Columnist

เศร้าใจหรือดีใจไปกับการยุบพรรคอนาคตใหม่

27 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:00
เศร้าใจหรือดีใจไปกับการยุบพรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,464
โคทม อารียา

ความรักกับความกลัวก็เหมือนกับหมาป่าทั้งสองตัว ซึ่งจะขับเคี่ยวกันเรื่อยไป

ผมไม่ค่อยได้ใช้สื่อออนไลน์ ใจจึงไม่ค่อยได้รับแรงกระแทกจากการแสดงความเศร้าใจหรือความดีใจไปกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ ได้ยินจากข่าวหรือการบอกเล่าว่ามีผู้แสดงความดีใจ ความปลอดโปร่งใจ ว่าต่อไปนี้ไม่มีพรรคอนาคตใหม่แล้ว หมดเสี้ยนหนามแล้ว ขณะเดียวกัน ผมได้รับทราบในอีกมุมหนึ่งว่า มีการจัดการชุมนุมในสถานที่จำเพาะเป็นเวลาสั้น ๆ หรือที่เรียกว่า แฟลชม็อบ (หรือที่ผมอยากแปลว่า ชุมนุมฉับไว) หลายแห่ง เช่น ในเย็นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีการชุมนุมฉับไว ณ ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ มีแถลงการณ์จากคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจากองค์กรภาคประชาสังคม มีแถลงการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตหลายแห่งรวมทั้งสหภาพยุโรป รวมทั้งจากพรรคกการเมืองบางพรรค ที่แสดงเหตุผลที่เห็นต่างจากการวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ หรือแสดงความห่วงใยในทิศทางของประชาธิปไตยไทย

            มีการแสดงออกของนักศึกษาที่ร่วมคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นหลายแห่ง แต่ก็ดีที่ยังแสดงอารมณ์ขันประกอบด้วยได้ในบางครั้ง ดังจะเห็นได้จากการตั้งชื่อการชุมนุมในเชิงล้อเลียนได้อย่างหลากหลาย (เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มาก คนที่อยู่ใต้การกดดัน มักใช้อารมณ์ขันถากถางให้เห็นความไม่ชอบธรรมของการใช้อำนาจ ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศที่มีจิตเผด็จการบางประเทศ) เช่น ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ มีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รวมตัวกันเพื่อแสดงความเศร้าใจกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งมองได้ว่าเป็นการปิดกั้นบทบาทของเยาวชนในทางการเมือง ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่นัดเขียนจดหมายต่อต้านความอยุติธรรม และในวันเดียวกัน นักศึกษมหาวิทยาลัยมหิดลมีกำหนดนัดหมายมาจุดเทียน (หรือเปิดไฟจากโทรศัพท์มือถือ) เพื่อการรำลึกร่วมกัน ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นักศึกษาประกาศนัดชุมนุมฉับไวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต และมหาวิทยาลัยศิลปากร และต่อมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงนัดรวมตัวกันที่ลานลูกพ่อขุน เป็นต้น การแสดงออกเหล่านี้ไม่มีใครชักชวนหรือชี้นำ แต่น่าจะเป็นการแสดงออกถึงความเหลืออดของเยาวชนที่เห็นความไม่ชอบมาพากลของการใช้อำนาจ

             


เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว (23 กุมภาพันธ์) ผมมีโอกาสไปนั่งภาวนาที่วัชรสิทธา ที่เป็นสถานปฏิบัติสายพุทธวัชรญาน และเป็นพื้นที่ให้บุคคลทั่วไปได้นั่งภาวนาทุกเช้าวันอาทิตย์ ในวันนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อนนท์ทำหน้าที่เคาะระฆัง (ตามสำนวนธิเบตเรียกว่าเป็นอุมเซ) คุณนนท์เอาข้อสรุปจากหนังสือ ชื่อ “สนทนากับพระเจ้า: การพูดคุยที่ไม่ธรรมดา” มาเล่าสู่กันฟัง ผู้เขียนชื่อนีล โดนัลด์ วอลธ์ เขาเขียนเล่มแรกก็โด่งดังเลย จึงเขียนต่อจนถึงเล่มที่ 4 แล้ว คุณนีลก่อนที่จะเขียนหนังสือเล่มแรกเล่าให้ฟังว่า เขาคือผู้ล้มเหลวในทุกสิ่งที่ได้ทำมาในชีวิต เลยเริ่มขีดเขียนต่อว่าพระเจ้า เขียนไปเขียนมา มีเสียงตอบมาในสมองเขา จึงสมมติว่าเป็นเสียงของพระเจ้าที่ตอบปุจฉาของเขา บทสนทนาจึงได้เริ่มขึ้น โดยเขาถามปัญหานานาชนิดและพระเจ้าก็ให้คำตอบนานาประการ คุณนนท์สรุปประเด็นจากหนังสือให้ฟัง เท่าที่ผมจำได้มี 4 ประเด็น

  1. ถาม พระเจ้ามาจากไหน สถิตอยู่ที่ใด ตอบ ไม่ได้มาจากที่ใด มีอยู่เช่นนั้นเอง ไม่เฉพาะในสวรรค์หรือนรก หากอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ผมมีข้อสังเกตแบบเกเรว่า เป็นอันว่าสวรรค์และนรกมีอยู่จริงละซิ
  2. ถาม พระเจ้ามีไว้ทำไม ตอบ พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ถาม ทำไมถึงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ตอบ เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตตามที่ตนเองกำหนด  ผมมีข้อสังเกตแบบเกเรว่า เป็นอันว่าพระเจ้าหรือมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบกันแน่
  3. ถาม สร้างเพื่อให้มนุษย์ทำความดี ละเว้นความชั่วใช่ไหม ตอบ ไม่ใช่ ดีหรือชั่ว มนุษย์ตัดสินกันเอง พระเจ้าไม่เกี่ยว ผมมีข้อสังเกตแบบเกเรว่า อ้าว แล้วบัญญัติ 10 ประการของชาวคริสต์ หลักแห่งอิสลาม 5 ประการ (ได้แก่ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว การละหมาด การจ่ายซะกาด การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการประกอบพิธีฮัจญ์) หรือการถือศีล 5 ของชาวพุทธ ไปอยู่ที่ไหนเสีย คุณนนท์ช่วยขยายความว่า พระเจ้าที่คุณนีลสนทนาด้วยนั้น ไม่ใช่พระเจ้าในศาสนาหนึ่งใด หรือไม่สอนศาสนาใด เป็นเพียงพระเจ้าในบทสนทนากับผู้เขียน       
  4. ถาม ถ้าเช่นนั้น สิ่งชี้นำของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอบ อยู่ในตัวของมนุษย์เอง ย่อความได้ว่าอยู่ที่ความรัก (ซึ่งแตกย่อยเป็นสิ่งชี้นำนานับประการ) และความกลัว (ซึ่งแตกย่อยได้อีกมาก) มนุษย์ต้องเลือก ถ้าเลือกความรัก ก็จะเป็นปิยบุคคล และถ้าเลือกความกลัว ก็จะเป็นผู้กระจายความกลัว ผมคุยกับคุณนนท์ในเชิงแลกเปลี่ยนว่า ความรักหรือความกลัวจะขยายออกโดยกลายเป็นพลังของความรัก หรือพลังของความกลัวเพียงอย่างเดียวได้หรือไม่ ได้คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าน่าจะได้ ผมเลยบอกเรื่องราวที่เคยอ่านมาเรื่องหนึ่ง ความว่า “คุณตาเล่าให้หลานฟังว่า ในตัวเรามีหมาป่าสองตัว ตัวหนึ่งดุร้าย อีกตัวหนึ่งอ่อนโยน หลานถามว่ามันทำอะไรอยู่ คุณตาตอบว่ามันก็สู้กันนะซิ แล้วตัวไหนจะชนะ หลานถาม คุณตาตอบว่า ตัวที่หลานคอยให้อาหารแก่มันนั่นแหละ” ผมมีข้อสังเกตแบบเกเรบอกแก่คุณนนท์ว่า ความรักกับความกลัวก็เหมือนกับหมาป่าทั้งสองตัว ซึ่งจะขับเคี่ยวกันเรื่อยไป เพียงแต่ว่าเราควรเลี้ยงดูความรักให้ดี แม้จะไม่ชนะเด็ดขาด เพียงแต่อย่าให้ความกลัวเป็นเจ้าเรือนก็พอ

 


คุณนนท์บอกเล่าว่า ตั้งแต่อ่านหนังสือเล่มนี้ เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมามากมาย คิดจะปลูกต้นไม้ก็ไปปลูกเลย คิดจะไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า เสาร์อาทิตย์นั้นก็ไปเลย ผมจึงเล่าเรื่องบทบาทของแรงบันดาลใจที่เนลสัน เมนเดลลา ได้รับตอนที่ติดคุกอยู่ 27 ปี ตอนนั้นเขาคิดแต่จะเอนตัวลงนอน แต่สิ่งที่ช่วยให้เขายืนหยัดอยู่ได้ตลอดเวลาที่ถูกจองจำ คือแรงบันดาลใจจากบทกวีชื่อ Invictus (ผู้ไม่ยอมจำนน) ซึ่งลงท้ายด้วยข้อความว่า I am the master of my fate: I am the captain of my soul. แรงบันดาลใจนี้ทำให้เขาทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเองได้ อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้แก่กัปตันทีมรักบี้ สปริงบ็อกซ์ ให้สามารถนำทีมสู่ชัยชนะ ได้เป็นแชมเปี้ยนโลกในปีนั้น ผู้ที่สนใจเรื่องนี้ควรจะดูภาพยนตร์เรื่อง Invictus ที่เป็นชีวประวัติส่วนหนึ่งของเนลสัน เมนเดลา ผมดูครั้งใด ก็ได้รับแรงบันดาลใจทุกที

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็หวังว่าความกลัวในใจของผู้ที่ดีใจกับความทุกข์ของผู้ที่ออกเสียงให้พรรคอนาคตใหม่และผู้เอาใจช่วยหลายต่อหลายคนจะได้จางลงบ้าง และหวังด้วยว่าความรักในใจของผู้ที่เศร้าใจในอนาคตการเมืองไทยจะดำรงอยู่ต่อไป

 27 ปีในคุกของเนลสัน เมลเดลา หรือ 10 ปี ของการถูกตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง แม้จะยาวนาน และเส้นทางข้างหน้าย่อมไม่โรยด้วยดอกกุหลาบ แต่ถ้าสามารถกุมชะตาของตนให้แน่วแน่ และรักษาจิตวิญญาณเอาไว้ การยืนหยัดด้วยความรักจะส่งผลดีต่อตัวผู้ถูกตัดสิทธิ์เอง และต่อสังคมไทยในภายภาคหน้า  



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน