Columnist

แบน 3 สารพิษ...มหกรรมปาหี่?

24 ตุลาคม 2019 เวลา 06:00 น.

เปิดอ่าน 5132
เนตรทิพย์

ยังคงเป็นประเด็นระอุแดด เป็น Talk Of The Town

 

กับเรื่องของความพยายามในการแบน 3 สารพิษกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชที่ประกอบไปด้วยสารพาราควอด ไกลโฟเซต และ คลอร์ไฟริฟอส หลังจาก รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโดยเฉพาะ นางสาวมนัญญา ไทยเศษฐ์ รมช.เกษตรออกมา"ดับเครื่องชน"  3 สารพิษทางการเกษตรดังกล่าวอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

 

        ถึงขั้นที่ "หมอหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล" รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังออกแถลงการณ์ร่วมกับ 7 รัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทยในจุดยืนร่วมในการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตรข้างต้น เพื่อบีบให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่กอปรด้วยตัวแทน ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงาน มีมติไปในทิศทางเดียวกับนโยบายรัฐบาล

 

และถึงขั้นที่พรรคภูมิใจไทยยอมเทไปหมดหน้าตัก กดดันให้นายกฯและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ให้ต้องเออออห่อหมกไปกับจุดยืนของพรรคด้วย ก่อนออกโรงกระทุ้งไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 27 คนให้ลงมติแบน 3 สารพิษที่ว่านี้โดยเปิดเผย หาไม่แล้วรัฐมนตรีของพรรคก็พร้อมจะ"ไขก๊อก" หากไม่สามารถกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดำเนินการตามนโยบายได้

 

ก็ไม่รู้ว่า การทุ่มเทเอาตำแหน่งเป็นเดิมพันของรัฐมนตรีในพรรคร่วมข้างต้นนั้น จะถูกตีความว่าเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการที่มีอำนาจเต็มตามกฏหมายหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม หากจะย้อนถามกลับไปว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานใดกันหรือที่ลากนโยบายแบนสารเคมีทางการเกษตร 3 ประเภทที่ว่านี้ไปมาจนกลายเป็นนโยบาย "ไม้หลักปักเลน" ก่อให้เกิดความสับสนต่อสังคมนั้น

 

ก็กระทรวงเกษตรตัวดีนั่นแหล่ะ และก็เป็นรัฐบาลคสช.ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เองนั่นแหล่ะที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ ทั้งที่แต่เดิมนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ "ติดเบรก"การนำเข้าและใช้สารเคมีสุดอันตรายดังกล่าวไปแล้ว

 

โดยอดีต รมช.เกษตรอย่าง “อาจารย์ยักษ์ - นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร” ถึงกับประกาศในห้วงเวลานั้น หากรัฐบาลยังคงอนุญาตให้มีการใช้สารเคมีอันตรายที่ว่านั้นจะลาออกประท้วงเป็นคนแรก พร้อมยืนยันในจุดยืนไม่เอา 3สารพิษที่ว่า

 

 

เนื่องจากพาราควอตนั้น จัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรงเฉียบพลันแม้ได้รับเพียงเล็กน้อย 1-2 ช้อนชาก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ส่วนคลอร์ไพริฟอสทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง มีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อและเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน ขณะที่ไกลโฟเซต เป็นสารพิษที่ International Agency for Research on cancer ได้จัดเป็นกลุ่มที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง จึงทำให้ 53 ประเทศทั่วโลกประกาศยกเลิกใช้สารเคมีอันตรายที่ว่านี้ไปแล้ว 

 

และผลจากการผลักดันของรัฐมนตรีช่วยเกษตรในครั้งนั้น ก็ทำให้ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” มีมติให้ยุติการนำเข้าสารเคมีอันตราย 3 ชนิดไปตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 และให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปแล้ว

 

แต่วันดีคืนดี ไม่รู้ผีผลัก หรือเพราะมีกลุ่มทุนการเมืองยักษ์์ Invisible hand ที่ไหนเดินเกมเล่นเอาเถิดกับนโยบายแบนสารพิษที่ว่านี้ จึงทำให้จู่ๆ กระทรวงเกษตรและคณะกรรมการวัตถุอันตรายจัดประชุมคณะกรรมการเมื่อต้นเดือนเมษายน 62 หลังการเลือกตั้งทั่วไป(24 มีนาคม 62) ก่อนมีมติ"กลับลำ" ทบทวนมตินำเข้าเดิม(แบบเงียบๆ แต่ฟาดเรียบนะครับ) ให้จำกัดการนำเข้าไปแทน ก่อนนำมติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแบบเงียบกริบ ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2562

 

ก่อให้เกิดคำถามเกิดอะไรขึ้นกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ว่านี้ เหตุใดจึงฉวยจังหวะในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองหักดิบและกลับลำนโยบายแบนสารเคมีทางการเกษตรของตนเองเอาได้

 

ขณะที่กระทรวงเกษตรนั้น ได้แต่นำเสนอมาตรการควบคุมและดูแลการใช้สารดังกล้าว ด้วยการที่เสนอของบประมาณภาครัฐ 98 ล้านบาท มาจัดอบรมและตีทะเบียนเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนว่า จำเป็นต้องใช้สารเคมีอันตรายดังกล่าว โดยกรมวิชาการเกษตรจะทำหน้าที่จัดอบรมเจ้าหน้าที่วิทยากร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัด อบต. ให้ผู้ที่จะซื้อ และใช้สารจำเป็นต้องผ่านการอบรมการใช้สารเคมีอันตรายที่ว่านี้ ส่วนผู้รับจ้างพ่นสารเคมี หากไม่ผ่านจะพ่นสารไม่ได้ ขณะที่ร้านค้าที่จำหน่ายจะต้องให้มีการอบรมวิธีการเก็บสารเคมี และการจำหน่ายให้กับผู้ใช้อย่างถูกต้อง

 

ทั้งที่ทุกฝ่ายรู้อยู่แก่ใจกันดี มาตรการในอันที่จะกำกับดูแลการ “ตีทะเบียน” ผู้จะซื้อและฉีดพ่นสารเคมีอันตรายที่ว่านี้ สามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน?

 

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ "หักดิบ"ตนเอง จนนำไปสู่การเปิดนำเข้าสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อพี่น้องเกษตรกรได้อีกนั้น ไม่ว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มีกลุ่มทุนยักษ์ชักใยอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครือข่ายกลุ่มทุนที่เดินหมาก เดินเกมในเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่

 

 

หากจะถามต่อไป ถึงนาทีนี้ วินาทีนี้ ที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทยและตัว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว .เกษตรที่แทคทีมพร้อมใจกันดับเครื่องแบน 3 สารพิษที่ว่าให้หมดไปจากประเทศไทยนั้น จะมีหนทางสำเร็จหรือไม่?

 

สำหรับ "เนตรทิพย์"แล้ว บอกตามตรง เชื่อน้ำคำของนักการเมืองและพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่ได้เลยสักนิด จริงในพรรคร่วมรัฐบาลนั้นยังมีบรรดาลิงกินกล้วยหวยหาเป็นไอ้ห้อยไอ้โหนอยู่เต็มลำเรือเช่นนี้ด้วยแล้ว

 

เอาเป็นว่า ก็ขนาดรัฐบาลคสช ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่มีโอสถทิพย์ " ม 44" อยู่ในมือแท้ๆ หากจะออกคำสั่ง คสช.แบน 3 สารพิษที่ว่านี้ให้สะเด็ดน้ำไปแบบม้วนเดียวจบย่อมสามารถกระทำได้ โดยที่ศาลไหนๆ ก็ไม่สามารถจะขัดขวางได้ แต่รัฐบาล คสช.ก็ยังทำไม่สำเร็จ

 

จึงแทบไม่ต้องไปคาดหวังเลยว่า ความพยายามแบน 3 สารเคมีที่ว่านี้ จะลงเอยอย่างไร?

 

แน่นอน! เราอาจได้เห็นคณะกรรมการวัตถุอันตรายจัดประชุมคณะกรรมการ และมีมติ"หักดิบ" ตนเองอีกรอบตามแรงบีบเค้นทางการเมือง

 

แต่ท้ายที่สุดของการแบนสารพิษที่ว่าก็จะต้องเดินไปตามครรลองที่ต้องไปจบลงที่"ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด"อยู่ดี

 

จุดนี้แหล่ะคือจุดที่จะชี้ชะตาการแบนสารพิษที่ว่าอย่างแท้จริง ว่า ความคาดหวังที่ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรวาดฝันเอาไว้นั้นจะไปถึงฝั่งหรือไม่ ซึ่งหากท้ายที่สุดศาลปกครอง หรือศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาใดออกมา โดยเฉพาะการให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่าย หรือกำหนดกรอบระยะเวลาการประกาศแบนสารพิษที่ว่านี้ จะ 6 เดือนหรือ 1 ปีก็แล้วแต่

 

ถึงเวลานั้นทุกฝ่ายก็สามารถพลิ้วเอาตัวรอดไปได้ว่า ตนเองได้ทำหน้าที่ต่อสู้กับนายทุนผู้นำเข้าและขายสารพิษที่ว่านี้อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูแล้ว เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาใดออกมาก็เป็นเรื่องยากที่การเมืองจะล้วงลูกเข้าไปก้าวก่าย/หรือแทรกแซงการตัดสินชี้ขาดของศาลได้ ทุกฝ่าย ได้แต่น้อมรับคำพิพากษาของศาลเท่านั้น

 

และหากจะถามว่า แล้วศาลจะทัดทานหรือกล้าหักดิบความรู้สึกของประชนหรือ?  ผมคงต้องฟันธงเอาไว้ตรงนี้ว่า เอาไว้ให้ไปหาหลักฐานความเชื่อมโยงให้ได้ว่า ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและจำหน่าย 3 สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้เป็นเครือข่าย "นักการเมืองใหญ่"ให้ได้เสียก่อนถึงค่อยมาพูดกัน

 

หากยังหาความเชื่อมโยงไม่ได้ ก็โปรดทำใจไว้เถอะพี่น้องเอ้ย!!!!