Columnist

มหากาพย์ค่าโง่โฮปเวลล์(2)

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:45 น.

เปิดอ่าน 67
เนตรทิพย์

ที่ “เนตรทิพย์” ทิ้งท้ายไว้สัปดาห์ก่อน หากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะรื้อฟื้น “ค่าโง่โฮปเวลล์” กันใหม่ ด้วยหวังว่าหลักฐานใหม่ที่ได้มา(ที่ไม่รู้อัยการคนไหนเกิดไปสะดุดทีนเจอระหว่างทางเข้าห้องน้ำห้องท่า)

 

 ที่ว่าบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง ไม่ได้คงสัดส่วนการถือหุ้น 30% ในบริษัทโฮปเวลล์(ประเทศไทย)ตามสัญญาสัมปทาน เพราะดอดขายหุ้นออกไปตั้งแต่ปลายปี 2548 แล้ว จึงเชื่อว่าหลักฐานใหม่ชิ้นนี้จะเป็น “ไพ่ตายไม้เด็ด” ขอดเกล็ดมังกรข้ามถิ่น “นายกอร์ดอน วู” จากฮ่องกงได้ โดยที่รัฐอาจไม่ต้องเสียค่าโง่ใดๆ เลยนั้น 

 

สำหรับ “เนตรทิพย์”แล้ว คงไม่อินังขังขอบอะไรด้วยหรอก หากรัฐหรือการรถไฟฯจะแก้ลำ “ค่าโง่โฮปเวลล์” 2.5 หมื่นล้านนี้ “โดยสติ” ไม่ไปทำให้เกิด “ค่าโง่ซ้ำสอง”ขึ้นมาอีก!

 

ผมเชื่อแน่ว่าหากรัฐและกระทรวงคมนาคมเล่นเกมส์แบบนี้ ทาง “โฮปเวลล์” ก็คงเล่นตามเกมส์โดยไม่อินังขังขอบอะไรด้วยแน่เผลอๆ แม่อาจจัดขบวนกลองยาวแห่ตามเสียด้วยซ้ำ!

 

เพราะอย่างที่ทิ้งท้ายไว้สัปดาห์ก่อน ยิ่งประวิงเวลาจ่าย(ค่าโง่)ไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าทางโฮปเวลล์มากเท่านั้น ยิ่งในสภาพการณ์เศรษฐกิจที่ “สลึมสะลือ” ดอกเบี้ยในตลาดเงินอยู่ในห้วงขาลงแบบนี้ หากโฮปเวลล์หอบเงินชดเชยตามคำพิพากษาทั้งก้อนที่นัยว่าจะสูงราว 25,000 ล้านบาทกลับไปฝากแบงก์หรือสถาบันการเงินก็คงได้ดอกเบี้ยอย่างดีไม่เกิน 2-2.5% แน่ สู้นอนแถกเหงือกรอให้รัฐและการรถไฟฯ เล่นเกม“บ้องตื้น”ประวิงเวลาจ่ายค่าโง่ออกไปให้เนิ่นนานเท่าไหร่ได้ก็ยิ่งดี

 

เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตามคำพิพากษาของศาลนั้น กำหนดเอาไว้สูงลิ่วถึง 7.5% โน้นครับ ลองคำนวณดูเอาว่าเงินต้น 11,888 ล้านบาทที่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้รัฐจ่ายชดเชยแก่บริษัทโฮปเวลล์เมื่อปี 2551 พร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับเนื่องมาจนถึงวันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเป็นที่สุดนั้น ก็ทำให้วงเงินขดเชยที่ว่าก็ทะลักขึ้นไปกว่า 25,000 ล้านบาทแล้ว

 

หากประวิงเวลาจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวออกไปอีก 3 -5 ปี วงเงินมันจะทะลักล้นไปเท่าไหร่? จุดนี้ทั้งกระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ จำเป็นต้อง “สำเหนียก” กันเอาไว้ด้วย หากจะต้องจ่ายค่าโง่บวมทะลักขึ้นมา หน่วยงานหรือองค์กรไหนจะ “รับผิดชอบ

 

คงไม่โยนขี้ให้ให้ประชาชนคนไทยต้องรับกรรมกันแบบที่เป็นอยู่นี้อีก!

 

สำหรับ "เนตรทิพย์"แล้ว สิ่งที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟต้องดำเนินการนั้น นอกเหนือจากการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในการเจรจาหาทางปิดบัญชีการจ่ายเงินค่าโง่ที่ว่านี้ให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว สิ่งที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปก็คือ

 

การควานหาตัวบุคคล เจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองที่จะต้องมาร่วมกันรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 เพราะเมื่อรัฐต้องเสียหายจ่ายเงินค่าโง่ที่เกิดจากการบริหารสัญญา หรือยกเลิกสัญญา “ผิดพลาดสุดมหันต์”แล้ว หน่วยงานต้นสังกัดย่อมต้องมีหน้าที่ไปไล่เบี้ยความเสียหายทางแพ่งกลับมา

 

นั่นหมายความว่า กระทรวงคมนาคมและรถไฟจะต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบต้นตอความเสียหาย ตลอดจนการ “ไล่เบี้ย”เอากับตัวบุคคลที่มีส่วนทำให้รัฐเสียหายตั้งแต่ต้น จะเป็นนักการเมือง ข้าราชการประจำ หรือเจ้าหน้าที่รัฐใด ๆ ที่มีส่วนสร้างความเสียหายจากโครงการนี้ ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบมาก-น้อยแตกต่างกันไป

 

  เฉกเช่นการไล่เบี้ยความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังฟ้องไล่เบี้ยผู้เกี่ยวข้องนับร้อยคนเพื่อเรียกความเสียหายนับหมื่นล้านบาทอยู่ในเวลานี้   หรือกรณีค่าโง่ในโครงการรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่ากว่า 6,800 ล้านบาท โครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท หรือกรณีโรงพักและแฟลตตำรวจร้าง มูลค่ากว่า 5,700 ล้านบาท ที่หน่วยงานรัฐเจ้าของโครงการที่เสียหายมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการไล่เบี้ยมูลละเมิดหรือค่าเสียหายทางแพ่งเอากับผู้มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐตามมา  

 

หาไม่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอร์ดและผู้บริหารการรถไฟ รวมถึงรัฐบาลชุดนี้ทั้งชุดนั่นแหล่ะจะ “งานเข้า” ถูกฟ้องไล่เบี้ยเสียเอง โทษฐานนั่ง "ทับขี้" ซุกค่าโง่เอาไว้ใต้พรหมโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

 

เตือนกันเอาไว้ด้วยความรักใคร่จริงๆ ฯพณฯศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่เคารพ!!!

 

เนตรทิพย์ : [email protected]