Columnist

การส่งเสริมคริสต์ศาสนาในประเทศไทย

26 ธันวาคม 2019 เวลา 8:10
การส่งเสริมคริสต์ศาสนาในประเทศไทย
เปิดอ่าน 420
โคทม อารียา

เราจะได้ยินเสียงเพลงคริสต์มาสทางสถานีวิทยุและในที่ต่างๆเป็นบรรยากาศแห่งความเบิกบานใจ

 

ในช่วงวันคริสต์มาสของทุกปี เราจะเห็นการประดับประดาตามไฟตามอาคารสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์เจ้าที่หมู่บ้านเบธเลเฮมเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เราจะได้ยินเสียงเพลงคริสต์มาสทางสถานีวิทยุและการกระจายเสียงในที่ต่าง ๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า เหล่านี้เป็นบรรยากาศแห่งความเบิกบานใจของชาวคริสต์รวมตลอดถึงคนอื่น ๆ ด้วย จึงขอถือโอกาสนี้กล่าวถึงศาสนคริสต์ในประเทศไทยไว้สักเล็กน้อย

               

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2557 ประเทศไทยมีชาวคริสต์ประมาณ 1.1% ของประชากรที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป โดยชาวโปรแตสแตนต์มีมากกว่าชาวคาทอลิกเล็กน้อย และยังเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วกว่าชาวคาทอลิก โดยเหตุแห่งการเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ในหมู่ชนกลุ่มน้อยที่นับถือบรรพชนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ ประกอบกับการจัดบริการด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาลของมิชชันนารีอย่างได้ผล

               

แต่มิชชันนารีคณะแรกที่เข้ามาในดินแดนสยามเป็นมิชชันนารีชาวโปรตุเกสที่ถือศาสนาคาทอลิกและเข้ามาพร้อมกับการเปิดการค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาในปี 2060  หรือกว่า 500 ปีมาแล้ว ต่อมาในปี 2081 มีชาวโปรตุเกสถือปืนไฟมาเป็นทหารอาสาในการสู้รบกับพม่าที่เมืองเชียงกราน เป็นผลให้พระไชยราชาธิราชทรงอนุญาตให้บาทหลวงคาทอลิกหลายคณะเข้ามาเผยแพร่ศาสนาได้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

 

จนมาถึงแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช มีการเปิดโลกทัศน์โดยทรงส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีด้านการค้า โดยเฉพาะกับประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันทรงส่งขุนนางไปศึกษาวิทยาการของประเทศเหล่านั้น และทรงโปรดให้ชาวต่างชาติเข้ารับราชการและนำวิทยาการความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาใช้ พระองค์ทรงส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสถึง 3 คณะ

 

คณะแรกในปี 2224 ที่โดยสารไปกับเรือกำปั่นฝรั่งเศสแต่เคราะห์ร้ายเรืออับปางที่นอกฝั่งมาดากัสการ์ สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงส่งทูตคณะที่สองไปกับเรืออังกฤษ เพื่อไปสืบข่าวการอับปาง

 

คณะที่สองไม่มีราชสารจึงไม่ได้เข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ เพียงแต่คอยเฝ้าเวลาพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จพระราชดำเนิน แต่พระองค์ได้ทรงหยุดทักทายและทราบข่าวการแต่งราชทูตของสยามคณะแรก จึงทรงแต่งตั้งเดอ โชมองต์เป็นราชทูตของพระองค์  และมีบาดหลวงเดอ ชัวซี และบาดหลวงตาชาร์ด พร้อมขุนนางอีกหลายคน มาเจริญสัมพันธไมตรีพร้อมเผยแพร่ศาสนาคาทอลิกไปด้วย

 

ในขณะที่เดอ โชมองต์เดินทางกลับ สมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่งตั้ง ออกพระวิสุทสุนทรที่รู้จักกันในชื่อโกษาปาน เป็นราชทูตติดเรือไปด้วย เรือได้ไปถึงเมืองเบรสต์ในปี 2229 ถ้านับถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่าปี 2562 นี้เป็นการครบรอบปีที่ 333 ที่ราชทูตสยามไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางศาสนาอย่างเป็นทางการด้วย

 

โกษาปานเดินทางกลับสยามในปี 2230 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงแต่งตั้ง เดอ ลาลูแบร์ เป็นผู้แทนพิเศษ และเดินทางมาพร้อมกับทหารฝรั่งเศสจำนวนหนึ่ง ทำให้เกิดความหวาดระแวงทั้งต่อความมั่นคงและต่อการชักชวนให้เข้ารีต จึงเป็นเหตุแห่งการยึดอำนาจโดยพระเพทราชา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเผยแพร่ศาสนาจึงหยุดชะงักไป

 


 

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่ทรงเปิดประเทศรับวิทยาการสมัยใหม่อีกครั้ง อันที่จริงในรัชสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมาคมมิชชันนารีแห่งลอนดอนเริ่มเข้ามาในประเทศสยามเมื่อปี 2371 เพื่อเผยแพร่ศาสนาโปรเตสแตนต์ ผู้เข้ารีตในศาสนานี้ถูกเรียกว่าคริสเตียนตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ

 

ขณะที่ชาวคาทอลิกก่อนหน้านี้ถูกเรียกว่าคริสตังตามการออกเสียงในภาษาโปรตุเกส ต่อมาในช่วง 2373 ถึง 2393 มีคณะมิชชันนารีจากอเมริกาที่ทยอยกันเข้ามาอีก 4 คณะ แต่มีเพียงคณะอเมริกันเพรสไบทิเรียนที่ส่งมิชชันนารีเข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแกนหลักในการก่อตั้ง “สภาคริสตจักรในประเทศไทย” โดยใช้ชื่อเริ่มจัดดั้งในปี 2473 ว่า “สยามคริสตสภา” หลังจากนั้น มีองค์กรคริสเตียนใหม่เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย และได้จัดตั้งองค์กรประสานงานในชื่อว่า “สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย” เป็นต้น

 

ในขณะที่คริสตจักรคาทอลิกมีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ทั่วโลก โดยมีพระสันตะปาปาเป็นองค์ประมุข มีศูนย์กลางที่นครวาติกัน และพระสันตะปาปาทรงแต่งตั้งหัวหน้านักบวชฝ่ายคาทอลิกในแต่ละประเทศ มีตำแหน่งที่มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน

 

เช่น พระคาร์ดินัล อัครมุขนายก (Archbishop) และมุขนายก (Bishop) ปัจจุบันประเทศไทย มีคาร์ดิดัล 1 ท่าน เป็นประธานสภาประมุขแห่งบาดหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย มีอัครมุขนายก 2 ท่าน ดำรงตำแหน่งเป็นประมุขมิสซังกรุงเทพฯ และประมุขมิสซังท่าแร่-หนองแสง (มิสซังหมายถึงเขตพื้นที่การดำเนินงานทางศาสนา มาจากคำว่า Mission) และมีอัครมุขนายกอีกท่านหนึ่ง ดำรงตำแหน่งเอกอัครสมนะทูตสันตะสำนักประจำประเทศไทยและกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีมุขนายกเขตมิสซังต่าง ๆ อีก 9 ท่าน

 

รัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพทางศาสนาและรับรองสิทธิและหน้าที่ขององค์กรทางศาสนา แต่ราชการไทยมีทัศนคติที่จะควบคุมองค์กรคริสต์ศาสนาโดยอาศัยกฎหมายและให้องค์กรภายในคริสต์จักรควบคุมกันเอง ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาคาทอลิกนั้น มีกฎหมายโดยเฉพาะคือ พ.ร.บ. ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) กฎหมายนี้บัญญัติไว้นานแล้วจึงไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ก่อให้เกิดปัญหา เช่น กำหนดให้มิสซังคาทอลิกที่เป็นนิติบุคคลมีเพียง 2 มิสซังคือ มิสซังกรุงเทพ และมิสซังท่าแร่-หนองแสง

 

ทำให้มิสซังอื่น ๆ ไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือทำนิติกรรมใด ๆ ได้ วิธีเลี่ยงประการหนึ่งคือให้มิสซังที่เป็นนิติบุคคลทั้งสองกระทำการแทน หรือจัดตั้งมูลนิธิมากระทำการแทน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้มิสซังรับโอนที่ดินตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

 

และไม่อนุญาตให้จัดตั้งโบสถ์คาทอลิกในจังหวัดที่ไม่เคยดำเนินงานทางศาสนามาก่อน นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า มิสซังไม่มีสิทธิขออนุญาตจัดตั้งหรือรับโอนโรงเรียนตาม พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 และมีความเห็นว่ามิสซังเป็นองค์กรต่างประเทศที่อยู่ใต้การปกครองของนครวาติกันที่มีฐานะเป็นรัฐหนึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 


 

ปัจจุบัน กรมการศาสนาประกาศรับรององค์กรของศาสนา 5 ศาสนาให้อยู่ในความอุปถัมภ์ของทางราชการ ในส่วนของศาสนาคริสต์ องค์กรที่ได้รับการรับรองมีอยู่ด้วยกัน 5 องค์กร เป็นของศาสนาคาทอลิก 1 องค์กร ของศาสนาโปรเตสแตนต์ 4 องค์กร

 

อย่างไรก็ดี มีระเบียบของกรมการศาสนา กำหนดให้กรมสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนการอุปถัมภ์องค์กรใดได้หากองค์กรนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนด

 

ในความพยายามที่จะปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรศาสนาคริสต์ ได้มีการยกร่าง พ.ร.บ. ที่จะเป็นกฎหมายที่ให้การคุ้มครองเป็นการเฉพาะ เช่นเดียวกับการคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอิสลาม โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ถึงปัจจุบัน ยังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด

 

ในโอกาสวันคริสต์มาส 2562 ขอให้ชาวคริสต์และชาวไทยทุกคนมีความสุขและร่วมฉลองวันคริสต์มาสด้วยความเบิกบาน และด้วยความรักและความปรารถนาดีต่อกัน ผมอยากชวนให้ส่งใจไปช่วยชาวคริสต์เพื่อให้มีกฎหมายคุ้มครองการบริหารจัดการองค์กรศาสนาคริสต์โดยเร็ว และหวังว่าในโอกาสข้างหน้า ราชการจะยอมให้วันคริสต์มาส และวันฮารีรายอ อิดิลฟิตรี เป็นวันหยุด อย่างน้อยก็สำหรับศาสนิกที่เป็นชาวคริสต์และมุสลิมตามลำดับ      

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน