Columnist

อัยการ “ร่วมสอบสวน” “กลลวงต้านปฏิรูป” กระบวนการยุติธรรม!

3 ตุลาคม 2019 เวลา 06:02 น.

เปิดอ่าน 605
เกาะติด ปฏิรูปยุติธรรม
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

              คดีลัลลาเบล  จะถึงขณะนี้ก็ไม่มีใครรู้หรือแน่ใจว่า  สุดท้ายผลจะจบลงอย่างไร?

                 และในที่สุด  อัยการจะสามารถ “สั่งฟ้องด้วยความมั่นใจ” สามารถพิสูจน์การกระทำผิดของผู้ต้องหาทุกคนให้ศาลพิพากษาลงโทษในข้อหาต่างๆ ตามที่ตำรวจจัดให้ได้หรือไม่?

                 ไม่ว่าจะเป็นข้อหา  “กักขังหน่วงเหนี่ยวและกระทำอนาจารจนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย” ที่น่าจะขัดกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจชัณสูตรศพรายงานว่า  เป็นผลมาจากการดื่มสุราเกินขนาด  มีปริมาณถึง ๔๑๘ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

                  รวมทั้งข้อหา “ซ่องโจร”  แบบโบราณ  สำหรับเจ้าของบ้านและผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในห้องที่เกิดเหตุเป็นอีกคดีหนึ่ง   

                 ซึ่งคือกล่าวหาว่า  สมคบกันล่วงหน้ากว่าห้าคนขึ้นไปโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระทำอนาจารคือมีการ  “กระทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล” กับพริตตี้เดียร์ที่ปรากฎภาพเธอกำลังเมามายอยู่ในงาน!    

                 ซึ่งหากอัยการยึด “หลักโบราณ” ในการสั่งคดีเช่นที่เคยปฏิบัติกันมาช้านาน

                 คือเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า  ถ้อยคำที่ปรากฎในบันทึกคำให้การพยาน ถือเป็นหลักฐานที่ “พอฟ้อง”  ก็สั่งฟ้องไป

                 แม้ไม่แน่ใจว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดจริงหรือไม่  ก็โยนภาระให้จำเลยและศาลไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ “เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง” ดีกว่า! 

 

 

 

 

                เนื่องจากตามกฎหมาย “อัยการไทย” ไม่อยู่ในฐานะที่จะสามารถรู้ได้ว่า  พยานบุคคลและหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏใน “สำนวนการสอบสวน” แต่ละคดี  ซึ่งไม่ได้มีการบันทึกภาพและเสียงอะไรไว้นั้น  ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด?

                 รวมทั้งตำรวจได้รวบรวมอย่างครบถ้วนเสนอมาทุกเรื่องทุกที่ทราบและมีอยู่ในมือหรือไม่?

                 ในการปฏิรูประบบงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรม  หลังการปฏิวัติยึดอำนาจของพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. แต่วันที่ ๒๒ พ.ค. ๒๕๕๗  ซึ่งได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 

               ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดแรกที่นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ  เป็นประธานฯ  จึงได้มีการบัญญัติข้อความสำคัญในการปฏิรูประบบงานสอบสวนอยู่สองเรื่องก็คือ

            “ให้แยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ” และ

            “พนักงานอัยการฝ่ายปกครองมีอำนาจตรวจสอบหรือคุมการสอบสวนคดีสำคัญ”

          แต่ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวถูกพิมพ์เผยแพร่ออกมา  ก็ไม่มีใครรู้ว่าได้เกิดปฏิกริยาอะไรจากใครอย่างไร?

              จนทำให้คณะกรรมการร่างฯ  ต้องเก็บเล่มที่พิมพ์ออกมาแล้วกลับคืนไปหลายพันเล่ม  ด้วยเหตุผลว่า ได้จัดพิมพ์คลาดเคลื่อนไปจากการประชุม!

             และจัดพิมพ์ฉบับใหม่กลายเป็นใช้คำว่า  “ปรับระบบงานสอบสวนให้เป็นอิสระ” แทน !

          แต่ในส่วนบทบาทของอัยการและฝ่ายปกครองในการตรวจสอบการสอบสวนยังเป็นเช่นเดิม

            น่าเสียดาย  ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช. ด้วยเหตุในเรื่องอื่น

            ทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างขึ้นใหม่  โดยมีนายมีชัย  ฤชุพันธ์  เป็นประธาน

            แต่สุดท้าย  กลายเป็นว่า  บทบัญญัติเรื่องการปฏิรูปตำรวจงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากฉบับแรก

            ปรากฎอยู่ในมาตรา ๒๕๘ ง. (๒)  บัญญัติเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวนไว้กว้างๆ เป็น “นามธรรม” ด้วยคำว่า

            “ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม”

         “ สร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา”

          ต่อมาได้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมขึ้นตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๐ บัญญัติไว้ทั้งชุดแรกที่พลเอก บุญสร้าง  เนียมประดิษฐ์  เป็นประธาน  และชุดต่อมาที่นายมีชัย  ฤชุพันธ์ รับไม้ต่อ

            ได้มีการร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ขึ้นพร้อมกับ พ.ร.บ.ตำรวจ  ที่ถือเป็นการปฏิรูปตำรวจและการสอบสวนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

            สำหรับการสอบสวนกลายเป็นว่า ได้มีการบัญญัติแบบ  “วางยาให้อัยการตรวจสอบการสอบสวนของตำรวจไม่ได้จริง” 

            คือให้มีหน้าที่เพียง “ร่วมสอบสวน! กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจในคดีที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำสิบปีขึ้นไป  และเมื่อจับผู้ต้องหามาแล้วเท่านั้น”

          เงื่อนไขในการให้อัยการเข้าไปเห็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน  จึงถูกจำกัดไว้ทั้งเฉพาะคดีที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำสิบปีขึ้นไป  ซึ่งตามกฎหมายอาญามีอยู่เพียงไม่กี่มาตรา?

           รวมทั้งเมื่อศาลได้ออกหมายจับตัวผู้ถูกกล่าวหาได้ตัวมาแล้ว ยังไม่สามารถไปตรวจหรือแม้กระทั่งดูที่เกิดเหตุเห็นพยานหลักฐานหลังเกิดเหตุใหม่ๆ เหมือนอัยการในประเทศที่เจริญทั่วโลกได้

          และการไปร่วมสอบสวน  ก็หมายถึงว่า   ถ้าตำรวจพนักงานสอบสวนแจ้งมาเมื่อใดว่าจะสอบปากคำผู้ต้องหาที่ถูกจับตัวแล้วคนใด  อัยการก็มีหน้าที่ต้องเดินทางไปร่วมสอบสวนที่สถานีตำรวจตามที่แจ้งนัดหมายทุกครั้ง!

            ส่วนการสอบปากคำผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และพยานปากสำคัญต่างๆ นั้น ตำรวจจะสอบสวนไว้ว่าเห็นหรือไม่เห็นอะไร  แน่ใจหรือไม่แน่ใจไว้จนหมดสิ้นเรียบร้อยทุกปากแล้ว!

            ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาอีกครั้งของคณะกรรมที่นายกฯ แต่งตั้งใหม่ซึ่งมีนายมีชัย  ฤชุพันธ์  เป็นประธาน รวมทั้ง ดร.บวรศักดิ์  อุวรรณโณ เป็นรองประธานฯ  รวมทั้งอดีตอัยการสูงสุดเป็กรรมการผ่านสภาตราเป็นกฎหมายใช้ได้

             น่าจะถือว่าไทยน่าเป็นประเทศเดียวในโลกที่อัยการมีหน้าที่ต้องไป “ร่วมสอบสวน” กับตำรวจ ซ้ำยังต้องเดินทางไปยังสถานีที่นัดหมายอีกด้วย

            เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตรวจสอบ” คือ Check การรวบรวมพยานหลักฐานในฐานะพนักงานอัยการ 

          กลายเป็น “ผู้ร่วมทำงาน” หรือ Join กับตำรวจผู้ถูกกำหนดให้เป็น “พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี” นั้น 

           เรื่องนี้ ถ้าไม่ตั้งหลักกันให้ดี  ทำไปทำมา สุดท้าย  อัยการก็อาจกลายเป็น  “ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน” ไปในที่สุด

         ซ้ำยังเท่ากับส่งผู้ฟ้องคดีให้ไปรับรองความชอบธรรมการสอบสวนคดีนั้นอีกด้วย!

         เป็นระบบการสอบสวนที่วิปริต  เนื่องจากในการร่างกฎหมาย ได้ถูกตำรวจผู้ใหญ่บางคนพูดโน่นนี่ซ่อน

 “กลลวงการปฏิรูปที่แท้จริง” หลายเรื่องเอาไว้!