Columnist

ฟังเขาเล่าเรื่องสันติภาพชายแดนใต้

22 สิงหาคม 2019 เวลา 05:44 น.

เปิดอ่าน 26
โคทม อารียา

ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ผมได้เป็นที่ปรึกษาให้แก่โครงการวิจัยโครงการหนึ่ง ที่พยายามตอบโจทย์ข้อหนึ่งว่า กระบวนการสันติภาพในชายแดนใต้เริ่มมาอย่างไร ปัจจุบันมาถึงไหนแล้ว มีผลประการใดบ้างในการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ ผมได้ไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกว่า 20 คน บางส่วนของสิ่งที่ได้ฟังมาจะขอมาเล่าต่อดังนี้

               

ดูเหมือนว่ากระบวนการสันติภาพจะเริ่มต้นที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. โดยขอยกเครดิตให้พิชัย รัตนพล เมื่อครั้งเป็นรองเลขาธิการ สมช. เขาได้พยายามขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สันติวิธี และสมช. แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี โดยมีพิชัยเป็นประธาน เขามีความเห็นว่า ยุทธศาสตร์ความมั่นคงถ้ามีฉบับเดียว แล้วหวังใช้ให้ได้ผลกับทุกกลุ่มจังหวัด ทุกลักษณะความขัดแย้งคงไม่ได้ สมช. ในสมัยนั้นจึงริเริ่มแนววิธีใหม่ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชายแดนใต้ โดยเริ่มจากการรับฟังความเห็นของประชาชน มีเจ้าหน้าที่ สมช. กลุ่มหนึ่งที่ต้องการ “เข้าใจ” ประชาชน ได้ไปเดินพูดคุยกับประชาชนใน จชต. นโยบายที่เขียนขึ้นมาจากประชาชนจึงก้าวหน้ามาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านสันติวิธี (การเมืองนำการทหาร) และด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน (พอกันทีกับการซุ่มฆ่า การอุ้มหาย การปิดล้อมตรวจค้นแล้วทำวิสามัญฆาตกรรม การจับผู้ต้องสงสัยมาซ้อมทรมาน ฯลฯ)

               

น่าเสียดายที่นโยบายที่ดี แต่พอถึงการปฏิบัติก็ไปไม่รอด เพราะฝ่ายปฏิบัติบางส่วนแอบคัดค้านนโยบายนี้อยู่ในใจ เช่น เมื่อผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งออกคำสั่งแก่ลูกน้องว่า “อย่าละเมิดสิทธิมนุษยชนเชียวนะ” ลูกน้องผู้รู้ใจก็คงตอบว่าครับ แล้วก็ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนแบบแนบเนียนยิ่งขึ้น โดยหวังว่าผู้บังคับบัญชาจะเอาหูไปนาตาไปไร่บ้าง จะรับทราบรายงานเหตุการณ์ที่อาจมีปัญหาโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงให้ละเอียดบ้าง จะช่วยแก้ต่างให้บ้าง กรณีที่ต้องยอมรับความผิดพลาดก็ลงโทษสถานเบา หรือให้ผู้เสียหายไปดำเนินคดีทางศาลเอาเองบ้าง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หลายคนมีทัศนคติว่า ถ้าเราทำตามหลักสิทธิมนุษยชนโดยที่ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ทำตามหลักดังกล่าว ก็เหมือนถูกมัดมือไว้ข้างหนึ่ง จะชกกันได้อย่างไร นโยบายที่ดีบางครั้งจึงพ่ายแพ้แก่ทัศนคติแบบ “ฟันต่อฟัน” นั่นเอง ทัศนคติเช่นนี้อาจหมายความว่า “ถ้าโจรทำได้ เราก็ทำในทำนองเดียวกันได้” คำถามก็คือ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐจะเลียนแบบ “โจร” (เป็นคำเรียกที่ตัดสินว่าผู้ที่ต่อสู้ทางการเมืองด้วยความรุนแรงเป็นคนไม่ดี) แล้วจะหวังให้ฝ่ายตรงกันข้ามเชื่อในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร

               

นโยบายดีดังกล่าวประกาศใช้ได้เพียงสามปี พอขึ้นปีที่สี่ (ปี 2547) ความรุนแรงก็ปะทุขึ้น Michael Vatikiotis จาก Center for Humanitarian Dialogue หรือ HD ซึ่งเคยทำงานวิจัยที่เชียงใหม่ เคยทำวิทยานิพนธ์ที่อินโดนีเซีย และพูดภาษามลายูได้ ไปคุยกับทักษิณ ชินวัตร โดยขอดำเนินการเรื่องการพูดคุยสันติภาพอย่างเงียบ ๆ ได้คำตอบมาว่า “จะลองทำก็ทำไป”  เขาจึงมาติดต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธี เพื่อชวนไปคุยกับตัวแทนขบวนการที่เจนีวา แรก ๆ ก็คุยกับ PULO (2 กลุ่ม) และ BIPP ส่วน BRN ยังไม่ร่วม

                ใ

ในปี พ.ศ. 2548 สมัยรัฐบาลทักษิณ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) มีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน แม้จะไม่ใช่การพูดคุยกับผู้เห็นต่างโดยตรง แต่ก็เป็นการเปิดพื้นที่การพูดคุยรวมทั้งการรับฟังความเห็นของคนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง ที่สำคัญคือกรรมการใน กอส. ประกอบด้วยข้าราชการ นักการเมือง นักวิชาการ และบุคคลที่มาจากภาคประชาสังคม โดยให้คนในพื้นที่ จชต. มีสัดส่วนเท่า ๆ กับคนนอกพื้นที่ กอส. ได้เสนอรายงานที่มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายประการ แต่ตอนนั้น รัฐบาลทักษิณประสบมรสุมทางการเมืองนอกสภา เลยไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก

               

ในปี 2548 เช่นกัน มหาธีร์ (ซึ่งตอนนั้นพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบแรกแล้ว) ได้ตั้งกลุ่ม ประกอบด้วยนายตำรวจ เช่น Tan Sri Rahim Noor และ Dato Eskay กลุ่มนี้ริเริ่ม Langkawi Process โดยเชิญฝ่ายไทยเช่น พลเอกวินัย ภัททิยกุล เลขาธิการ สมช. และพลเอกไวพจน์ ศรีนวล ผอ. สำนักข่าวกรอง เข้าร่วม ฝ่ายขบวนการที่เข้าร่วมก็มี Bersatu และ BRN Congress เขาคุยกันจนได้ข้อสรุประดับหนึ่ง แล้วเชิญอานันท์ ในฐานะประธาน กอส. ไปรับข้อเสนอ

               

พอ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลินทำรัฐประหาร เขาให้ความสนับสนุนการพูดคุยที่เจนีวาต่อไป และส่งคนของเขาไปร่วมด้วย ก่อนหน้านี้การพูดคุยถือว่าเป็นงานทดลอง แต่พอ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งคณะกรรมการการพูดคุยสันติภาพ โดยมีมารค ตามไทเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย

               

สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช มีการมอบหมายให้พลเอกขวัญชาติ กล้าหาญ เข้าร่วมกับ Bogor Process ที่ริเริ่มโดย Yusuf Kalla (รองประธานาธิบดีอินโดนีเซียในสมัยนั้น) โดยมีการพบปะพูดคุยกับกลุ่ม Bersatu แต่ปรากฏว่ามีมือดีปล่อยข่าว นักข่าวเลยแห่กันไปทำข่าว กระบวนการโบกอร์เลยต้องจบลง

               

ต่อมารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพูดคุยอย่างเป็นทางการ มีนายกฯเป็นประธาน มี รมต. ต่างประเทศ ผบ.ทบ. ผอ. ข่าวกรอง ฯลฯ เป็นกรรมการ มีการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างกว้างขวาง ตอนนั้นมีหลายแนวทาง ไม่เป็นเอกภาพ เช่น พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ไปพบพูดคุยกับพวกมลายูพลัดถิ่น (diaspora) คณะกรรมการเลยให้หยุดการริเริ่มอื่น ๆ หมด มีเพียงแต่กระบวนการที่เจนีวา (Geneva Process) ที่เดินหน้าต่อไป หลังจากเจนีวา ก็มีการประชุมที่อินโดนีเซีย คราวนี้ฝ่ายบีอาร์เอ็นเริ่มไว้วางใจและเข้าร่วมด้วย แต่พอจบสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ กระบวนการนี้รวมทั้งกระบวนการพูดคุยแบบเงืยบ ๆ อื่น ๆ ก็จบลง

               

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ยกระดับการพูดคุยให้เป็นกระบวนการเปิดอย่างเป็นทางการโดยมอบหมายให้พลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ไปติดต่อกับรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งใช้พลังชักชวนให้ บีอาร์เอ็น มาร่วมพูดคุยด้วย ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 จึงมีการลงนามในข้อตกลงสามฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาลไทย (เรียกว่า Party A) ลงนามโดยเลขาธิการ สมช. ฝ่ายบีอาร์เอ็น (เรียกว่า Party B) ลงนามโดย Hassan Toyib และฝ่ายรัฐบาลมาเลเซีย ลงนามโดย Zamzamin Hashim ฝ่ายบีอาร์เอ็นมีข้อเสนอในเชิงหลักการ 5 ข้อ ซึ่งมีข่าวว่าฝ่ายรัฐบาลไทยรับว่าจะมีการพิจารณาร่วมกันต่อไป 4 ข้อ ส่วนฝ่ายไทยมีข้อเสนอในเชิงปฏิบัติมากกว่า

                 

สมัยรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 230/2557 เรื่องการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้มีกลไก 3 ระดับคือ ระดับอำนวยการ ระดับคณะพูดคุย และระดับพื้นที่ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง พล.อ. อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย และฝ่ายขบวนการได้เปลี่ยนจากบีอาร์เอ็นเป็นองค์คณะ มีชื่อว่า มารา ปาตานี ประกอบด้วยบางส่วนของบีอาร์เอ็น, PULO (2 กลุ่ม), BIPP, และ GMIP มารา ปาตานีได้ยื่นข้อเสนอต่อฝ่ายรัฐบาลไทย 3 ข้อ โดยฝ่ายรัฐบาลไทยรับข้อเสนอข้อเดียว คือเรื่องการให้การพูดคุยเป็นวาระแห่งชาติ ส่วนเรื่องการยอมรับมารา ปาตานีในฐานะองค์กรที่ร่วมในโต๊ะเจรจา (มิใช่เพียงกลุ่มผู้เห็นต่าง) ฝ่ายรัฐบาลก็ยังบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมลงนามในเอกสารใด ๆ ร่วมกับมารา ปาตานี และเรื่องการคุ้มครองให้คณะพูดคุยของมารา ปาตานี 15 คนสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศอย่างปลอดภัย ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

               

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในมาเลเซีย รัฐบาลมาเลเซียได้เปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกมาเป็น Tan Sri Rahim Noor ส่วนฝ่ายรัฐบาลไทยได้เปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยมาเป็น พล.อ. อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ มีผลทำให้การพูดคุยเรื่องพื้นที่ปลอดภัยที่ได้ข้อตกลงเบื้องต้นกันแล้วสมัยพล.อ. อักษรา และรอว่าจะลงนามกันระหว่าง Party A กับ Party B หรือจะให้ผู้อำนวยความสะดวกลงนามรับรองแทน เป็นอันจบไป แต่ยังไม่ทันที่พล.อ.อุดมชัยจะได้เริ่มการพุดคุย ปรากฏว่าเกิดความเข้าใจผิดในการนัดหมาย ฝ่ายมารา ปาตานีจึงประกาศว่าจะรอหลังการเลือกตั้งถึงจะพูดคุย รวมทั้งเสนอให้พิจารณาเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทยด้วย

               

การพุดคุยสันติภาพอย่างไม่เป็นทางการที่เริ่มหลายปีก่อนการปะทุของความรุนแรงในปี 2547 และการพุดคุยอย่างเป็นทางการที่เริ่มในปี 2556 ทั้งหมดนี้ยังไม่บรรลุผลที่เป็นรูปธรรมใด ๆ