Columnist

คนล้นคุก

12 กันยายน 2019 เวลา 05:11 น.

เปิดอ่าน 97
โคทม อารียา

            ในการสัมมนาเรื่อง “การลงโทษทางอาญากับหลักสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 2” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ได้บรรยายเรื่อง “ความยุติธรรมสมานฉันท์” โดยเริ่มต้นด้วยการเสนอสภาพปัญหา “คนล้นคุก” คือมีผู้ต้องขังในคุกประมาณ 3.6 แสนคน ซึ่งเกินจำนวนผู้ต้องขังที่เรือนจำพึงรับได้ไป 3 เท่า (พึงรับได้ประมาณ 1.2 แสนคน) สภาพปัจจุบันคือมีพื้นที่ประมาณ0.72 ตารางเมตรต่อผู้ต้องขัง 1 คน ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 6 ของโลก และต่ำสุดในอาเซียน ที่นอนในเรือนจำแออัดมาก แทบจะพลิกตัวไม่ได้ มีคำกล่าวว่าถ้าผู้ต้องขังลุกไปเข้าห้องน้ำ เวลากลับมาที่นอนเดิมอาจถูกยึดไปแล้ว

 

            การที่มีคนล้นคุกนั้นหาใช่เป็นการสะท้อนสภาพปัญหาสังคมไทยไม่คือไม่ได้สะท้อนว่าสังคมแย่เหมือนสภาพคุกหรือมีอาชญากรรมชุกชุม เพราะอัตราการก่ออาชญากรรมไม่ได้สูงเป็นพิเศษ และสังคมไทยมีความปลอดภัยพอสมควร นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยจึงมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก การที่มีคนล้นคุกหาใช่เป็นการสะท้อนสภาพปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไม่คือไม่ได้สะท้อนว่าตำรวจ อัยการหรือผู้พิพากษาทำเกินเลย จึงมีการลงโทษทัณฑ์กันพร่ำเพรื่อ  อันที่จริงกระบวนการยุติธรรมก็ดำเนินไปตามปกติ ไม่ถึงกับเข้มงวดหรือหย่อนยานจนเกินไป ต่างก็ทำตามกฎหมายและหน้าที่ที่มี

 

ในการแก้ปัญหาคนล้นคุก มีคนเสนอให้สร้างคุกเพิ่มขึ้น ให้เพียงพอแก่ประมาณผู้ต้องขัง อย่างไรก็ดี งบประมาณของกระทรวงยุติธรรมกว่าครึ่งเป็นงบของกรมราชทัณฑ์ จะเพิ่มไปอีกก็คงไม่ได้มากนัก แต่จะเป็นเหมือนการลดความสำคัญของการยุติธรรมด้านอื่น ๆ ลงไปหรือไม่ จะเป็นการมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุของกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ 

 

            คนล้นคุกน่าจะมาจากระบบกฎหมายหรือระบบยุติธรรมทั้งระบบ กล่าวกันว่าคนเริ่มล้นคุกเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อยาม้าเป็นยาบ้า คนที่อยู่ในเรือนจำกว่าครึ่งต้องโทษเกี่ยวกับยาเสพติด เราทำให้ผู้เสพกลายเป็นอาชญากรในสายตาของรัฐ ทั้ง ๆ ที่เขาควรเป็นผู้ที่รัฐต้องช่วยบำบัดรักษา จริงอยู่ผู้เสพรายเล็กรายน้อยอาจไม่ถึงกับทำผิดกฎหมายในสถานหนัก แต่กระบวนการยาเสพติดจูงใจให้ผู้เสพจำนวนมากผันตนเป็นผู้ขายรายย่อยเพื่อจะช่วยให้ตนมียามาเสพ นี่เป็นระบบการตลาดขายตรงที่มีประสิทธิผล เริ่มจากผู้เสพไม่กี่รายในละแวกหนึ่ง ที่ผันตัวเป็นผู้ขาย แล้วกระจายตัวไปหาผู้เสพรายใหม่ที่ในไม่ช้าก็ถูกชักจูงให้เป็นผู้ขายรายใหม่ เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระบวนการยาเสพติดจะดำรงอยู่ได้เองคนไทยที่ห่วงอนาคตลูกหลานจึงเร่งรัดให้รัฐบาลปราบปรามโดยเด็ดขาด ให้ออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้ค้ายาเสพติด อยากให้เอาอย่างสิงค์โปร์ที่ผู้มียาในครอบครองเกินจำนวนที่กำหนดต้องโทษสถานเดียวคือประหารชีวิต แต่ดูเหมือนยิ่งปราบ คนก็ยิ่งล้นคุก การลงโทษสถานหนักไม่มีผลเป็นการป้องปรามอย่างที่คิด เพราะการลงโทษเป็นเพียงเหตุปัจจัยรอง ไม่ใช่เหตุหลักที่จะลดการเสพและการค้ายาเสพติด ดังที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าคนติดคุกเพราะยาเสพติดเพิ่มขึ้นมาตลอดเวลาหลายสิบปีแล้ว ในทางตรงกันข้าม เราควรคิดถึงการลดหรือการเปลี่ยนโทษอาญาเป็นโทษสถานเบาลง หรือสถานอื่น ๆ เช่น การบังคับบำบัด การคุมประพฤติ ฯลฯ ยาเสพติดที่มีพิษภัยไม่ร้ายแรงนัก เช่นกัญชา กระท่อม ก็อาจยกเลิกการลงโทษ (decriminalization) โดยให้มีอยู่ในครอบครองหรือจำหน่ายได้ภายใต้การควบคุมที่เคร่งครัด มาตรการที่ควรส่งเสริมอย่างยิ่งคือมาตรการทางสังคม รัฐควรสนับสนุนให้ครอบครัว ชุมชน  องค์กรทางศาสนา องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ มีบทบาทในการดูแล ฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติดอย่างเป็นระบบ หลายประเทศเริ่มผ่อนผันให้ซื้อกัญชามาเสพเพื่อการนันทนาการได้ในปริมาณที่จำกัด และต้องเป็นกัญชาที่มีการควบคุมการผลิตอย่างมีมาตรฐานพอมีการเปิดตลาดการค้ากัญชาให้กว้างขึ้น กลไกตลาดจะทำให้ราคาของกัญชาลดลง การลักลอบซื้อขายอาจไม่คุ้มการเสี่ยงอีกแล้ว จึงหวังว่าตลาดลักลอบซื้อขายตรงจะค่อย ๆ วายลง เสน่ห์ของการเสพของต้องห้ามน่าจะลดลงไปด้วย

 

            หัวข้อการบรรยายของกิตติพงษ์คือ “ความยุติธรรมสมานฉันท์”(restorative justice) ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่ใช้ “ความยุติธรรมโทษทัณฑ์” ซึ่งถือว่าการทำผิดทางอาญาเป็นการทำผิดต่อรัฐ อัยการของรัฐจึงเป็นผู้ฟ้องให้รัฐลงโทษ (เอาคืน) เราจึงมีกรมราชทัณฑ์เพื่อลงโทษ อันที่จริง กรมเองก็คงอยากเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เพราะชื่อภาษาอังกฤษของกรมก็เหมือนในนานาประเทศ ที่เน้นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมากกว่าการลงโทษ จึงใช้ชื่อว่า Department of Corrections แต่พอมาดูสถิติการทำผิดซ้ำ ถ้าตัวเลขต่ำแสดงว่าผู้พ้นโทษที่ผ่านกรมราชทัณฑ์ได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ให้กลับตัวกลับใจ เป็นการคืนคนดีสู่สังคม แต่ตัวเลขยังสูงอยู่ หลายคนจะบอกว่าเป็นเพราะสันดานคน แต่ผมเชื่อในความดีงามพื้นฐานของมนุษย์ มนุษย์มีความดีงามอยู่แล้วใน “สันดาน” แต่อาจถูกบดบังเพราะเจ้าตัวบ่มเพาะกิเลส เสมือนเลี้ยงดูหมาป่าตัวที่ดุร้ายที่อยู่ในใจ ไม่คอยเลี้ยงดูตัวที่อ่อนโยนแล้วก็รับเอาแต่ส่วนที่สังคมกล่อมเกลาในทางลบ สุดท้ายแล้ว สังคมและรัฐร่วมกันลงโทษ แต่ก็ยังไม่กล่อมเกลาแก้ไขอยู่ดี สถิติคือคนที่พ้นคุกแล้ว 30% จะทำผิดซ้ำและกลับเข้าคุกใหม่

 

            คราวนี้มีคนบอกว่า ต้องปฏิรูประบบราชทัณฑ์ เอาข้าราชการดี ๆ มาเป็นพัศดีซิ ทำเรือนจำให้เป็นเหมือนโรงเรียนซิ ฯลฯ แต่ตราบใดที่คนล้นคุกและทรัพยากรมีจำกัดก็ยังทำไม่ได้ ถ้าปรับปรุงเรือนจำมากอาจถูกต่อว่าว่าเอาใจนักโทษเกินไป ถ้านักโทษสบายมากเกินไปจะไม่เหมือนการลงโทษให้หลาบจำ อย่างไรก็ดี ตราบใดที่คนล้นคุก งานของเจ้าหน้าที่ก็ล้นมือ เพียงแค่รักษาระเบียบวินัย และป้องกันเหตุร้ายก็ทำแทบไม่ไหวแล้ว จะให้มาฟื้นฟู เยียวยานักโทษอีกคงลำบาก

 

            มาถึงตรงนี้กิตติพงษ์มีข้อเสนอที่สำคัญ เขาเสนอให้ปรับกระบวนทัศน์ ปรับทัศนคติกันใหม่ เราไม่ควรมองโทษทางอาญาว่าเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐจึงต้องลงโทษให้หลาบจำ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ทัศนคติใหม่เน้นคุณค่าความเป็นมนุษย์ มนุษย์คือผู้มีจิตใจสูง คือผู้ใฝ่ดีถ้ามีโอกาส ดังนั้น โทษทางอาญาควรเป็นการแก้ไข เยียวยา ฟื้นฟู และให้โอกาส นักโทษคือมนุษย์คนหนึ่งที่ทำผิดพลาดไปแล้ว ควรให้โอกาสเขาสำนึกและปรารถนาในการแก้ไขความผิดพลาดโดยตัวเขาเอง ซึ่งจะมีผลหนักแน่นและยั่งยืนกว่าการทำให้เขากลัวการถูกลงโทษ นอกจากนี้ ในการทำผิดทางอาญา อาจมีผู้ถูกกระทำ ผู้ถูกทำร้าย ผู้เสียหายในทรัพย์สินเงินทอง ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมควรคำนึงถึงผู้เสียหาย และให้โอกาสผู้กระทำผิดได้มาเยียวยา/ทดแทนผู้เสียหายด้วย ทัศนคติใหม่เช่นนี้ หมายถึงกระบวนทัศน์ของความยุติธรรมสมานฉันท์นั่นเอง

 

            เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมคุมประพฤติ (Department of Probation) กิตติพงษ์เคยใช้การคุมประพฤติเพื่อให้โอกาสนักโทษที่มีโทษสถานเบา ให้มาใช้ชีวิตนอกคุก ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ ทำให้ช่วยลดความแออัดของคุกลงไปบ้าง แต่ไม่นานก็แออัดเหมือนเดิม เพราะปริมาณคนเข้ามักมากกว่าปริมาณคนออกจากคุก ปัจจุบันอาจใช้วิธีคุมประพฤติและจำกัดบริเวณผู้อยู่ในการคุมประพฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี เช่น กำไลบอกตำแหน่งทางภูมิศาสตร์

 

            เราควรใช้มาตรการลงโทษทางอาญาเชิงสมานฉันท์อื่น ๆ อีก เช่น การไกล่เกลี่ยที่รวมถึงการแสดงความเสียใจและการชดเชยผู้เสียหาย การภาคทัณฑ์ การลงโทษให้ทำประโยชน์แก่สังคม หรือการลงโทษให้ต้องจำวัด (มัสยิด) เพื่อปฏิบัติธรรมภายใต้วินัยวัด (มัสยิด) การลงโทษให้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ฯลฯ วิธีการควรเริ่มจากโทษที่ไม่ร้ายแรงนักก่อน แล้วประเมินผลว่า วิธีการใดเหมาะสมแก่กรณีใด ความเหมาสมย่อมขึ้นกับบริบทและประสิทธิผลในการคืนคนดีสู่สังคม