปให้หัวหน้า คสช.ลงนามหลังยึดอำนาจ!

 

ไม่ต่างจากการถูกเสนอให้ลงนามในคำสั่งที่ ๑๑๕/๒๕๕๗  ให้อำนาจพิจารณาสำนวนการสอบสวนที่อัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้อง  จากที่เป็นของผู้ว่าตาม ป.วิ อาญา ทั้งแต่ไหนแต่ไรมาให้ไปเป็นของผู้บัญชาการตำรวจภาคแทน

 

ซึ่งขณะนี้ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน    

 

โดยคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดเห็นว่าพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง กลับไม่จบลงง่ายๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา  เนื่องจากนายพลตำรวจระดับภาคหลายคนได้สั่งให้ตำรวจยศพันตำรวจเอกที่ไปปฏิบัติราชการประจำตำรวจภาคซึ่งมีอยู่มากมาย  พยายามเขียนความเห็นแย้งเสนอให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องให้ได้

 

 

เกิดความชุลมุนวุ่นวาย “อย่างไร้ประโยชน์” ซ้ำเป็นโทษต่อประชาชนผู้ตกเป็นผู้ต้องหาไม่แพ้กันอยู่ขณะนี้!  

 

การสั่งยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศลงนั้น ได้มีการชี้แจงหลังออกคำสั่งกันว่า เพื่อทำให้การแต่งตั้งตำรวจไปเป็นพนักงานสอบสวนสะดวกยิ่งขึ้น

 

เนื่องจากไม่ติดกรอบที่กฎหมายกำหนดว่า  พนักงานสอบสวนระดับต่างๆ จะต้องมาจากการเลื่อนตำแหน่งของพนักงานสอบสวนด้วยกันผ่านการสอบประเมินผลตามระยะเวลาเท่านั้น  รวมทั้งพนักงานสอบสวนเอง ก็จะมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น  เพราะต่อไปสามารถแต่งตั้งหรือโยกย้ายให้ไปทำงานสืบสวน จราจร หรือตรวจป้องกันอาชญากรรมตามที่ต้องการได้ 

 

นายพลตำรวจบางคนพูดเปรียบเปรยว่า  เสมือนเป็นการ  “ปล่อยนกออกจากกรง”  ไปสู่อิสระภาพอย่างเสรี  พงส.จะได้เป็นไทกันเสียที 

 

นอกจากนั้น หลังคำสั่ง คสช.ที่ ๗/๒๕๕๙ ดังกล่าว  ก็ได้มีการออกคำสั่งให้พนักงานสอบสวนยศพันตำรวจเอก หรือที่เรียกว่า “ผู้ทรงคุณวุฒิ”  ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๘๐๐ คน   เปลี่ยนชื่อเป็น  “ผู้กำกับการ(สอบสวน) แทน และให้ย้ายจากสถานีตำรวจที่เคยทำหน้าที่เป็น  “หัวหน้างานสอบสวน” ช่วยทำงานและเป็นที่ปรึกษาให้พนักงานสอบสวนรุ่นใหม่ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ  กลายเป็นตำแหน่ง  “ประจำตำรวจภาค” โดยไม่มีงานการอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันกันแต่อย่างใด?                    

 

ส่งผลให้ตำแหน่งพนักงานสอบสวนที่มีหน้าที่ต้องเข้าเวรประจำสถานีตำรวจแทบทุกแห่ง  อยู่ประสบปัญหาขาดแคลนหนักขึ้นไปอีก

                       

นำไปสู่ความพยายามแก้ไขด้วยการ  “เกณฑ์” ให้ตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายอื่นๆ ไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่  หากมีปริญญาทางกฎหมาย  ก็จะถูกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งรองสารวัตร(สอบสวน) และสารวัตร(สอบสวน) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างทั้งหมด            

      

หลังจากแต่งตั้งให้ตำรวจผู้ไม่สมัครใจไปดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ โดยเฉพาะ รอง สว. ได้ประมาณ  ๖ – ๗  เดือน

                        

ไม่น่าเชื่อว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเพียง ๓ เดือนกว่าที่ผ่านมา  ได้มีตำรวจรองสารวัตร(สอบสวน) ฆ่าตัวตายไปแล้วถึง ๕ ศพ!

                   

รายแรกเมื่อ ๒๖ มิ.ย.๖๒  ร.ต.อ.พิเชษฐ์  สุชาติพงษ์  รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.มาบอำมฤต  จว.ชุมพร  ใช้อาวุธปืนยิงตัวตายที่บ้านพักในเขต อ.ปะทิว  พร้อมเขียนจดหมายระบายความในใจไว้สามหน้าเกี่ยวกับปัญหาการถูกแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนโดยไม่เต็มใจ  และไม่มีความพร้อม  เนื่องจากทำงานเป็นหัวหน้าสายตรวจมาตลอด  แม้แต่พิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ ก็ยังพิมพ์ไม่ได้

 

รายที่สอง เมื่อ ๒ ส.ค. ๖๒  ร.ต.อ.สุรศักดิ์  สุวรรณศักดิ์  อายุ ๕๐ ปี รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.แม่แตง  จว.เชียงใหม่  หลังจากถูกย้ายจากฝ่ายสืบสวนไปเป็นพนักงานสอบสวนโดยไม่เต็มใจ   ก็ได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวตายที่บ้านพักภายในสถานีตำรวจอีกรายหนึ่งเช่นกัน

 

 

 

 

รายที่สาม  เมื่อ ๑๙ ก.ย. ๖๒  ร.ต.อ.ทรงศักดิ์  ใจฉกรรจ์  อายุ ๔๙ ปี รอง สวป.สภ.เมืองสิงห์บุรี  ผู้พึ่งถูกย้ายไปเป็น รองสารวัตร(สอบสวน) ในจังหวัดเดียวกัน  และกำลังอยู่ระหว่างเข้ารับการอบรมที่สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน ศาลายา  ได้ใช้อาวุธปืนยิงตัวตายในรถส่วนตัวที่จอดไว้ในสถาบันดังกล่าวตอนเช้ามืดอีกหนึ่งราย

 

รายที่สี่  เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ย. ๖๒  ร.ต.อ.สุพจน์  สุขเกษม อายุ ๔๕ ปี รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ปางศิลาทอง จว.กำแพงเพชร  ก็ได้แต่งเครื่องแบบเดินออกมาบริเวณหน้าเสาธงสถานี  ใช้อาวุธปืนยิงตัวตายล้มจมกองเลือดสิ้นใจตามเพื่อนพนักงานสอบสวนไปอีกหนึ่งราย

 

 

 

และรายที่ห้า เมื่อ  ๑๕ ต.ค. ๖๒  ร.ต.อ.ศิริวัฒน์  สุรทิพย์  รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.หนองหญ้าปล้อง จว.เลย ไปช่วยราชการเป็นพนักงานสอบสวนที่ สภ.เชียงกลม  จังหวัดเดียวกัน  หลังกลับมาบ้านพักที่อำเภอเมือง ในตอนเช้าภรรยาตื่นขึ้นมาก็พบว่า ได้ใช้เชือกผูกคอตายกับขื่อในบ้านพักดังกล่าว

                       

รวมพนักงานสอบสอบที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ย้ายไปจากสายงานอื่นโดยไม่เต็มใจ  ฆ่าตัวตายไป ๕ ศพ ในช่วงระยะเวลาเพียงสามเดือนเศษเท่านั้น

                  

ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในสภาพ “เสียขวัญ”  แต่ละคนทำงานกันแบบซังกะตายไปวันๆ  

                   

หลายคนที่อายุมากเกิน ๕๐ ก็ได้แต่นั่งนับถอยหลังรอถึงวันเกษียณ  หรือเตรียมลาออกก่อนเพื่อรับบำเหน็จบำนาญและหาอาชีพเสริมดำรงชีวิตในบั้นปลาย

                   

ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการฯ ชุดนายมีชัยฯ ที่กำลังพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจและการสอบสวน  จะคิดอ่านแก้ไขปัญหานี้อย่างไร  ก็ควรรีบทำให้เร็วที่สุด