Columnist

การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องการมุมมองใหม่ในระยะยาว

6 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 8:10
การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องการมุมมองใหม่ในระยะยาว
เปิดอ่าน 260
โคทม อารียา

ผู้มีอำนาจที่ให้กำเนิดช่างหลง ๆ ลืม ๆ ไม่ค่อยคิดถึง เว้นแต่ว่าเมื่อใดกลไกตรวจสอบจะเป็นกลาง

 

สโลแกนของ คสช. คือ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ยุทธศาสตร์ก็เขียนไว้ 20 ปี และตั้งชื่ออย่างดีว่ายุทธศาสตร์ชาติ แต่ไม่ค่อยมีใครอ่านหรือรับรู้ ยุทธวิธีคือการปฏิรูปหลายด้านที่เขียนโดยไม่อยากให้ใครแก้ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ยิ่งปฏิรูปก็ยิ่งเหมือนเดิม

อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์นั้นดูเหมือนจะเขียนขึ้นจากกระบวนทัศน์ปัจจุบันของความทันสมัย (modern paradigm) โดยขาดการมีส่วนร่วม การริเริ่มสร้างสรรค์ การเปิดพื้นที่แก่เสรีภาพ และที่สำคัญคือการขาดจิตวิญญาณหรือการสร้างความหมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นลักษณะของกระบวนทัศน์หลังทันสมัย (post-modern) ทำให้วิตกว่ายุทธศาสตร์ที่เขียนจะเหมือนไฟไหม้ฟางหรือจะเป็นเด็กกำพร้า

เพราะผู้มีอำนาจที่ให้กำเนิดช่างหลง ๆ ลืม ๆ ไม่ค่อยคิดถึง เว้นแต่ว่าเมื่อใดกลไกตรวจสอบจะเป็นกลาง ก็อาจมีคนนำยุทธศาสตร์ฯขึ้นมาอ้างเพื่อล้มคู่อริทางการเมืองก็เป็นได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ยุทธศาสตร์แห่งความยั่งยืนต้องเปิดรับและสอดคล้องกับกระบวนทัศน์หลังทันสมัยให้มากยิ่งขึ้น

           


ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อ “กุญแจแห่งอนาคต” ที่เขียนโดยนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสสาย ‘เพลโต้’ ชื่อ ฌัง สโตน (Jean Staune) เขาพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังโดยสังเขป คำคำนี้ปรากฏเป็นครั้งแรกในรายงานขององค์การสหประชาชาติชื่อ “อนาคตที่เป็นของเราทุกคน” ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2530 โดยคณะกรรมาธิการแห่งโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ซึ่งมีนางโกร ฮาร์เล็ม บรุนด์ตแลนด์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งนอร์เวย์เป็นประธาน รายงานที่มีชื่อเล่นว่ารายงานของบรุนดด์ตแลนด์ให้นิยามว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนหมายถึง “การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบัน โดยไม่กระทบลดทอนความสามารถของคนรุ่นต่อ ๆ ไปในอันที่จะตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขา”

สโตนเห็นว่าเป็นการยากที่จะรู้ว่าความต้องการของคนรุ่นต่อไปคืออะไร เขาเลยเสนอว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนหมายถึงการพัฒนาที่คำนึงถึงคุณค่าเพิ่ม (value added) สามด้าน คือด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่นึกถึงมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแต่อย่างเดียว

ปัญหาใหญ่ของการพัฒนาประเทศในขณะนี้คือการพัฒนาที่เน้นเศรษฐกิจมากเกินไป จนละเลยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การพาณิชย์ของเราเน้นกำไรสูงสุด (ละเลยประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภค) การอุตสาหกรรมของเราเน้นการผลิตด้วยต้นทุนต่ำสุด (กดค่าจ้างแรงงาน ละเลยสิ่งแวดล้อมหรือผลักให้การดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นภาระของสังคม) ก้าวแรกที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวออกไปจากปัญหาที่สะสมของความเหลื่อมล้ำและการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ คือการหันเหจากการพัฒนาด้านเดียว ไปสู่การพัฒนาในสองด้านของสามด้านดังกล่าวพร้อมกันไป

ได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการพัฒนาที่ “เจริญด้วยดี” (viable) แต่อาจละเลยหรือเอาเปรียบผู้ด้อยโอกาสทางสังคมไปบ้าง หรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีและช่วยลดความเหลื่อมล้ำซึ่งอาจเรียกว่าการพัฒนาที่ “เป็นธรรม” (equitable) แต่อาจละเลยสิ่งแวดล้อมที่ถูกปล่อยให้เสื่อมโทรมลงบ้าง ส่วนการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ได้อย่างกลมกลืนอาจเรียกว่าการพัฒนา “สู่สังคมน่าอยู่” (livable) แต่อาจเป็นการพัฒนาที่ไม่ยืนนานด้วยเหตุแห่งการขาดผลกำไรทางเศรษฐกิจ  

อย่าลืมว่าความยั่งยืนหมายถึงการพัฒนาในทั้งสามด้าน หรือทำให้เกิดผลดีในทั้งสามด้านพร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ดี การพัฒนาเช่นนี้เป็นเรื่องยาก ก็ต้องถือว่าการพัฒนาในสองด้านนั้นใช้ได้ในเบื้องต้น เพราะเป็นการขยับเข้าสู่เป้าหมายของความยั่งยืน อย่างน้อยก็ดีกว่าการพัฒนาที่เน้นเพียงด้านเดียวและละเลยอีกสองด้าน

หมายความว่า เกณฑ์ในการเลือกแนวทางการพัฒนานั้น อาจจะเริ่มจากง่ายไปก่อน เช่น ใช้เกณฑ์ว่า เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน (การพัฒนาที่เจริญด้วยดี) หรือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำ (การพัฒนาที่เป็นธรรม) หรือเป็นการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (การพัฒนาสู่สังคมน่าอยู่)

เมื่อสังคมมีความพร้อม และปัจเจกบุคคลมีเสรีภาพและการริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น ก็ควรขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน เช่น รัฐออกกฎระเบียบที่สนับสนุนการผลิต การค้าและการให้บริการที่เป็นธรรม ผู้บริโภคสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรมและการผลิตที่เคารพสิ่งแวดล้อม บริษัทประกอบธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ทุกคนมีเสรีภาพในการหาความรู้และได้รับการยอมรับและการตอบแทนเมื่อสามารถสร้างสรรค์นวตกรรมที่เป็นประโยชน์


แม้ว่าเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมจะสำคัญสักเพียงใด แม้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะสำคัญสักเพียงใด ปัจจัยที่มีผลระยะยาวและมักมองไม่เห็นคือปัจจัยทางความเชื่อและวัฒนธรรม นั่นคือ โลกทัศน์และความหมายที่เราให้แก่การใช้ชีวิตของเรา ในโลกสมัยใหม่ เราเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น

สำหรับหลายคน ศาสนาเป็นเพียงเรื่องความเชื่อของคนรุ่นก่อนและเป็นเรื่องของพิธีกรรมและประเพณี อย่างไรก็ดี สโตนเชื่อว่า มิติเรื่องจิตวิญญาณจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เพราะมนุษย์ไม่สามารถหาคำตอบได้จากวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว และยิ่งวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้า คำตอบที่ได้ก็ยิ่งมีความคลุมเครือ วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายเรื่องพลังงานและสสารเมื่อพิจารณาในมิติที่เล็กลง หรือใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (infinitely small or large) วิทยาศาสตร์ยุคสมัยใหม่ถือว่าสรรพสิ่งกำหนดได้ตามกฎวิทยาศาสตร์ อย่างสัมบูรณ์ อย่างมีวิวัฒนาการและอย่างมีเหตุผล แต่เมื่อประมาณ 130 ปีก่อน

ความเชื่อมั่นเช่นนี้ เริ่มลดน้อยลง จากการค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอนส์ไตน์ ทฎษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ทฎษฎีความไม่แน่นอนของไฮเซนเบริก ทฎษฎีความไม่สมบูรณ์ทางตรรกของโกเดล (Gödel) ฯลฯ สโตนนั้นเชื่อในปรัชญาของเพลโต้ ส่วนเพลโต้เป็นผู้นำเสนอทฤษฎีของรูปลักษณ์/ความคิด กล่าวคือ มโนทัศน์ ข้อคิด และความคิดนามธรรมนั้นมีอยู่จริง ไม่เคลื่อนคลาย เป็นสากล และประกอบเป็นรูปแบบของสิ่งอันและรูปลักษณ์ที่เรารับรู้ด้วยอายตนะของเรา

สโตนยังคล้อยตามนักวิทยาศาสตร์บางคนที่พบว่าจิตมีอยู่จริง กระบวนทัศน์ของอนาคตน่าจะมาอยู่ใกล้ทางสองแพร่ง ในแพร่งหนึ่งเชื่อในความโกลาหล ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน ฯลฯ แต่ไม่เชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ ในอีกแพร่งหนึ่งเชื่อในการมีอยู่ของจิตเหนือประสาทสัมผัสหรือเหนือการวัดได้

อย่างไรก็ดี สังคมมนุษย์กำลังขับเคลื่อนสู่ความเชื่อใหม่ ๆ เช่น การให้ความสำคัญแก่ ‘การเป็น’ มากกว่า ‘การมี’ แก่คุณค่าใหม่ ๆ มากกว่าการละเลยเรื่องคุณค่า แก่เสรีภาพมากกว่าความเสมอภาค และแก่จิตวิญญาณมากกว่าวัตถุนิยม สโตนคิดว่าความเชื่อนั้นสำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ให้ความหมายแก่ชีวิต และเราจะไม่สามารถทำอะไรที่ยั่งยืนได้หากเราคิดว่าสิ่งนั้นไม่มีความหมายแก่เรา

“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ไม่มีความหมายสำหรับผม แต่อาจมีความหมายแก่ คสช. และผู้สนับสนุน แต่หากผู้มีอำนาจคิดจะรวมคนจำนวนมากขึ้นให้มาช่วยกันคิดเรื่องความยั่งยืน ก็โปรดให้ความสำคัญแก่ผู้เห็นต่างให้มากขึ้น เพราะเสรีภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองการณ์ไกล น่าจะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตและความยั่งยืน  



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน