Columnist

ข้อคิดจากการครบรอบ 150 ปีชาตกาลของคานธี

20 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 8:00
ข้อคิดจากการครบรอบ 150 ปีชาตกาลของคานธี
เปิดอ่าน 709
โคทม อารียา

เขาจึงได้รับสมญานามว่า “มหาตมะ” โดยชาวอินเดียยกย่องเขาเป็น “วิญญาณอันยิ่งใหญ่”

โมฮันดาส คานธี เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2412 ต่อมาเมื่อปี 2457 เขาจึงได้รับสมญานามว่า “มหาตมะ” โดยชาวอินเดียยกย่องเขาเป็น “วิญญาณอันยิ่งใหญ่” เมื่อปีที่แล้ว ในโอกาสวันครบรอบ 150 ปี ชาตกาลของคานธี องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 2 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันสากลแห่งการไม่ใช้ความรุนแรง (International Day of Nonviolence) ในประเทศอินเดีย มีการเฉลิมฉลองการครบรอบชาตกาลดังกล่าว ทั้งในด้านวัฒนธรรมและด้านวิชาการในทุก ๆ แคว้นของอินเดียอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

เช่น ในวันที่ 21 -22 กุมภาพันธ์ 2563 Indian Council of World Affairs จัดให้มีการสัมมนาระหว่างประเทศเรื่อง “คานธีกับโลก” ที่กรุงนิว เดลี ส่วนที่กรุงเทพ สถาบันคานธี มหาวิทยาลัยรังสิต จัดให้มีการสานเสวนาสันติภาพครั้งที่ 1 เพื่อรำลึกถึงคานธี ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่หอการค้าอินเดีย-ไทย

คานธีเป็นผู้นำประเทศอินเดียสู่เอกราชจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษได้สำเร็จในปี 2490 ทั้งนี้โดยยึดมั่นในหลักการไม่ใช้ความรุนแรง หลังจากนั้นไม่นาน เขาถูกคนคลั่งศาสนาฮินดูยิงเสียชีวิตในวันที่ 30 มกราคม 2491 คานธีเป็นแบบอย่างของการใช้สันติวิธีให้แก่ผู้นำคนสำคัญของโลกหลายคน อาทิ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, เนลสัน แมนเดลา, และบารัค โอบามา

อารยธรรมอินเดียเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอารยธรรมหนึ่ง เป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาหลายศาสนา รวมทั้งพุทธศาสนา แม้คานธีจะถือศาสนาฮินดูและศรัทธาในคัมภีร์ภควัทคีตา แต่เขาเคยเขียนบทความสดุดีพระเยซู และได้ต่อสู้เพื่อปกป้องมนุษย์ทุกคน เคยอดอาหาร 2 ครั้งเพื่อให้ชาวฮินดูและมุสลิมหยุดการจลาจลและฆ่าฟันกัน

อารยธรรมอินเดียมีอิทธิพลต่อทวีปเอเซียใต้และอุษาคเนย์มาตั้งแต่โบราณกาล ในทวีปนี้ศาสนาต่าง ๆ อยู่เคียงกัน บางครั้งเกื้อกูลกัน บางครั้งเบียดเบียนกันมาโดยตลอด มาบัดนี้ ดูเหมือนความตึงเครียดระหว่างฮินดูกับมุสลิมอาจจะคุกรุ่นขึ้นมาอีก แต่ก่อนจะกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ขอนำการศึกษาของ เชษฐ์ ติงสัญชลี (ดูเว็บประชาไท) มาเล่าอดีตสู่กันฟังเป็นภูมิหลังโดยสังเขป  

ชนเผ่าอารยันเดิมทีเป็นนักรบเร่ร่อนอยู่ในเอเซียกลาง มีความเชื่อตามคัมภีร์พระเวท และยกย่องเทพเจ้าที่คอยพิทักษ์นักรบและนักพเนจร เช่น พระอินทร์ พระอัคนี เมื่อประมาณ 5000 ปีก่อน ชาวอารยันกลุ่มหนึ่งอพยพมาทางตะวันออก มาปะทะสังสรรค์กับผู้ที่มีอารยธรรมเกษตร (ที่เรียกว่าอารยธรรมโมเฮนโจ ดาโร) ที่อาศัยในลุ่มน้ำสินธุ ชาวอารยันจึงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมานับถือพระเจ้าสูงสุด 3 องค์ หรือตรีมูรติ ได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม ต่อมาได้อพยพเข้าสู่ตอนเหนือของอินเดีย (ดินแดนแห่งมหากาพย์มหาภารตะ และคัมภีร์ภัควัทคีตา) แล้วอพยพต่อมาทางใต้ มาปะทะสังสรรค์กับชาวทราวิฑ หรือมิลักขะ (ณ ดินแดนแห่งมหากาพย์รามายณะ)


พระพุทธเจ้าทรงประสูติทางตอนใต้ของเนปาลติดกับอินเดียปัจจุบัน ทรงรับความเชื่อของฮินดูส่วนหนึ่ง แต่ทรงปฏิเสธอัตตา ขณะที่ชาวฮินดูเชื่อว่าวิญญาณหรืออัตตามีอยู่ (เรียกว่าอาตมัน) ไม่ทรงกล่าวถึงพระเจ้า ขณะที่ชาวฮินดูพูดถึงวิญญาณยิ่งใหญ่หรือปรมาตมัน ทรงปฏิเสธการแบ่งวรรณะของชาวฮินดู โดยถือว่าทุกคนสามารถบรรลุธรรมได้เหมือนกันหมด

อย่างไรก็ดี หลังการเสด็จปรินิพพาน หรือเสด็จล่วงลับไปโดยสิ้นเชิง ชาวพุทธที่ทุกข์ร้อนจะวิงวอนร้องขอจากพระองค์แบบเดียวกับชาวฮินดูที่ร้องขอจากพระเจ้าก็ไม่ได้ ยังดีที่มีพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของนิกายมหายานที่คอยช่วยเหลือพุทธศาสนิกที่เชื่อในพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

ต่อมามีการอพยพเข้ามาของชาวโมกุลพร้อมกับศาสนาอิสลาม เกิดสงครามสู้รบกัน โดยในที่สุดชาวโมกุลได้ชัยชนะและตั้งจักรวรรดิโมกุลขึ้น พุทธศาสนาค่อย ๆ เสื่อมถอยไปจากอินเดีย แต่ก็ไปเจริญงอกงามในธิเบต โดยผสมกลมกลืนกับศาสนาเพิน ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนท้องถิ่น การสืบทอดพุทธศาสนาก็ดำเนินต่อมาในสายธรรมของวชิรยาน ซึ่งมีเทพหลายองค์ และมีมณฑลของเทพที่เป็นเครื่องมือในการภาวนา ในการเจริญสติและสัมปชัญญะ ซึ่งการบรรลุผลเสมือนการได้สัมผัสกับอนัตตา เมื่อนั้น ผู้ปฏิบัติก็ไม่ต้องพึ่งองค์เทพอีกแล้ว มณฑลของเทพเปลี่ยนเป็นมณฑลแห่งการตื่นรู้

ขอย้อนกลับมาสู่ดินแดนอินเดียสมัยจักรวรรดิโมกุลอีกครั้ง ราโชบายด้านการศาสนาขององค์จักรพรรดิมีแตกต่างกันออกไป เช่น จักรพรรดิอักบัรทรงดำเนินราโชบายผ่อนปรนต่อศาสนาอื่น ๆ แต่พระราชนัดดาออรังเซบ เคร่งครัดในศาสนาอิสลามและทรงยกเลิกการผ่อนปรนต่อศาสนาอื่นที่มีมาก่อนหน้าพระองค์ หลังการสวรรคตของพระองค์ จักรวรรดิโมกุลก็เสื่อมถอยลงเรื่อยมา จนถึงเวลาที่อินเดียตกอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ

เมื่อได้รับเอกราช อินเดียที่เคยอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ ก็แบ่งแยกเป็นอินเดียปัจจุบันที่คนประมาณ 80% ถือศาสนาฮินดู และ 10% ถือศาสนาอิสลาม กับปากีสถานและปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังคลาเทศ) ซึ่งประชากรร้อยละ 97 นับถือศาสนาอิสลาม รัฐธรรมนูญของอินเดียไม่ได้บัญญัติให้ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประจำชาติ

หากถือว่ารัฐต้องปฏิบัติต่อทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน นั่นคือมีการปกครองแบบรัฐโลกวิสัย (secular state) ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้กอบกู้เอกราช โดยเฉพาะมหาตมะ คานธี

อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างฮินดูกับมุสลิมในอินเดียมีความเปราะบาง และมีการปะทะถึงตายอยู่บ่อยครั้ง การปะทะที่รุนแรงครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2535 เมื่อชาวฮินดูราว 200,000 คน เข้าทำลายมัสยิดบาบรี ที่ตั้งมาประมาณ 460 ปี ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าตั้งอยู่บนวิหารของพระราม ผู้เป็นอวตารของพระวิษณุ มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นและที่ตามมาราว 2,000 คน       


เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชาวอินเดียในรัฐหลายรัฐทั่วประเทศออกมาประท้วงกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ ซึ่งให้สัญชาติอินเดียแก่ผู้อพยพเฉพาะผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ ถ้าพวกเขาเผชิญกับการถูกข่มเหงรังแกจากการนับถือศาสนา กฎหมายนี้ผ่านมติของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2562 กลุ่มสิทธิชาวมุสลิมหลายกลุ่มทั่วประเทศ และพรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิชาตินิยมฮินดู เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลบนพื้นฐานการนับถือศาสนา ซึ่งขัดกับหลักโลกวิสัยที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ

อันที่จริง กฎหมายควรครอบคลุมชาวมุสลิมกลุ่มน้อยที่เผชิญกับการถูกข่มเหงรังแกในรัฐอิสลามของตัวเองด้วย แต่นายโมดี นายกรัฐมนตรีของอินเดียระบุว่า ชาวมุสลิมไม่ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายใหม่นี้ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาใน 3 ประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากอินเดีย ผลจากการประท้วงถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2562 มีคนตาย 20 คน ถูกจับกุม 6,000 คน และการประท้วงยังดำเนินต่อไป

ประเด็นที่น่าสนใจในบริบทของบทความนี้ก็คือ ความเป็นโลกวิสัยของอินเดียอันเป็นมรดกทางปัญญาของคานธี กำลังถูกลดทอนโดยกระแส “ชาติ-ศาสนานิยม” ในอินเดียหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น กระแสทางการเมืองที่ทำให้นักการเมืองที่ประกาศนโยบาย “ชาติเรา ต้องมาก่อน” จะประสบความสำเร็จในอีกหลายประเทศต่อจากสหรัฐอเมริกาอีกหรือไม่

อย่างไรก็ดี มรดกทางจริยธรรมชิ้นหนึ่งของคานธีคือ การเตือนสติในเรื่อง บาป 7 ประการ ซึ่งอาจารย์กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ถอดความไว้อย่างไพเราะ ความว่า

1.Politics without principles เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ

2.Pleasure without conscience หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด

3.Wealth without work ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน

4.Knowledge without character มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี

5.Commerce without morality ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลธรรม

6.Science without humanity วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์

และ 7.Worship without sacrifice บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ

ยังดีที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในคราวที่ประกาศลาออกจาก ส.ส. ยังไม่ลืมอธิบายว่า ที่ต้องลาออกเพราะไม่ต้องการทำบาปข้อแรก คือไม่ต้องการเล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ  แสดงว่ายังรำลึกถึงมรดกของคานธีได้อยู่



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน