Columnist

Abuse of Power กับค่าโง่ที่คนไทยรับกรรม

31 ตุลาคม 2019 เวลา 05:00 น.

เปิดอ่าน 292
เนตรทิพย์

นอกจากโฮปเวลล์แล้วยังมีอีกหลายโครงการจ่อต้องเสียค่าโง่

            เปิดแชมเปญฉลองชัยกันไปเรียบร้อย (โรงเรียนเจ้าสัว) สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) อภิมหาโปรเจกต์สุดบิ๊กบึ้ม มูลค่ากว่า 2.24 แสนล้านของรัฐบาลลุงตู่ชุดก่อน ที่ยักแย่ยักยันกันมานานร่วม 9 เดือนจนมาถึงรัฐบาลชุดนี้

 

           ที่สุดก็ได้ฤกษ์ลงนามในสัญญาโครงการ (สมใจอยาก) กันไปทุกฝ่ายเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี "บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา" นายกฯ เป็นประธานในพิธีลงนามด้วยตนเอง สานต่องานค้างเก่าของรัฐบาลขุดก่อน

 

          รายละเอียดของสัญญาโครงการ และคุณูปการสุดอลังการงานสร้างที่รถไฟความเร็วสูงสายนี้มีต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะการกระตุ้นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ อีอีซี นั้น สื่อต่างๆ ก็มีการนำเสนอกันเกือบจะทุกซอกทุกมุมกันไปแล้ว ผมคงไม่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนฉายหนังซ้ำอีก!

 

         ส่วนที่หลายฝ่ายยังคงกังขาพากันกังวลประเด็นในเรื่องของ "ค่าโง่" ที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยวานรัฐอย่างการรถไฟจากความล่าข้าในการเคลียร์หน้าเสื่อที่ดินสำหรับโครงการนี้ สำหรับ "เนตรทิพย์" แล้ว บอกตามตรง ผมกลับมองว่าไม่น่าจะเป็นประเด็นสลักสำคัญอะไรเลย

 

          หากการรถไฟฯ มัวแต่มะงุมมะงาหรา มีปัญหาในการเคลียร์หน้าเสื่อที่ดินและส่งมอบที่ดินล่าช้า มันก็มีกลไกที่เป็นทางออกที่เป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายรองรับอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องกังวล คงไม่มีสัญญาป้าอะไรที่ไหนที่เอกชนคู่สัญญาจ้องแต่จะฟ้องรัฐเรียกค่าขดเชยหากส่งมอบที่ดินล่าช้าแน่ จึงไม่น่าจะเป็นมูลเหตุให้เอกชนหยิบยกขึ้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐตั้งแต่ยังไม่สตาร์ทได้หรอก

 

         จุดที่น่าห่วงน้ากังวลจริงๆ นั้นน่าจะอยู่ที่คนรถไฟเองนั่นแหล่ะจะเข้าใจคำว่าร่วมลงทุนตามกฏหมายพีพีพีฉบับใหม่นี้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก หากยังมัวติดยึดอยู่แต่กับระบบราชการ มัวแต่นั่งตีขิมรอเอกชนเสนอแผน เสนอแบบ แล้วต้องรอพิจารณาอนุมัติกันตามขั้นตอน จะผิดจะถูกยังไงให้คำชี้แนะไม่เป็น นอกจากอำนาจจะ อนุมัติหรือไม่อนุมัติเท่านั้น แบบนี้ก็มีหวังได้เผชิญค่าโง่ตามมาอีกแน่  ตรงนี้ต่างหากที่น่ากังวลกันมากกว่า

 

        เพราะ บทเรียน จากกรณีก่อสร้างโครงการทางรถไฟและถนนยกระดับครบโครงการทางรถไฟและถนนยกระดับโฮปเวลล์ ที่ล่าช้าจนนำมาซึ่งการบอกเลิกสัญญาสัมปทานและค่าโง่นับหมื่นล้านในปัจจุบันนั้นก็มาจากประเด็นความไม่ลงรอยและไม่เข้าใจ ในการบริหารสัญญาร่วมการงานแบบนี้นี่แหละ

 

         พูดถึงค่าโง่แล้ว เลยทำให้ผมนึกไปถึงค่าโง่โฮปเวลล์ที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาชี้ขาดไปก่อนหน้าให้การรถไฟต้องจ่ายชดเชยความเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาสัมปทานโครงการนี้ไปตั้งแต่ปีมะโว้ กว่า 2.4 -2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งวันวาน ก็เลยกำหนดเส้นตาย ที่การรถไฟต้องให้คำตอบแก้โฮปเวลล์ไปแล้วว่า จะจ่ายหรือไม่จ่ายอย่างไร

 

         เท่าที่ทราบ ก็นัยว่าทั้งการรถไฟและกระทรวงคมนาคมกำลังพยายามหาทางพลิกช่องทางฟ้องร้องคดีแพ่ง เพื่อหาช่องทางพลิกผันคดีที่จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าโง่บักโกรก หรืออย่างน้อยก็จ่ายชดเชยความเสียหายน้อยกว่าที่ศาลได้ชี้ขาดไปก่อนหน้า

 

         สำหรับ "เนตรทิพย์" แล้ว ผมคงไม่ขอพูดถึงคำพิพากษาของศาลที่ชี้ขาดกรณีการบอกเลิกสัญญาโครงการนี้ที่ไม่เป็นตามสัญญาจนนำมาซึ่งค่าโง่อะไรทั้งหลายแหล่ หากรัฐเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็เป็นเรื่องเหมาะสมและสมควรยิ่งที่จะต้องชดเชยความเสียหายให้แก่เอกชนเขา

            

        แต่หากทุกฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปพิจารณาเส้นทางการบอกเลิกสัญญาสัมปทานโครงการนี้  จะเห็นได้ว่า ก่อนที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯจะตัดสินใจฉีกสัญญาสัมปทานโครงการนั้นได้มีการพิจารณาแนวทางการบอกเลิกสัญญา กันในทุกวิถีทาง ก่อนจะมาได้ข้อสรุปที่ต้องอาศัยมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ปพพ.) เป็นแนวทางในการบอกเลิกสัญญา แทนจะตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดประเด็นข้อพิพาท ก่อนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญา

 

        การตัดสินใจบอกเลิกสัญญาตามแนวทางดังกล่าว จะสรุปว่าเป็นความประมาทเลิกเล่อ ดันทุรังคงไม่น่าจะถูกต้องเพราะการใช้แนวทางดังกล่าวนั้น หาใช่เป็นการดำเนินการโดยลำพังของการรถไฟฯหรือกระทรวงคมนาคม ที่กระเตงเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.โดยลำพัง

 

       ตรงกันข้ามได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็น "ทนายแผ่นดิน" อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว โดยที่ประชุมอัยการพิเศษยังต้องลงมาดูปัญหาข้อกฏหมายจากการตัดสินใจบอกเลิกสัญญาตามแนวทางดังกล่าวก่อนนำเสนอความเห็นไปยัง ครม.

 

       แล้วจะมาชี้ว่าทั้งหมดนี้คือความบกพร่องของรัฐ ที่ตัดสินใจยกเลิกหรือฉีกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามกรอบของสัญญากระนั้นหรือ?

 

        ก็คงต้องย้อนถามกลับไปในกรณีมีข้อขัดแย้งในสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนเช่นนี้ หากหน่วยงานรัฐเจ้าของสัญญาสัมปทานไม่เชื่อมือทนายแผ่นดิน ไม่รับฟังความเห็น โดยรอบด้าน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งทนายแผ่นดินแล้ว

 

      จะให้แบกสัญญาเอาไว้แบบนั้นกันไปชั่วลูกชั่วหลานก่อนกระนั้นหรือถึงจะได้ชื่อว่าปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน จะต้อง แบกสัญญา คาราคาซังที่ไม่มีความคืบหน้าของงานเอาไว้อย่างนั้นหรือจนกว่า จะสิ้นสุดสัญญาแล้วนั้นหรือถึงจะได้ชื่อว่า ให้ความเป็นธรรมกับคู่สัญญาเอกชน

 

          แน่นอนว่า การบอกเลิกสัญญา ที่ ไม่เป็นธรรมข้างต้นนั้นคู่สัญญาฝ่ายเอกชนก็สมควรจะได้รับการเยียวยา ตามสมควร แต่ก็ต้องดู เนื้อหาของการเยียวยาที่ว่า ด้วยว่าเหมาะสม เป็นธรรมกับคู่สัญญาฝ่ายรัฐและประชาชนด้วยหรือไม่ ?

 

          และไม่ใช่แต่กรณีของค่าโง่โฮปเวลล์ นี้เท่านั้น  ยังมีอีกหลายเคสหลายกรณีที่ต้องจบลงแบบเดียวกันนี้

 

        ทั้งหลายทั้งปวง มันเป็นธรรมกับประชาชนคนไทยที่ต้องถูกลากเข้าไปร่วมแบกรับค่าโง่เหล่านี้ด้วยกระนั้นหรือ?!!!