Columnist

No free lunch ....โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

29 สิงหาคม 2019 เวลา 05:48 น.

เปิดอ่าน 99
เนตรทิพย์

 

วลีเด็ดทางเศรษฐศาสตร์ที่ Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อดังนำมาใช้ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ และ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต อดีตรมช.ศึกษาธิการหยิบยกเอาไปเขียน เป็นตำรับตาราที่ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์แบบชาวบ้านไม่รู้กี่เวอร์ชั่นมาแล้ว

 

แต่มันคือความจริงที่ประจักษ์ได้ “เมื่อมีคนได้(Take) ยังไงก็ต้องมีคนเสีย (Pay/ Lost )” แม้แต่อากาศที่บริสุทธิ์เรายังต้องลงทุนลงแรงอนุรักษ์ถึงจะได้มา หรือหากเป็นสำนวนวัยสะรุ่นสมัยนี้ หากพี่พิซอยากให้น้องแพทริเซียรักใคร่ไม่วอกแวกก็ต้องลงทุนลงแรงให้ความรักแก่เขาอย่างจริงจัง มัวไปอมพะนำยิ้มแฉ่งมันคงได้อยู่หรอก เราถึงต้องลงทุนลงแรงให้ความรักแก่เขาไปก่อนถึงจะได้รักนั้นตอบกลับมา

 

 อย่างนโยบาย “ประชาล่มจม เอ้ย! ประชานิยม”ในอดีตที่ตกทอดมาถึงนโยบาย “ประชารัฐ” ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะน้ำไฟฟรี รถเมล์รถไฟฟรี หรือการบรรจงแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าคนจนหรือคน (อยาก)จน ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่รู้ทะลักมาจากไหนกว่า 14-15 ล้านคนนั้น

 

 เม็ดเงินที่ผู้มีรายได้น้อยได้ไป(Take) ยังไงเสียก็ต้องมีคนจ่าย(Pay) ซึ่งก็คือภาษีที่ประชาชนคนไทยเองนั่นแหล่ะเป็นคนจ่าย แต่เพราะความที่เรามักเป็นผู้รับจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าภาษีที่รัฐบาลนำไปถลุงนั้นแท้ที่จริงเราเองนั่นแหล่ะคือ“ผู้จ่าย” ซึ่งผู้จ่ายนั้นจ่ายจนหน้าเขียว หน้าดำยังไง ลองให้ “ส.ส.สิระ” ลงไปสัมผัสถามชาวบ้านร้านรวงดูเอาครับ     

                 เช่นเดียวกับ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐี” เอ้ย!เศรษฐกิจครั้งใหญ่ 3.2 แสนล้านล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ไฟเขียวออกไปสัปดาห์ก่อน ที่กอปรไปด้วย  4 ด้านหลักคือ 1.มาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกองทุนหมู่บ้าน ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับแจกเงินคนละ 500 บาทในช่วง เดือน ส.ค.-ก.ย.62  นี้และหากเป็นคนแก่สูงอายุยังจะได้เบิ้ลไปอีก 500 บาท

 

                มาตรการที่ 2 บรรเทาค่าครองชีพสำหรับเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งปี 62 ที่ ธ.ก.ส.เป็นแม่งานให้สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(ภัยแล้ง) วงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี (1 ส.ค.62 - 31 ก.ค.63) และขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง 2 ปี กับยังแจกเงิน เอ้ย!ใช้มาตรการทางการเงินการคลังสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ไร่ละ 500 บาทครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่

 

                มาตรการที่ 3 กระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่ประกอบด้วยการแจกเงิน เอ้ย! ใช้มาตรการการเงินการคลังส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ (g-Wallet) คนละ1,000 บาท และหากผู้ลงทะเบียนใช้เงินเพิ่มเพื่อใช้จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าที่พัก หรือค่าสินค้าท้องถิ่นจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ รัฐบาลจะชดเชยเงินคืนให้ 15% ของยอดชำระเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,500 บาทต่อคนอีกด้วย  ส่วนมาตรการสุดท้ายเป็นการตั้งกรรมการเร่งรัดล้างท่อการใช้จ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ประเภทหน่วยงานไหนถลุงกันมือเติบได้ตามเป้าจะได้รับโล่ดีเด่นแห่งการถลุงงบอะไรก็คงว่ากันไปครับ

 

แต่สำหรับ “เนตรทิพย์”แล้ว บรรดามาตรการแจกเงิน เอ้ย!มาตรการการเงินคลังที่รัฐโปรยลงไปเหล่านี้  สุดท้ายแล้ว ก็ต้องมี “คนจ่าย”ครับ เพราะมันคือการถลุงเม็ดเงินภาษีของประเทศลงไปโดยตรง จะอ้างว่าสุดท้ายแล้ว มันจะไปกระตุ้นเศรษฐี เอ้ย! เศรษฐกิจอะไรก็ตามแต่ ทำให้เศรษฐกิจกระเพื่อมขึ้นมาจะกี่แสนล้านก็ตามแต่

 

  สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องมี “คนจ่าย”ครับ! ซึ่งก็คือเม็ดเงินภาษีของประชาชนคนไทยเราเองนั่นแหล่ะเพราะนโยบายประชานิยม/ประชารัฐเหล่านี้ล้วนแฝงไว้ด้วย “ค่าใช้จ่าย”ที่เมื่อมีคนได้(Take) ยังไงเสียก็ต้องมีคนจ่ายหรือ Pay/lost วันยังค่ำ ไม่มีอะไรได้มาฟรีอย่างแน่นอน!

 

 แต่เพราะความที่เรามักเป็นผู้รับ เราจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าละเลงเม็ดเงินภาษีเหล่านี้ลงมาให้เรานั้นที่จริงมันก็คือเม็ดเงินภาษีที่เราเองนั่นแหล่ะคือ “ผู้จ่าย”

หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปพิจารณาการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าในขณะที่รัฐบาล “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ละเลงเม็ดเงินภาษีไปกับนโยบายประชารัฐหรือประชานิยมแบบฉาบฉวยโครงการแล้วโครงการเล่าเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทุกชุดมักต้องดำเนินการควบคู่มาด้วยก็คือ การปรับขึ้นภาษี หรือค่าบริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนหรือไม่ก็หาทางผลักภาระภาษีหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปให้กลุ่มคนที่ยังพอจะแบกรับได้  

 

เช่นเดียวกับที่รัฐละเลงเม็ดเงินภาษีไปกับนโยบายประชานิยมนับแสนล้านบาทในเวลานี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นทำท่าจะลงเอยด้วยการเล็งปรับขึ้นภาษีบรรดาสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีบาป ไม่ว่าจะภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเหล้า เบียร์ บุหรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานบันเทิง สถานบริการ ร้านอาหารทั้งหลายแหล่ การปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ รวมทั้งการหวนกลับไปปรับขึ้นค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือปรับข้ึนค่าธรรมเนียม ค่าบริการสาธารณูปโภคสาธารณูปการต่างๆ

 

อย่างที่คลังกำลังจ้องปรับวิธีคำนวณภาษีบิ๊กไบค์  ปรับขึ้นภาษีความหวาน ภาษีความเค็ม กทม.เดินหน้าจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะ ค่าธรรมเนียมน้ำทิ้งบ้านเรือน โรงงาน โรงแรมใหม่ หรือปรับโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ แม้กระทั่งร่ำ ๆ จะปรับขึ้นภาษีแวต

 

ทั้งหมดมันคือบทสะท้อนที่ชี้ให้เห็นว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี There’s no free lunch” นั่นแหล่ะครับ เมื่อมีผู้รับหรือคนได้ก็ต้องมีคนจ่ายและคนที่จ่ายเป็นคนสุดท้ายที่เรียกว่า “เจ้าภาพ”นั้นก็คือประชาชนคนไทยเราเองนั่นแหล่ะครับพี่น้อง!!!