Columnist

ไม่รู้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดี หรือ “ยิน(ฝัน)ร้าย” กันแน่

17 ตุลาคม 2019 เวลา 10:15 น.

เปิดอ่าน 17739
เนตรทิพย์

กับเรื่องที่ "เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกุล” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ออกมาตีปี๊บบีบกลุ่มทุนยักษ์บริษัทซีพี โฮลดิ้ง จำกัดหรือ “CPH” ให้เร่งเข้ามาทำสัญญาร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)ระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงินลงทุนกว่า 2.24 แสนล้านบาท

 

ก่อนจะสำทับซ้ำหากบริษัทเอกชนถอดใจไม่ยอมเข้ามาเซ็นสัญญา การรถไฟฯ อาจริบหลักประกันซอง 2,000 ล้าน และอาจขึ้นบัญชีดำ Black List ด้วย พร้อมกับรุกไล่เป็นรายวันยืนยันไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ใคร เพราะตัวเองมีกินมีใช้มั่นคงอยู่แล้ว  

 

หากจะถามว่า เหตุใดในเมื่อรัฐประกาศตัดข้อความแนบท้ายสัญญาที่นัยว่ามีมหกรรมหมกเม็ดพ่วงข้อเสนอทางการเงินและเงื่อนไขอันไม่พึ่งปรารถนาสอดไส้กันไว้ไม่รู้กี่ขด และยืนยันให้เอกชนต้องแบกรับความเสี่ยงเองแล้ว เหตุใดภาคเอกชนยังยอมรับเงื่อนไขสุดหินนี้ได้

 

สำหรับ “เนตรทิพย์” แล้ว ก็อย่างที่เคยฟันธงมาตั้งแต่ปีมะโว้โน้นแล้วครับ เงื่อนไขการร่วมลงทุน  “พีพีพี”ใน โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้ ถือเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดใน 3 โลกที่นอกจากเอกชนผู้ลงทุนจะได้สัมปทานรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 2.24 แสนล้านไปแล้ว ภาครัฐยังจ่ายเงินสนับสนุนโครงการแถมพ่วงไปให้อีกกว่า 1.17 แสนล้านบาท ยังไม่รวมสิทธิในการพัฒนาที่ดินในแนวเส้นทางและสถานีและโดยเฉพาะที่ดิน 105 ไร่ “ทำเลทองผืนสุดท้าย” สถานีรถไฟมักกะสันมูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านไปด้วยอีก

 

ยังไม่รวมโครงข่ายรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์มูลค่า 2.5 หมื่นล้านกับที่จะสยายปีกขยายเส้นทางไปถึงดอนเมืองด้วยอีก เงื่อนไขที่ดีที่สุดในสามโลกเช่นนี้  มีหรือที่บริษัทเอกชนจะฟ้อนเงี้ยวอิดออดไม่ยอมเซ็นสัญญา มีแต่จะเร่งเร้าให้ภาครัฐรีบเซ็น ๆ กันเข้าไปเสียมากกว่า

 

จึงไม่แปลกใจที่เราจะได้เห็น “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์”  ที่ออกตัวว่าในเมื่อโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ “อีอีซี” ก็สมควรที่รัฐจะต้องร่วมรับความเสี่ยงของโครงการด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เอกชนแบกรับความเสี่ยงอยู่ฝ่ายเดียว ก่อนที่ “เจ้าสัวน้อย” นายศุภชัย เจียรวนนท์ ที่เพิ่งจะสะด๊วบเก้าอี้ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยไปหมาดๆ จะออกโรงยืนยัน นั่งยืนพร้อมจะเข้ามาเซ็นสัญญากับภาครัฐอยู่แล้วหากภาครัฐพร้อม

 

 เลยทำเอาทุกฝ่ายถึงบางอ้อ ไอ้ที่นักการเมืองฟ้อนเงี้ยวเกรี้ยวกราดไปก่อนหน้าก็แค่มหกรรม “ปาหี่”ที่แท้ก็ละครน้ำเน่า กลุ่มทุนเอกชนนั้นกระเหี้ยนกระหือรือพร้อมจะลงนามในสัญญาตั้งแต่ปีมะโว้โน้นแล้วครับ แต่มูลเหตุที่ทำให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯยัง “ปิดดีล” อภิมหาโปรเจ็กต์แสนล้านนี้ไม่ลง ต้องยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกักกันมากว่า 7-8 เดือนนั้น ก็เพราะบอร์ดและการรถไฟเองนั่นแหล่ะที่ขยาดกลัวจนขี้ขึ้นสมอง กลัวว่าโครงการนี้จะลงเอยด้วยการที่ภาครัฐคือการรถไฟฯต้องตกเป็น “เบี้ยล่าง” เสียรู้และอาจเสีย “ค่าโง่” ให้คู่สัญญาเอกชนเอาอีก!

 

บทเรียนจากโครงการทางรถไฟและถนนยกระดับโฮปเวลล์ ที่การรถไฟฯ ต้อง “เสียค่าโง่”ถูกศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาชี้ขาดให้ต้องจ่ายชดเชยความเสียหายให้แก่คู่สัญญาเอกชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทจากการบอกเลิกสัญญาไปก่อนหน้าไม่ถึง 3 เดือนนั้น จะครบกำหนดเส้นตายตามคำพิพากษา วันที่ 22 ตุลาคมนี้แล้ว แต่การรถไฟฯยังคงมืดแปดด้านไม่รู้จะไปหาเม็ดเงินจากที่ไหนมาจ่ายให้อยู่ดี

 

ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเซ็นๆ กันไปเถอะ อย่างที่ใครบางคนกำลังตีปี๊บเอามันอยู่เวลานี้ หรือเซ็นๆ กันไปเถอะแบบที่ใครบางคนเคยต้มตุ๋นประชาชนคนไทยในอดีตให้ลงประชามติในรัฐธรรมนูญฉบับ “รับๆไปเถอะ”นั่น สุดท้าย ต้องลงเอยกันอย่างไรทุกฝ่าย ต่างรู้แก่ใจกันดีอยู่

 

จึงไม่แปลกใจที่วันวาน เรายังเห็นทั้งการรถไฟฯและกระทรวงคมนาคมยังคงกระเตงร่างสัญญาที่จะลงนามกันวนรอบโบสถ์ไปอีก 9 รอบก่อนส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(บอร์ดอีอีซี)และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ความเห็นชอบเป็นครั้งสุดท้ายอยู่อีก ทั้งที่ก่อนหน้าก็กระเตงร่างสัญญานี้วนรอบโบสถ์ไปมาแล้วไม่รู้กี่รอบ!

 

หากจะถามว่า การที่กระทรวงคมนาคมและการรถไฟฯ กระเตงสัญญาโครงการรถไฟเชื่อม3 สนามบินให้ที่ประชุม ครม.รับเบอร์สแตมป์ไปไม่รู้กี่รอบนั้น จะเป็นหลักประกันว่าสัญญานี้มีความรัดกุม ไม่ทำให้รัฐต้องตกเป็นเบี้ยล่างเอกชนได้จริงหรือไม่?

 

บอกตามตรง ผมไม่เชื่อเลยสักนิด

 

การที่รถไฟและกระทรวงคมนาคม ต้องกระเตงร่างสัญญาโครงการนี้ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติกันอีกครั้งเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่ทราบนั้น ก็เพื่อเป็นเกราะป้องกันและหลักประกันของคนทำงานที่ต้องลงนามในสัญญาต่างหากว่าหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต อย่างน้อยก็มี “ตัวประกัน”มีผู้ร่วมรับผิดชอบ!

 

 

แต่สิ่งที่  “เนตรทิพย์” อยากฝากให้ทุกฝ่ายได้ลองย้อนกลับไปพิจารณาบรรดาโครงการที่รัฐต้องตกเป็นเบี้ยล่างจ่ายค่าโง่ให้กับคู่สัญญาเอกชนไปกันไม่รู้กี่พัน กี่หมื่น หรือกี่แสนล้าน อย่างทางด่วนทางยกระดับของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)ไม่รู้กี่สายนั่น  หรือแม้แต่การบอกเลิกสัญญาโครงการโฮปเวลล์ที่ต้องจบลงด้วยค่าโง่นับหมื่นล้านบาทนี้ก็เช่นกัน เมื่อครั้งที่รมว.คมนาคมกระเตงแนวทางการบอกเลิกสัญญาให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2541 บอกเลิกสัญญาโดยอาศัยมติ ครม.และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.)นั้น

 

ทั้งการรถไฟฯและกระทรวงคมนาคมหาได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาไปโดยลำพัง แต่ได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายต่างๆ นี้อย่างถึงพริกถึงขิง ทั้งจากฝ่ายกฎหมายของการรถไฟ ตัวแทนอัยการที่นั่งอยู่ในบอร์ด ตลอดจนที่ประชุมคณะ กรรมการอัยการพิเศษเองที่ได้มีการพิจารณาแนวทางการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวจนแน่ใจว่าทำได้ก่อนเสนอ ครม. 

 

แล้วเป็นยังไงครับ! สุดท้ายกลับต้องจ่ายค่าโง่กันบักโกรก 2.5 หมื่นล้าน

 

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่า 2.24 แสนล้านบาทนี้ก็เช่นกัน แม้การรถไฟและกระทรวงคมนาคมจะแห่แหนสัญญาโครงการนี้วนรอบโบสถ์ไปแล้ว 9 วัด ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดและที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับเบอร์แสตมป์อีกหลายครั้งเพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเองนั้น ก็หาใช่หลักประกันที่จะทำให้โครงการนี้ ไม่ถูกตรวจสอบหรือไม่มีทางเสียค่าโง่

 

ก็อย่างที่บอกการที่หน่วยงานรัฐการรถไฟฯ ต้องเจรจาจัดทำร่างสัญญากันมานานเกือบจะข้ามปีนั้น ก็เพื่อหาทางปิด”ช่องโหว่” เพื่อที่จะไม่ทำให้โครงการนี้ต้องตกเป็นเบี้ยล่างเอกชนเอาได้อีก การที่จู่ ๆ ฝ่ายการเมืองกลับ “รวบรัด” สั่งให้ตัดทิ้ง ด้วยข้ออ้างอาจเป็นช่องทางให้เกิดค่าโง่เอาได้นั้น

 

สำหรับ “เนตรทิพย์” นั้น ฟันธงไว้ตรงนี้ได้เลยว่า ในเมื่อประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นแล้ว จะช้าจะเร็วกงล้อประวัติศาสตร์นี้ก็ต้องวนกลับมาอยู่ที่เดิมอีกนั่นแหละ ปูเสื่อรอกันไปก็แล้วกัน

 

 ส่วนผมกับ “บิ๊กตู่” หรือแม้แต่ “เสี่ยหนู ผู้ที่กำลังโม่แป้งสัญญาประวัติศาสตร์แห่งความภูมิใจไทยอะไรอยู่นั้น คงไม่ทันได้อยู่เห็นหรอกครับ!!!