Columnist

ข้อเสนอแก้ม.128 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

26 มีนาคม 2020 เวลา 13:28
ข้อเสนอแก้ม.128 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561
เปิดอ่าน 832
โคทม อารียา

การคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อโดย กกต. มีความคลุมเครือ และขาดคำอธิบายที่ชัดเจน

การคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. บ/ช) โดย กกต. สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ในเดือนมีนาคม 2562 มีความคลุมเครือ และขาดคำอธิบายที่ชัดเจน จึงควรมีการทบทวนและแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับคำอธิบายประกอบข้อเสนอนี้ ขอให้อ่านบทความ “การคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส. บ/ช)” ซึ่งเป็นคู่ประกอบของบทความนี้ อย่างไรก็ดี ขออธิบายเรื่องการคำนวณ ส.ส. บ/ช โดยสังเขปไว้บ้างในที่นี้

อุปมาอุปมัยว่าเรามีขนมเค้กก้อนหนึ่ง ที่จะต้องแบ่งอย่างยุติธรรมระหว่างผู้ที่ร่วมกันทำให้เกิดขนมเค้กก้อนนี้ อุปมาผู้ที่ทำให้เกิดขนมว่าเป็นพรรคการเมือง (เจ็ดสิบกว่าพรรคที่ส่งผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว) และอุปมาตัวเค้กว่าประกอบด้วยคะแนนของทุกพรรคมารวมกันเป็นเค้กก้อนใหญ่ เราเริ่มต้นด้วยการแบ่งเค้กเป็นห้าร้อยส่วน เพราะต้องการ ส.ส. 500 คน ส่วนของเค้กที่ได้จากการแบ่งห้าร้อยส่วน เรียกว่า โควต้า เทียบได้กับ ส.ส. หนึ่งคน

นอกจากจะแบ่งเป็นโควต้าแล้ว เราต้องแบ่งตามพรรคด้วย การจัดสรร ส.ส. ให้พรรคใดในเบื้องต้นต้องเป็นไปตามจำนวนเต็มของโควต้าก่อน พรรคที่มีคะแนนมาก ก็ได้รับการจัดสรร ส.ศ. พึงมีเบื้องต้น เป็นสัดส่วนที่มาก ส่วนเศษคะแนนก็เก็บไว้ก่อน ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มี 16 พรรค ที่ได้รับการจัดสรร ส.ส. พึงมีเบื้องต้นตามสัดส่วนของคะแนน เป็นจำนวน 476 คน ส่วนห้าสิบกว่าพรรคที่เหลือมีคะแนนต่ำกว่าโควต้า จึงไม่ได้รับการจัดสรรในรอบนี้ ทุกพรรคต่างมีเศษที่เหลือจากการจัดสรรตามจำนวนเต็ม เศษที่เหลือของทุกพรรคมารวมกัน (ขอเรียกว่า “เศษทุกพรรค”) ย่อมเท่ากับจำนวน ส.ส. ที่ยังไม่ได้จัดสรร ในตัวอย่างนี้คือ 500 – 476 = 24 คน

อย่างไรก็ดี โดยที่พรรคเพื่อไทยได้รับการจัดสรรในรอบแรกตามสัดส่วนเท่ากับ 111 ที่นั่ง ถ้าสมมุติพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. เขต 111 คน ก็พอดี คือไม่ต้องจัดสรร ส.ส. บ/ช เพิ่มให้อีกแล้ว เราก็เอา ส.ส. 24 คนที่ยังขาด ไปจัดสรรให้แก่พรรคที่มีเศษมากกว่าพรรคอื่น พรรคละหนึ่งคนตามลำดับ จนครบ 24 พรรค การจัดสรรก็เรียบร้อย


มีเรื่องยุ่งยากนิดหน่อยถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งหรือหลายพรรคที่มี ส.ส. เขตเกินกว่า ส.ส. พึงมีเบื้องต้นที่จัดสรรตามสัดส่วนคะแนนในรอบแรกดังกล่าว ขอเรียกว่ากรณีเช่นนี้ว่ามี “ส.ส. เกิน” (มี overhang) เนื่องจากกฎหมายเขียนว่า จะไปลดจำนวน ส.ส. เขตของพรรคที่มี ส.ส. เกินไม่ได้ พรรคเหล่านี้จะไม่ได้รับการจัดสรรในรอบสอง (ส.ส. บ/ช เท่ากับศูนย์) จำนวน ส.ส. บ/ช ที่จะจัดสรรในรอบที่สองจึงเท่ากับผลต่างที่เท่ากับ “เศษทุกพรรค - ส.ส. ส่วนเกิน” (คน)

ถ้าผลต่างนี้มีค่าเป็นบวก หมายความว่า ส.ส. พึงมีเบื้องต้นยังไม่ถึง 500 คน ก็ให้จัดสรร ส.ส. บ/ช โดยการปัดเศษขึ้น จนครบ ในกรณีที่ “เศษทุกพรรค” เท่ากับ “ส.ส. ส่วนเกิน” ผลต่างดังกล่าวจะเท่ากับศูนย์ หมายความว่า ส.ส. พึงมีเบื้องต้น จะเท่ากับ 500 คนพอดีตั้งแต่รอบแรก

กรณีที่ “ผลต่าง” เป็นลบ (“ส.ส. ส่วนเกิน” มากกว่า “เศษทุกพรรค”) หมายความว่าต้องลดจำนวน ส.ส. พึงมีเบื้องต้นที่จัดสรรในรอบแรกลง กฎหมายเขียนว่าให้ใช้บัญญัติไตรยางค์ เพื่อเพิ่ม “โควต้า” (คะแนนที่เทียบกับ ส.ส. พึงมีเบื้องต้น 1 คน ให้มีค่าสูงขึ้น) การจัดสรรก็จะลงตัว สังเกตว่าในกรณีที่ใช้บัญญัติไตรยางค์ ต้องเอาตัวคูณไปคูณกับตัวเลขที่มีเศษทศนิยม จึงจะตรงกับคะแนนดิบของพรรค

ถ้าใช้จำนวนเต็ม จะตรงกับคะแนนเฉพาะส่วนที่เอาไปจัดสรรเป็น ส.ส. พึงมีเบื้องต้น เมื่อทำการคูณแล้ว ถ้ายังได้ ส.ส. พึงมีเบื้องต้นสูงกว่า 500 คน กฎหมายน่าจะอนุญาตให้ลดค่าตัวคูณลงได้เล็กน้อย ดังนั้น เมื่อใช้ตัวคูณแล้ว ส.ส. พึงมีเบื้องต้นจะเท่ากับหรือต่ำกว่า 500 คน เพียงเล็กน้อย ถ้าจำเป็นก็ใช้การปัดเศษขึ้นดังที่เคยใช้ในกรณีที่ ส.ส. พึงมีเบื้องต้นยังขาดอยู่     

การขอให้แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 128 ในที่นี้ ก็ด้วยความหวังว่าสภาผู้แทนราษฎรจะรับไว้พิจารณา โดยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อความเที่ยงธรรมในการคำนวณ ส.ส. บุญชีรายชื่อในโอกาสต่อไป ข้อเสนอมีดังนี้-

“มาตรา ๑๒๘ ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งครบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว การคำนวณหา

จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจะพึงได้รับ ให้คำนวณตามวิธีการดังต่อไปนี้ โดยปกติให้ใช้เลขจำนวนเต็ม โดยเฉพาะในกรณีที่หน่วยนับเป็นคน ในกรณีที่ใช้มีเศษให้ใช้ทศนิยมสี่ตำแหน่ง

(๑) นำคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้รับ

จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

(๒) นำผลลัพธ์ตาม (๑) ไปหารจำนวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรค

ที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น และเมื่อได้คำนวณตาม (๕) (๖) หรือ (๗) ถ้ามีแล้ว จึงให้ถือว่าเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้

(๓) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้เบื้องต้นตาม (๒) ลบด้วยจำนวน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้งผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น

(๔) ถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามเบื้องต้นตาม (๒) ภายใต้บังคับ (๕) ให้จัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะได้รับให้ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นจำนวนเต็มก่อนหากยังไม่ครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ในกรณีมีเศษเท่ากัน ให้ใช้วิธีการจับสลากดำเนินการตาม (๖)

(๕) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้นตาม (๒) ให้พรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่ากับหรือต่ำกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้นตาม (๒) ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒) โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นจำนวนเต็มก่อน และพิจารณาก่อนว่ากรณีใดสามารถจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เศษมาคำนวณ กรณีใดจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ไม่ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน เพื่อจะได้ดำเนินการตาม (๖) หรือกรณีใดจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้เกินกว่าร้อยห้าสิบคน เพื่อจะได้ดำเนินการตาม (๗)


(๖) ในกรณีที่จัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อตาม (๕) ได้ไม่ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน กรณีที่เศษที่เหลือของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากันจนทำให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้ครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้นำค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีหนึ่งคนมาพิจารณา โดยหากพรรคการเมืองใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนของพรรคการเมืองต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีหนึ่งคนมากกว่าพรรคการเมืองอื่น ให้พรรคการเมืองนั้นมีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคน และหากยังมีจำนวนค่าเฉลี่ยดังกล่าวเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก

(๗) ในกรณีที่เมื่อคำนวณตาม (๕) แล้วปรากฏว่าพรรคการเมืองทุกพรรคได้รับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้ดำเนินการคำนวณปรับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่โดยคำนวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคจะได้รับการจัดสรรจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยให้นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองพึงได้รับในเบื้องต้นพร้อมเศษทศนิยม มาคูณด้วยหนึ่งร้อยห้าสิบ หารด้วยผลบวกของหนึ่งร้อยห้าสิบกับตัวเลขจำนวนเต็มของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่เกินจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบ และให้นำ (๔) มาใช้ในการคำนวณด้วยโดยอนุโลม หากมีกรณีที่ทำการคูณแล้ว จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วยังเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้ปรับค่าตัวคูณลงเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเพื่อให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน

(๘) เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ให้ผู้สมัคร

ตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น

เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีที่ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตายภายหลังวันปิดรับสมัครรับเลือกตั้งแต่ก่อนเวลาปิดการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่มีผู้ลงคะแนนให้ มาคำนวณตาม (๑) และ (๒) ด้วยทั้งนี้ การดำเนินการตาม (๑) ถึง (๘) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด”



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน