Columnist

16 ปีไฟใต้

9 มกราคม 2020 เวลา 13:22
16 ปีไฟใต้
เปิดอ่าน 342
โคทม อารียา

สังเกตได้ว่า รัฐได้ทุ่มเททรัพยากรในการดับไฟใต้เป็นจำนวนมาก และมีความเข้มแข็งเหนือฝ่ายขบวนการ

 

วันที่ 4 มกราคม 2547 เกิดการปล้นปืน 413 กระบอกจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ “ค่ายปิเหล็ง” อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส วันนั้นถือเป็นวันเริ่มต้นของการก่อความไม่สงบครั้งใหม่ ซึ่งได้ยืดเยื้อมาถึง 16 ปีเต็ม ในบทความนี้ จะขอสรุปสั้น ๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างจากการขัดแย้งถึงตาย (deadly conflict) ที่เรียกกันว่าไฟใต้

 

1. ข้อมูลเชิงสถิติ

               

ผมได้ข้อมูลมาจาก 2 แหล่ง ทั้งนี้โดยใช้อินเตอร์เน็ต แหล่งแรกที่จะขอยกมาอ้าง คือ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ศูนย์นี้มีอาจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ดูแลอยู่ ศูนย์ได้เก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2547 และพบว่าเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยมา

 

โดยในปี 2547 มีเหตุการณ์เกิดขึ้น 1,472 เหตุการณ์ จนถึงยอดสูงสุดในปี 2550 ซึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้น 2,396 เหตุการณ์ จากนั้นก็ลดลงมาตลอด 4 ปี แต่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็น 1,850 เหตุการณ์ ในปี 2555 พ้นจากปี 2555 ความรุนแรงมีแต่ลดลง

 

ปี 2562 เหตุการณ์รุนแรงอยู่ในระดับต่ำสุด คือ 411 เหตุการณ์ ถ้าจำลองแบบทางคณิตศาสตร์จะได้ภาพที่แสดงการถัวเฉลี่ยว่า จากปี 2547 ความรุนแรงลดลงประมาณ 90 เหตุการณ์ต่อปี ถ้าใช้จำนวนเหตุการณ์เป็นตัวชี้วัด ฝ่ายความมั่นคงจะบอกว่ามาถูกทางแล้ว คือประชาชนมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่กระนั้น การที่เกิดเหตุรุนแรงในปี 2562 จำนวนประมาณ 1.1 ครั้งต่อวัน ก็ต้องถือว่าความขัดแย้งรุนแรงยังยืดเยื้ออยู่

               

คราวนี้มาพิจารณาความสูญเสียดูบ้าง ศูนย์เฝ้าระวังฯ ให้ตัวเลขรวมของผู้เสียชีวิตตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เท่ากับ 7,085 คน (เฉลี่ยวันละ 1.2 คน) มีผู้บาดเจ็บ 13,233 คน (เฉลี่ยวันละ 2.3 คน) และในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่การสูญเสียลดลงต่ำสุด มีผู้เสียชีวิต 180 คน (เฉลี่ย 1 คน ทุกสองวัน) และบาดเจ็บ 243 คน (เฉลี่ย 2 คน ทุก 3 วัน)

               

อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา ศูนย์ข่าวภาคใต้ ตัวเลขที่ได้จะต่ำกว่า เข้าใจว่าเป็นตัวเลขจากตำรวจ ซึ่งมีเกณฑ์กลั่นกรองกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบออกจากอาชญากรรมทั่วไปที่เคร่งครัดกว่า โดยจะขอยกตัวเลขมานำเสนอเพียงสังเขปดังนี้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปลายปี 2561 มีเหตุการณ์รวมทั้งสิ้น 9,985 เหตุการณ์ แยกกว้าง ๆ ได้ดังนี้

 

           – เหตุยิง 4,314 เหตุการณ์

           – ซุ่มโจมตี 191 เหตุการณ์

           – โจมตีที่ตั้ง 41 เหตุการณ์

           – เหตุระเบิด 3,512 เหตุการณ์ แยกเป็นระเบิดแบบวาง 3,303 เหตุการณ์ แบบขว้าง 182 เหตุการณ์ และอื่น ๆ 27 เหตุการณ์

           – วางเพลิง 1,514 เหตุการณ์ ในจำนวนนี้เป็นการวางเพลิงเผาโรงเรียน 315 เหตุการณ์ อาคารบ้านเรือน 289 เหตุการณ์ ตู้โทรศัพท์ 267 เหตุการณ์ เสาสัญญาณและอุปกรณ์โทรคมนาคม 212 เหตุการณ์ และเผาส่วนราชการ 125 เหตุการณ์

           – ฆ่าโดยวิธีทารุณ 92 เหตุการณ์ แยกเป็นฆ่าตัดคอ 38 เหตุการณ์ ฆ่าแล้วเผา 51 เหตุการณ์ ฆ่าตัดคอแล้วเผา 3 เหตุการณ์

           – ประสงค์ต่ออาวุธ 176 เหตุการณ์

           – ชุมนุมประท้วง 65 เหตุการณ์

           – ทำร้าย 48 เหตุการณ์

 

 

เหตุรุนแรงทั้งหมดนี้ไม่รวมการก่อกวน เช่น ยิงรบกวน ขว้างระเบิดเพลิง เผายางรถยนต์ โปรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ ถอดน็อตรางรถไฟหรือเสาไฟฟ้า และวางวัตถุต้องสงสัย โดยเหตุการณ์ประเภทก่อกวนนี้ เกิดขึ้นรวม ๆ แล้ว 3,582 ครั้ง

               

ตัวเลขความสูญเสีย มียอดรวมผู้เสียชีวิตตลอด 15 ปี จำนวน 4,011 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 10,651 ราย แยกตามกลุ่มอาชีพได้ดังนี้

 

– ประชาชน เสียชีวิต 2,605 ราย บาดเจ็บ 5,943 ราย

– ทหาร เสียชีวิต 578 นาย บาดเจ็บ 2,735 นาย

 – ตำรวจ เสียชีวิต 388 นาย บาดเจ็บ 1,599 นาย

– ผู้นำท้องถิ่น เสียชีวิต 241 ราย บาดเจ็บ 170 ราย

 – ครู เสียชีวิต 109 ราย บาดเจ็บ 130 ราย 

 – คนร้าย เสียชีวิต 64 ราย บาดเจ็บ 7 ราย 

 – ผู้นำศาสนา เสียชีวิต 21 ราย บาดเจ็บ 25 ราย

 – เจ้าหน้าที่รถไฟ เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 42 ราย

 

2. เหตุการณ์สำคัญในปี 2562

       

2.1 ในวันที่ 18 มกราคม คนร้าย 5-6 คน บุกเข้าไปในวัดโคกโก หรือวัดรัตนานุภาพ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ใช้ปืนยิงพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และพระสมุห์อรรถพร ขุนอำไพ มรณภาพในที่เกิดเหตุ มีพระบาดเจ็บอีก 2 รูป

 

2.2 เกิดเหตุลอบวางระเบิด 14 จุด ในสตูลและพัทลุงต่อเนื่องกันตั้งแต่ช่วงดึกวันที่ 9 มีนาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 10 มีนาคม ก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ มีการพ่นสีข้อความ PATANI 110 ในหลายพื้นที่ ทำให้สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการครบรอบ 110 ปี ของสนธิสัญญาแบ่งเขตแดนระหว่าง สยาม-อังกฤษ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1909

 

2.3 นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ก่อเหตุยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดี ที่ศาลจังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ในคำแถลงพิพากษายกฟ้องชายมุสลิม 5 คนในความผิดต่อชีวิต อั้งยี่ ซ่องโจร นายคณากรเขียนว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นถูกกดดันอย่างหนัก ทั้ง ๆ ที่ควรมีอิสระในการพิจารณาคดี และสรุปคำแถลงว่าต้องคืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา คืนความยุติธรรมให้ประชาชน

 

 2.4 กลางดึกวันที่ 5 พฤศจิกายน คนร้ายบุกป้อมรักษาการณ์จุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยประจำ ต.ลำพะยา และยิงสังหารหมู่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) มีผู้เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บอีก 5 คน

 

2.5 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่หมู่บ้าน อาแน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทหารชุด ฉก.ทพ.45 ยิงสังหารชาวบ้าน 3 ราย ที่รับจ้างตัดไม้และหาของป่า ต่อมาพล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเจ้าหน้าที่ “สำคัญผิด” ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นเพียงชาวบ้าน ไม่มีอาวุธ และไม่มีประวัติเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ

 

 

3. มาตรการดับไฟใต้ของรัฐบาล

               

รัฐบาลได้ประกาศว่าการดับไฟใต้เป็นวาระแห่งชาติ ได้ประกาศกฎอัยการศึกครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน และ 4 อำเภอของสงขลาที่มีพื้นที่ติดต่อกัน

 

นอกจากนี้ เกือบทุกอำเภอยังอยู่ภายใต้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อำเภอที่ยกเว้นก็มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแทน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎหมายพิเศษเหล่านี้ทำให้ฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจมาก อีกทั้งมีการแก้กฎหมายโดยอ้างความเป็นเอกภาพ ให้ ศอ.บต. ขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงหรือ กอ.รมน. ด้วย

               

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณทั้งด้านความมั่นคงและด้านพัฒนาให้แก่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 16 ปี เป็นเงินกว่าสามแสนล้านบาท โดยงบประมาณปี 2559 เป็นจำนวนสูงสุดคือ 30,886.6 ล้านบาท ต่อมาได้แยกงบประมาณที่หลายหน่วยงานขอผ่านเข้ามาเป็นงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงเหลือแต่งบที่เรียกว่า “งบแผนบูรณาการ” ระหว่างหนึ่งหมื่นสองพันถึงหนึ่งหมื่นสามพันล้านบาทในปีงบประมาณต่อ ๆ มา

               

รัฐบาลมีกำลังพลด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจำนวนมาก โดยในปีงบประมาณ 2562 มีกำลังพลทั้งหมด 39,465 คน แยกเป็นทหาร 24,004 คน ตำรวจ 9,809 คน พลเรือน อส. 5,652 คน นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครภาคประชาชน (ชรบ. อรบ. อรม. ทสปช. อปพร.) ที่มีอาวุธและผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานความมั่นคงอีก 95,974 คน  รวมกำลังพลทุกฝ่าย 135,439 คน

               

สังเกตได้ว่า รัฐได้ทุ่มเททรัพยากรในการดับไฟใต้เป็นจำนวนมาก และมีความเข้มแข็งเหนือฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบอย่างมากมาย เรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งอสมมาตร (asymmetrical) ที่รัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างชัดเจน

 

4. ทางออกจากความรุนแรง

 

พลตรีสิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยสันติภาพสมัยที่พลเอกอักษรา เกิดผล เป็นประธานได้จัดทำรายงานเผยแพร่ในชื่อว่า “กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต.” รายงานนี้ให้รายละเอียดการทำงานของคณะพูดคุยฯ ระหว่างปี 2558 ถึง 2561 อย่างน่าสนใจ รวมทั้งเสนอว่ากระบวนการพูดคุยฯ เป็นหนทางที่จะพาสังคมการเมืองใน จชต. ให้พ้นไปจากความขัดแย้งถึงตายที่ยืดเยื้อ ข้อเสนอที่สำคัญคือควรเริ่มพูดคุยกันในเรื่องเนื้อหาความขัดแย้งได้แล้ว เพราะได้ใช้เวลาหลายปีกับการสร้างความไว้วางใจ

 

อีกข้อเสนอหนึ่งคือ ทั้งสองฝ่ายต้องปรับท่าที โดยรัฐต้องเลิกกลัวว่าฝ่ายขบวนการฯจะแบ่งแยกดินแดนได้สำเร็จ และฝ่ายขบวนการฯ ต้องรู้ว่าฝ่ายรัฐเข้มแข็งกว่ามาก และจะไม่มีประเทศใดหรือองค์กรระหว่างประเทศใดที่จะมาช่วยฝ่ายขบวนการฯ ในการขอดินแดนคืน

 

ข้อเสนออีกข้อหนึ่งคือ ขอให้ทั้งสองฝ่ายวางเรื่องการแบ่งแยกดินแดนไว้ ไม่ยกขึ้นมาให้เกิดความระแวง แล้วมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ให้ดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และมีศักดิ์ศรี

 


Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน