Columnist

เราอาจเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์ยิงกราด

12 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 14:53
เราอาจเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเหตุการณ์ยิงกราด
เปิดอ่าน 509
โคทม อารียา

โคทม อารียา คอลัมน์นิสต์เนชั่นสุดสัปดาห์ ถ่ายทอดเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุกราดยิงที่โคราช

เหตุการณ์ยิงกราดโดย จ.ส.อ. จักรพันธ์ ถมมา เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.35 น. ที่บ้านของ พ.อ. อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ และจบลงที่ชั้น LG ของห้างเทอร์มินัล 21 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลา 09.22 น. ด้วยการวิสามัญฆาตกรรมคนร้าย รวมเวลาเหตุการณ์ระทึกขวัญประมาณ 19 ชั่วโมง ที่คร่าชีวิตมนุษย์ไป 30  คน และทำให้มีผู้บาดเจ็บ 58 คน

เหตุการณ์ยิงกราดเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้วิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักมาจากความเกลียดชังและการเข้าถึงอาวุธปืนร้ายแรงได้ง่าย แต่เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สุดของสหรัฐฯในรอบหลายทศวรรษได้แก่การถล่มตึกเวิลด์เทรดฯที่กรุงนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 3,000 คน

บทเรียนที่ผู้นำสหรัฐฯสรุปได้จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ การถล่มตึกเวิลด์เทรดฯเป็นผลจากการก่อการร้าย และผู้ก่อการร้ายคือคนชั่วร้ายที่ไม่เข้าใจอะไรนอกจากการใช้ความรุนแรง

ดังนั้น จึงต้องกำจัดคนชั่วร้ายให้หมดสิ้นด้วยการทำสงครามกับการก่อการร้าย สงครามได้เริ่มขึ้นต่อจากนั้นไม่นานในอัฟกานิสถาน และต่อมาในอิรัก แต่ความรุนแรงในประเทศทั้งสองก็ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

หลังเหตุการณ์ในปี 2544 เพียงไม่นาน มีนักข่าวไปสัมภาษณ์เด็กคนหนึ่งเกี่ยวกับการถล่มตึกเวิลด์เทรดฯ เด็กคนนั้นตั้งคำถามว่า “เราไปทำอะไรเขาหรือ เขาจึงเกลียดเราถึงขนาดนี้” ผู้นำไม่ได้ตอบคำถามนี้ ถ้าตอบได้ ก็อาจหมายถึงการได้เรียนรู้เรื่องราวที่สำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ขอกลับมาที่เหตุการณ์ยิงกราดที่โคราช มีเด็กคนหนึ่งถามแม่ของเขาว่า “ทำไมทหารที่เป็นคนดี จึงทำร้ายคนอื่นได้ขนาดนี้” แม่ให้คำตอบทำนองว่า คนเราไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีอาชีพใด ก็อาจก่อเหตุร้ายได้ทั้งนั้น ลูกดูเหมือนจะพอใจในคำตอบ จึงหันไปสนใจเรื่องอื่นตามประสาเด็ก แต่ผมยังเก็บมาคิด ไม่ใช่เพื่อตัดสินถูก-ผิดของคนหนึ่งคนใด แต่เพื่อจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากบทเรียนนี้ เรียนรู้ให้สมกับการสูญเสียที่มีราคาแพงมากเช่นนี้


ก่อนอื่น ผมคิดว่าทุกคนควรน้อมจิตไปถึงผู้ที่เผชิญเหตุร้าย  ไปอยู่กับผู้คนที่อยู่ในหรืออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุในเวลา 19 ชั่วโมงนั้น ทุกคนย่อมรักชีวิตและมีความกลัวด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราควรน้อมจิตถึงคนที่มีญาติมิตรติดอยู่ในเหตุการณ์ยิงกราด ทุกคนคงกังวล ห่วงใยในความปลอดภัยของคนที่ตนรัก เมื่อได้ข่าวการบาดเจ็บล้มตาย ก็มีทั้งกังวลและเสียใจ ผมคิดว่ามนุษย์เป็นเช่นนี้ทุกคน เราจึงควรแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียและส่งความปรารถนาดีถึงผู้เกี่ยวข้องทุกคน

ความคิดที่สองที่อาจมีได้ คือการแสดงความชื่นชมต่อผู้ที่กล้าหาญและเสียสละเพื่อผู้อื่นในยามที่ภัยอันตรายมาถึง เราอาจจะถามตัวเองว่า ถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์ที่คับขันเช่นนี้ จะมีความกล้า มีการตัดสินใจที่ฉลาดเฉลียวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมากน้อยเพียงใด สื่อเริ่มบอกเล่าความกล้าหาญของคนหลายคน ทั้งที่เป็นผู้มีหน้าที่ด้านความปลอดภัย เช่น ตำรวจ และ รปภ. มีหน้าที่ด้านการดูแลสถานที่ ด้านการรักษาพยาบาล ฯลฯ

แม้แต่คนที่มาเที่ยวหรือมาซื้อของ หรือเปิดร้านค้าในบริเวณนั้น บางคนคอยช่วยเจ้าหน้าที่ ช่วยคนที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก บางคนช่วยนำคนที่ติดค้างให้ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย การที่เราพบจิตสาธารณะในยามฉุกเฉินและคับขันเช่นนี้ ทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้นถึงความดีงามและความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมนุษยชาติ ผมขอสดุดีความกล้าหาญของทุกคนไว้ ณ ที่นี้

เมื่อเหตุการณ์สงบลง ถึงเวลาที่จะแสดงความรับผิดชอบ ผู้บัญชาการทหารบกออกมาแสดงความเสียใจ เนื่องจากคนร้ายเป็นทหารและใช้อาวุธปืนของทหารมาก่อเหตุ ผบ.ทบ. ขอรับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกันก็พูดในเชิงขอร้องว่า อย่าเหมารวมกล่าวโทษทหารทุกคน อย่าเหมารวมกล่าวโทษกองทัพทั้งหมด ขอให้กล่าวโทษ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่ต้องดูแลให้ทั่วถึงมากกว่านี้ เขาให้สัญญาต่อสาธารณชนว่า จะจัดให้มีหน่วยงานที่คอยรับเรื่องราวความเดือดร้อนของทหารชั้นผู้น้อย ที่ถูกทหารชั้นผู้ใหญ่กลั่นแกล้งหรือเอารัดเอาเปรียบ และจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังจะส่งมอบให้ ผบ.ทบ. คนต่อไปดำเนินการสืบเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

เมื่อเกิดเหตุร้ายและมีการสูญเสียถึง 30 ศพ เป็นธรรมดาที่จะมีการเยียวยาแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และเยียวยาผู้บาดเจ็บ เริ่มจากพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความอุปถัมภ์และความเมตตาแก่ผู้สูญเสียทุกคน ส่วนรัฐบาลก็มีเกณฑ์ที่จะปูนบำเหน็จและจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวข้าราชการผู้เสียชีวิต และมีเงินจำนวนหนึ่งสำหรับเยียวยาผู้สูญเสีย


ผมมีข้อสงสัยข้อหนึ่งว่า มีตัวประกันที่เสียชีวิตโดยลูกหลงจากฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้างหรือไม่ ถ้ามี เกณฑ์การเยียวยาจะต่างออกไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี นอกจากการเยียวยาด้านการเงินแล้ว สาธารณสุขจังหวัดยังให้สัมภาษณ์ว่า จะช่วยให้มีการเยียวยาทางจิตใจด้วย

สำหรับกลุ่มครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จะมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์สุขภาพจิตคอยดูแลให้แนะนำอย่างใกล้ชิด สำหรับชาวโคราชที่ติดตามข่าวสารจนเกิดความเครียด บุคลากรกรมสุขภาพจิตจะจัดให้มีกิจกรรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมจุดเทียนไว้อาลัยแก่เหยื่อเหตุการณ์ยิงกราด ณ บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี นับเป็นการแสดงออกที่เกิดขึ้นเองในสังคม เพื่อร่วมกันเยียวยาความโศกเศร้าของสังคม นอกจากนี้ยังมีประชาชนมาเขียนคำอาลัย วางดอกไม้ไว้อาลัยหน้าห้างเทอร์มินัล 21 มีจิตอาสามาทำความสะอาดหน้าห้าง มีการตั้งโรงครัวพระราชทานเลี้ยงอาหาร และมีการบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวของเหยื่อ ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ประกาศให้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันทำบุญครั้งใหญ่ มีการตักบาตรพระสงฆ์ 10,000 รูป และจัดทำความสะอาดทั้งเมือง เป็นต้น นับว่าสังคมกำลังร่วมเรียนรู้ที่จะแสดงออกถึงความห่วงใยต่อกันหลังโศกนาฏกรรม เพื่อเป็นการฟื้นฟูให้กลับสู่ปกติสุขโดยเร็ว

งานที่จะต้องทำหลังจากนี้คือการทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ อะไรคือแรงกดดันทหารชั้นผู้น้อยให้ก่อเหตุร้ายต่อผู้บังคับบัญชา อะไรคือความหละหลวมในโครงสร้างการควบคุมของทหาร เช่นว่ามีการลงโทษทางวินัยเกินกว่าเหตุ จนมีการบาดเจ็บอยู่เนือง ๆ มีการลงโทษตามอำเภอใจของผู้บังคับบัญชาจริงหรือไม่ ทหารเกณฑ์ยังเหมาะสมกับสถานการณ์ที่การป้องกันประเทศเปลี่ยนไปหรือไม่

ทั้งนี้ ด้วยเหตุการขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีการสู้รบที่ใช้ระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้นทุกที ฯลฯ ผบ.ทบ. กล่าวหลังจากเหตุการณ์การยิงกราดว่า “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด” ถ้ามีการเรียนรู้และแก้ไขจริง การเสียสละและการสูญเสียครั้งนี้จะไม่ใช่การสูญเปล่า

บทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่งคือการปรับปรุงแผนเผชิญเหตุ เห็นได้ว่าการใช้โดรนและการใช้ Line เป็นประโยชน์แต่ต้องมีการตระเตรียมและฝึกการใช้มากกว่านี้    เห็นได้ว่า ต้องมีการฝึกรับมือกับผู้ก่อเหตุร้ายที่ใช้อาวุธรุนแรงให้ดีกว่านี้ เป็นต้น

อีกเรื่องหนึ่งคือการป้องกันความรุนแรงทางตรง โดยให้การเข้าถึงอาวุธสงครามเป็นเรื่องที่ยาก โดยต้องมีการเก็บรักษาทางกายภาพที่รัดกุม มิใช่เพียงทำร้ายผู้เฝ้าดูแลเพียงคนเดียวก็ฉวยอาวุธร้ายแรงไปได้แล้ว

ความรุนแรงคราวนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้าง เช่น โครงสร้างของกองทัพเปิดโอกาสให้มีผลประโยชน์เข้ามาแทรกหรือไม่ เช่น มีทหารที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้า มีการหาประโยชน์จากบ้านจัดสรรของทางราชการทหาร มีเงินทอนจากโครงการสวัสดิการ มีผลประโยชน์จากการค้าสลากกินแบ่ง จากสัมปทานคลื่นวิทยุ จากการเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ จากการจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ ที่แทรกเข้ามาในกองทัพ ทำให้หันเหไปจากภารกิจหลักของทหารบ้างหรือไม่

ผู้นำทางการเมืองที่อดีตเป็นผู้นำทหารเสนอให้มีการปฏิรูปแทบทุกด้าน ยกเว้นด้านการทหาร โดยกล่าวว่าดูแลกันดีอยู่แล้วนั้น จริง ๆ แล้วเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า จะมีความโปร่งใสและการตรวจสอบมากกว่านี้ได้หรือไม่

ปัญหาที่สำคัญคือความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ที่ดำรงชนชั้นนาย-บ่าว ที่เอื้อให้ผู้จบโรงเรียนเดียวกันในรุ่นเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกันก่อนใช่หรือไม่ มีการกล่อมเกลาทางวัฒนธรรมให้สามารถใช้ความเฉียบขาดที่รวมไปถึงการปลิดชีวิต เพราะต้องรักษาวินัยและความเป็นสถาบันของทหารมากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องการการขบคิด การถกแถลง และการเปิดพื้นที่ในทำนอง “เขตทหารเข้าได้” เพราะทหารคือประชาชน ได้หรือไม่

เรื่องที่สำคัญคือบทบาทของสื่อ ทั้งสื่อสารมวลชนและสื่อสังคม ทำอย่างไรจึงจะมีความตรงไปตรงมา และมองประโยชน์ส่วนรวมให้มากขึ้น อย่างน้อยก็มากกว่าการเอาใจ “ตลาด” ของตนด้วยเนื้อหากึ่งจริงกึ่งเท็จ และด้วยเนื้อหาที่ปลุกเร้าความเกลียดชังให้ “ฝ่ายเรา” ดูดี อีกทั้งในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สื่อจะต้องระวังให้มีการเสียชีวิตน้อยที่สุดได้อย่างไร เรื่องนี้ใหญ่มากและต้องการการสังคายนากันอย่างต่อเนื่อง

หากเรามาร่วมกันเรียนรู้ อย่างน้อยในบางประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้น เราอาจจะช่วยกันตอบคำถามของเด็กได้บ้าง ไม่ใช่คำถามที่ตอบยากมากว่า ชาวตะวันตกไปทำอะไรต่อมุสลิมบางกลุ่มอย่างหยามเหยียด จนเขาเกลียดถึงขนาดพลีชีพมาทำร้ายได้ขนาดนี้ เพียงแต่ตอบคำถามของเด็กไทยที่ถามว่า “ทำไมทหารที่เป็นคนดี จึงทำร้ายคนอื่นได้ขนาดนี้” ได้ก็พอ



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน