Columnist

Mind Set

19 กันยายน 2019 เวลา 14:23 น.

เปิดอ่าน 128
แมงเม่า สำราญ
ณัฐวัฒน์ อ้นรัตน์

 

เมื่อเราตัดสินใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง เราต้องศึกษาทำความเข้าใจกับกลไกทั้งหมดในตลาดหุ้นให้ถ่องแท้ก่อนนะครับ

ตลาดหุ้นมีความเสี่ยง มีโอกาสทำให้เงินออมของเรา เสียหายหรือขาดทุนได้นะครับ อย่าทำเป็นเล่นไป

ถ้าไม่รู้เรื่องหุ้นเลย อย่าเพิ่งเข้ามาเล่นหุ้น ถ้าจะเริ่มเล่นก็เริ่มที่จำนวนเงินน้อยก่อน อย่าเอาเงินก้อนใหญ่มาเล่นเป็นอันขาด

ตลาดหุ้นมีผู้เล่นที่มีเงินมากกว่าคุณ เก่งกว่าคุณ มีประสบการณ์มากว่าคุณ จ้องจะเอาเงินคุณอยู่

 

Mind SET คือ การตั้งหลักของวิธีคิด ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อและวิธีการลงทุนในตลาดหุ้น ต้องตั้งหลักให้ดีให้แข็งแรง ก่อนจะเล่นหุ้น

 

ถ้าเราเอาเงินออมไปลงทุน แล้วอยากได้ผลตอบแทน 10-20% ในแต่ละปี แผนการลงทุนในตลาดหุ้น คุณก็ต้องเลือกเล่นหุ้นขนาดใหญ่ขนาดกลาง ที่มีความมั่นคง มีแนวโน้มธุรกิจที่ดี มีกำไร และ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ

            แต่ถ้าเราตั้งหลักว่า อยากได้ผลตอบแทนจากการเล่นหุ้น 50-100% ต่อปี คุณต้องวางแผนการเล่นหุ้นอีกอย่างหนึ่ง คุณต้องเพิ่มความเสี่ยง คุณต้องพร้อมรับกับผลขาดทุน เลือกเล่นหุ้นตัวไหนก็ได้ที่จะทำให้พอร์ตโต 50-100% ทุกปี คุณอาจจะต้องกู้เงินมาลงทุนในบางช่วง เข้าไปเล่นในสินค้าที่มี Leverage เช่น Block trade หรือ DW ในหุ้นตัวนั้น

           2 แนวคิดนี้ มีวิธีคิด วิธีหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และ กลยุทธ์การเล่นหุ้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

           การตั้ง Mind Set ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นก็ไม่เหมือนกัน คุณอาจจะต้องเลือกให้ชัด จะได้ไม่สับสน

           ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ให้เริ่มต้นการตั้งต้น แนวความคิด ที่ผมจะเขียนให้อ่านจากนี้ไป   สิ่งที่ผมจะอธิบาย คือ

Mind Set ของการเล่นหุ้นอย่างไรให้ปลอดภัย ได้ผลตอบแทน 10-20% ต่อปี และ สามารถรักษาเงินต้นเอาไว้ได้

Mind Set ข้อที่ 1 ข้อแรก ตั้งหลักว่า อยากได้ผลตอบแทนในตลาดหุ้นเท่าไหร่ ซึ่งนำไปสู่กลยุทธ์การวางแผนการลงทุนหรือแผนการเล่นหุ้น

ถ้าคุณต้องการผลตอบแทน 10-20% ต่อปีสม่ำเสมอ

 

Mind Set ข้อที่ 2 ทำความเข้าใจ กลไกของตลาดหุ้น ก่อนเข้ามาในตลาดหุ้น

 

 

ตลาดหุ้นมีจุดตั้งแต่ตอนจัดตั้งตลาดหุ้นว่า จะเป็นแหล่งเงินทุน ให้บริษัทที่ดี ที่ตั้งใจทำธุรกิจ หาเงินไปขยายงาน

สามารถเอาส่วนของผู้ถือหุ้นเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แล้วระดมทุนโดยตรงจากประชาชนได้

 ในส่วนของประชาชนก็จะได้มีทางเลือกที่จะลงทุนในบริษัทที่ดี มีธรรมาภิบาล มีกำไรดี เติบโตต่อเนื่อง เพื่อจะได้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ  และ ประชาชน ผู้ลงทุนจะได้เงินปันผลเป็นผลตอบแทน รวมทั้ง ได้กำไรจากส่วนต่างราคา จากราคาหุ้นด้วย

 

ถ้าบริษัทไหนไม่จ่ายเงินปันผล แนวโน้มธุรกิจไม่ดี ผู้บริหารไม่ตั้งใจทำงาน เราไม่ควรเข้าไปลงทุน บริษัทไหนที่เพิ่มทุนเกือบทุกปี ก็ไม่น่าเข้าไปซื้อ เพราะ ผู้บริหาร บริหารงานไม่เก่ง เก่งจริงต้องเอากำไรไปขยายกิจการได้ ไม่ต้องมารบกวนผู้ถือหุ้น

การเอาเงินออมของเรา ที่เก็บสะสมมาหลายปี เอาเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น จึงต้องเลือกหุ้นขนาดใหญ่เชื่อถือได้ มีการจ่ายเงินปันผล ธุรกิจมีโอกาสเติบโตในอนาคต และ ผู้บริหารเก่งตั้งใจทำงานมีจริยธรรม

 

            แนวทางของผมที่แนะนำ คือ เล่นหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง เท่านั้น เพราะ ขนาดการันตีว่า ต้องดีจริงเก่งจริง วันนี้ถึงมายืนตรงจุดนี้ได้ แล้วหุ้นตัวไหน คือ หุ้นขนาดใหญ่ หุ้นตัวไหนคือหุ้นขนาดกลาง และ หุ้นตัวไหนคือหุ้นขนาดเล็ก

 

 

           ผมแบ่งหุ้นตาม Market Cap. ยอดขาย และ กำไรสุทธิ ของแต่ละบริษัท  ถ้าเราเอาข้อมูลทั้ง 3 อย่างมาพิจารณา จะได้หุ้นเป็นชุดๆ  จะได้ดังนี้

•               หุ้นชุด A คือ หุ้นที่ดีที่สุดของประเทศ

•               หุ้นชุด B คือ หุ้นที่ดีที่สุดของกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละประเภท

•               หุ้นชุด C คือ หุ้นที่ดี แต่ไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นเบอร์ 2 เบอร์ 3 ของกลุ่มอุตสาหกรรมแต่ละประเภท และมีศักยภาพจะพร้อมเป็น B ได้

•               หุ้นชุด D คือ หุ้นที่ยอดขายเล็กลงไปในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม บางไตรมาสจะขาดทุน บางไตรมาสมีกำไร เงินปันผลมีบ้าง ไม่มีบ้าง

•               หุ้นชุด F คือ หุ้นที่ขาดทุนทุกปี เรียกว่า ใกล้จะเจ๊งก็ได้ พวกราคาหุ้นต่ำกว่า 1 บาท

 

ผมสรุปว่า หุ้นชุด A คือ หุ้นขนาดใหญ่ และ หุ้นชุด B คือ หุ้นขนาดกลาง

ส่วนหุ้นชุด C ชุด  คือ หุ้นขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก

และ หุ้นชุด D หุ้นชุด F คือ หุ้นขนาดเล็ก

รายชื่อหุ้นแต่ละชุดมีดังนี้