Columnist

ไปต่ออย่างไรดี

12 มีนาคม 2020 เวลา 7:00
ไปต่ออย่างไรดี
เปิดอ่าน 803
โคทม อารียา

เมื่อถามว่าจะ “ไปต่ออย่างไรดี” ผมได้เสนอคำตอบข้างต้น ที่มีทั้งเรื่องระยะสั้นและระยะกลาง

ผมเสียใจกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ แล้วพยายามถามว่าจะไปต่ออย่างไรดี สำหรับพรรคที่ถูกยุบ คณะกรรมการบริหารพรรคได้แปลงตัวเองเป็นคณะอนาคตใหม่

ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณ 55 คนย้ายไปอยู่พรรคก้าวไกล ส.ส. พรรคก้าวไกลมีจำนวนน้อยกว่า ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ พอเปิดสมัยประชุมสภาก็คงเกลี่ยจำนวนกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการสามัญคณะต่าง ๆ ให้เป็นไปตามสัดส่วนจำนวน ส.ส. ของพรรค กิจการในสภาคงไม่กระทบกระเทือนอะไรมาก

เพราะการพิจารณาของคณะกรรมาธิการควรใช้ข้อเท็จจริงและเหตุผลเพื่อร่วมกันหาทางช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน มากกว่าจะหาคะแนนเข้าตัวหรือเข้าพรรคของตน (อาจมีบ้างแต่พองาม) หลายคนอาจเป็นห่วงว่า คณะอนาคตใหม่อาจไปข้องเกี่ยวกับพรรคการเมืองหนึ่งใด หรือไปข้องเกี่ยวกับการขบวนการเคลื่อนไหวหนึ่งใดมากเกินไป แต่ผมคิดว่าคณะอนาคตใหม่คงทราบว่าต้องระมัดระวังให้ดี เพราะมีการจ้องจับผิดกันอยู่มาก

ขอเรียบเรียงความเห็นจากที่พอได้สดับตรับฟังมาบ้างดังนี้

สุรชาติ บำรุงสุข มีข้อเสนอ “ถอนฟืนออกจากเตา” ซึ่งขออนุญาตนำบางส่วนมาอ้างดังต่อดังนี้

  1. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยใช้ฉบับปี 2540 เป็นกรอบภายใน 90 วัน และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ วุฒิสมาชิกและองค์กรอิสระต้องถูกยุบ
  2. ตรวจสอบหรือวิจารณ์องค์กรอิสระบางส่วนได้
  3. ยกเลิกยุทธศาสตร์ 20 ปี
  4. รัฐบาลเลิกเป็นเบี้ยล่างให้ทุนใหญ่ มิฉะนั้นสังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผูกขาด
  5. ล้างหรือสะสางคดีที่เกิดก่อนหรือหลังการรัฐประหาร 2557
  6. ตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อปฏิรูปกองทัพ
  7. ในเรื่องการต่างประเทศ ไทยต้องไม่เป็นเบี้ยล่างของรัฐมหาอำนาจ

ผมจับความจากการสัมภาษณ์ พิภพ ธงไชย ตอนหนึ่งได้ว่า ควรออกกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งนิรโทษกรรมกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ด้วย เพื่อส่งเสริมการเมืองในระบอบรัฐสภา และเริ่มต้นการเมืองฉากใหม่บนพื้นฐานของการให้อภัย ผมมีโอกาสถามพิภพว่า ออกกฎหมายเพื่อยกเลิกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ คำตอบคือ รัฐสภาคือองค์อธิปัตย์ย่อมออกกฎหมายมาบังคับใช้ได้

   


มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง สรุปข้อเสนอ-ข้อเรียกร้อง-เสียงสะท้อนจากการชุมนุมฉับไว (flash mob) ของนักเรียน-นักศึกษา-ประชาชน ระหว่าง 22 กุมภาพันธ์ถึง 6 มีนาคม ดังนี้

  1. ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง
  2. ต้องการความยุติธรรม/เป็นธรรม
  3. แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นประชาธิปไตย (ยุติบทบาท ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล/ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง/ให้มี ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วม)
  4. นายกรัฐมนตรียุบสภา-ลาออก จัดเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม
  5. ทุกฝ่ายยึดสันติวิธี กองทัพไม่แทรกแซงการเมือง
  6. ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่รัฐบาลดำเนินการ

ผมมีโอกาสไปรับฟังการพูดคุยระหว่างผู้นำสูงวัยกับผู้นำรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง มีความเห็นที่หลากหลายจากผู้สูงวัย บางคนเห็นว่าเสรีประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกกำลังสับสน-รวนเรจึงอยากฝากความหวังไว้แก่การเคลื่อนไหวหรือขบวนการประชาชน บางคนหมดหวังกับนักการเมือง แสดงความเข้าใจได้กับการรักษาความสงบเรียบร้อย บางคนคิดว่าเยาวชนและประชาชนพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพียงแต่ยังขาดผู้นำ บางคนคิดว่ามิใช่เรื่องขาดผู้นำ หากเป็นเรื่องที่จะต้องถกแถลงกันเพื่อให้เกิดการตกผลึกทางความคิดและเกิดธงนำที่ชัดเจน ฯลฯ สรุปความได้ทำนองว่า ผู้สูงวัยควรถอยออกมายืนอยู่ข้างเวที อนาคตเป็นของคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่น่าอยู่ของพวกเขา ผู้ที่อยู่ข้างเวทีเพียงแต่มาดูให้รู้เห็น มาฟังให้เข้าใจ มาให้กำลังใจเพื่อสนับสนุน หรืออาจให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้บ้างอย่างถ่อมตน

ผู้นำรุ่นใหม่ที่มาคุยด้วยมีอยู่ไม่กี่คน แต่มีความคิดที่เฉียบคม คนหนึ่งเล่าว่าได้ไปรับฟังทั้งเยาวชนและคนที่ด้อยโอกาสหรือเดือดร้อน เพื่อจะได้ช่วยสะท้อนความคิดเห็นได้อย่างตรงประเด็น อย่างไรก็ดี ไม่เห็นด้วยกับการร่วมรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ อีกคนหนึ่งให้ความเห็นว่าเยาวชนจะต้องประสานงานกันเป็นเครือข่าย โดยไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์การนำ ส่วนอีกคนหนึ่งบอกกับผู้สูงวัยว่า อย่ารีบตัดสินเยาวชนตามเกณฑ์หรือกรอบความคิดของตน เยาวชนอาจเลือกแสดงออกเป็นเพลงหรือบทกวีที่เราไม่ชอบท่วงทำนอง หรือแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่เราเห็นว่าก้าวร้าว หรือพาดพิงไปถึงสิ่งที่เรารัก หรือเสริมแต่งเรื่องที่เรากลัว ถึงกระนั้น แม้ความซาบซึ้งในเชิงศิลปะ หรือความอึดอัดในเชิงความคิดอ่านจะมีต่างกันไป แต่ก็ควรให้เยาวชนมีเวทีของตนโดยไม่รู้สึกว่าถูกปิดกั้น แล้วผู้ใหญ่จะวิจารณ์อย่างไรก็ดีแต่ขอให้มีความเมตตาด้วย

พรรคก้าวไกลประกาศว่าจะสานต่อนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ เพราะร่วมกันร่างนโยบาย 12 ข้อมาด้วยกัน เหมือนนโยบายนั้นอยู่ในดีเอ็นเอแล้ว ได้แก่ 1) ยุติระบบราชการรวมศูนย์ 2) สวัสดิการถ้วนหน้า 3) ปฏิรูปกองทัพ 4)  ปฏิวัติการศึกษา 5) ทลายเศรษฐกิจผูกขาด 6) ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน 7)  เกษตรก้าวหน้า 8) เศรษฐกิจดิจิตัล 9) เปิดข้อมูลรัฐ กำจัดทุจริต 10) โอบรับความหลากหลาย 11)  สิ่งแวดล้อมยั่งยืน 12) ปักธงประชาธิปไตย

ผมมีความเห็นว่า ในการตอบคำถามว่า “ไปต่ออย่างไรดี” นั้น บางเรื่องเป็นเรื่องเร่งด่วน เช่น ภัยอุบัติใหม่จากโรคโควิด 19; เศรษฐกิจที่ถดถอย (รวมทั้งภัยแล้ง); การร่างรัฐธรรมนูญใหม่: การออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองและนิรโทษกรรมพรรคอนาคตใหม่ และการฆ่าตัวตายของผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ เป็นต้น แม้ในบรรดาเรื่องเร่งด่วน ก็อาจจำแนกเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เช่น การเผชิญโรคโควิด และการกอบกู้เศรษฐกิจ แต่บางเรื่องอาจต้องใช้เวลาเพื่อก้าวข้ามความแตกต่าง เช่น เรื่องที่ต้องปฏิรูประบบศาลหลังการฆ่าตัวตายของผู้พิพากษา และการนิรโทษกรรม

เรื่องที่เร่งด่วนแต่อาจเห็นผลในระยะกลางคือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับดุลอำนาจทางการเมือง และความสามารถของผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่จะลดแรงต่อต้านและให้หลักประกันว่าผู้ครองอำนาจปัจจุบันยังมีที่ยืนในสังคมแม้พื้นที่จะลดน้อยลง ดังนั้น ผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงต้องแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนและทุกฝ่ายควรพร้อมที่จะเจรจาต่อรอง

การรัฐประหารมาพร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะมีการปฏิรูป มีการเปลี่ยนแปลง ผ่านไปเกือบ 6 ปี ยิ่งปฏิรูปก็ยิ่งเหมือนเดิม เขียนรัฐธรรมนูญโดยหวังบังคับให้ปฏิรูป แต่รัฐธรรมนูญถูกใช้เพื่อการคงสถานะเดิมของอำนาจ (status quo) มากกว่า เยาวชนและภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่ง กำลังเรียกร้องให้ปฏิรูปอย่างน้อยก็ในเรื่องที่สำคัญ 3 เรื่องคือ การกุมอำนาจทางกายภาพ (ขอให้ปฏิรูปกองทัพ) การกุมอำนาจทางกฎหมาย (ขอให้ปฏิรูปรัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรม) และการกุมอำนาจทางวัฒนธรรม (ขอให้ปฏิรูปการศึกษาเพื่อกระจายการริเริ่มทางหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอน) นี่อาจเป็นเรื่องที่จำเป็น สำคัญ แม้ไม่เร่งด่วน แต่ควรหวังให้ทำสำเร็จในระยะกลาง


สำหรับเป้าหมายระยะยาว อาจมองเห็นภาพที่แตกต่างกันได้มาก ผมขอทดลองเสนอในเบื้องต้นว่า ยังไม่น่าจะคิดค้นคุณค่าใหม่ หรือระบบการเมืองใหม่ หากควรทำความเข้าใจและสร้างความซาบซึ้งใจในคุณค่าที่เรียกร้องกันมา 88 ปี นั่นคือคุณค่าเรื่อง “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” ใครจะนินทาคุณค่าเหล่านี้อย่างไรก็ได้ แต่ผมถือว่าป็นคุณค่าที่สำคัญและต้องทำให้เป็นจริงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ส่วนเรื่องที่มักเน้นกันบ่อย ๆ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้น อยากจะขอให้ถือว่าทุกคนรักชาติ และไม่ควรมีใครผูกขาดความรักชาติ ถ้าใครรักชาติในอีกแบบหนึ่ง เช่น รักชาติแต่ไม่หลง รักชาติและรักความจริง (ไม่อ้างประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าเชื่อถือ) รักชาติไทยและรักมนุษยชาติ รักชาติและรักทุกชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศไทย รักชาติไทยแต่ไม่รังเกียจชาติเพื่อนบ้าน ฯลฯ เราก็ไม่ควรไปต่อว่าว่าเขา “ชังชาติ” ในเรื่องศาสนา ก็ไม่ควรนำศาสนาของเราไปข่มศาสนาอื่น ไปบอกเล่าเรื่องที่เป็นเหมือนสงครามจิตวิทยา (IO) ให้เข้าใจผิดต่อคนที่นับถือศาสนาอื่น และพลอยสร้างความเกลียดชังกันด้วย ส่วนในเรื่องพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติชัดเจนว่า

“มาตรา ๖ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”

ดังนั้น นอกจากคุณค่าประชาธิปไตยแล้ว เราน่าจะมีคำขวัญว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” เหมือนคำขวัญของกองทัพบกก็น่าจะได้

สำหรับเป้าหมายของการพัฒนาการเมือง ผมคิดในเชิงอนุรักษ์นิยมว่า เราควรยึดระบอบรัฐสภาที่เป็นเสรีประชาธิปไตยเหมือนเดิม เป้าหมายในเรื่องระบบเศรษฐกิจก็ยังคงเป็นเรื่องระบบตลาดที่เป็นธรรม (equitable market system) ที่อยู่ในกรอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายในทางสังคมคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันทุกคน  

เมื่อถามว่าจะ “ไปต่ออย่างไรดี” ผมได้เสนอคำตอบข้างต้น ที่มีทั้งเรื่องระยะสั้นและระยะกลาง ที่จะต้องก้าวพ้นไปด้วยกันอย่างสันติวิธี ส่วนเป้าหมายระยะยาว นอกจากระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็ควรสร้างสรรค์สังคมที่ดูแลกันและน่าอยู่สำหรับทุกคน



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน