Columnist

อำนาจเก่ากับจินตนาการใหม่

28 ธันวาคม 2019 เวลา 7:00
อำนาจเก่ากับจินตนาการใหม่
เปิดอ่าน 757
โคทม อารียา

อำนาจเก่ามีอำนาจมาก ส่วนหนึ่งเป็นอำนาจรัฐที่มาจากปากกระบอกปืน ร่วมกับการกล่อมเกลาทางสังคม ให้เชื่องเชื่อต่อผู้มีอำนาจ ผู้มีบารมี ผู้มีเงินทอง ส่วนจินตนาการใหม่ได้ผุดบังเกิดเป็นระยะ ๆ เช่น จินตนาการในเสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ จินตนาการของนักศึกษาในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 2516 จินตนาการของชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งที่เชื่อในองค์กรอิสระผู้มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่อำนาจเก่าก็สามารถเกลื่อนกลบจินตนาการเหล่านี้ โดยอ้างเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก รวมทั้งข้ออ้างอื่น ๆ เช่น การต่อต้านคอร์รัปชั่น การปฏิรูป การปรองดอง ฯลฯ ทั้ง ๆ เรื่องที่ยกมาอ้างอย่างเป็นอมตะเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังต้องการการมีส่วนร่วมอย่างยินยอมพร้อมใจของคนจำนวนมาก อีกทั้งอำนาจเก่าย่อมไม่สามารถสร้างพลังแห่งจินตนาการใหม่ขึ้นมาได้ ตราบใดที่อำนาจยังคงกระจุกตัว การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัว บริการของรัฐโดยเฉพาะการศึกษาและการสาธารณสุขยังคงกระจุกตัว

               

ผมเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในกระบวนทัศน์อำนาจเก่าจำนวนมากมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวม แต่อย่าลืมว่าอำนาจนำมาซึ่งความฉ้อฉลได้ง่าย การชิมรสชาติแห่งอำนาจ ลาภยศสักการะทำให้เกิดความเพลิดเพลินและการยึดติดได้ง่าย ตัวอย่างก็เห็นกันอยู่ทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

               

ขอวกเข้าเรื่องปัจจุบันอันเป็นที่สนใจคือ เรื่องการที่ กกต. มีมติให้เสนอเรื่องแก่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมไม่คุ้นเลยว่ามีประเทศไหนเขายุบพรรคการเมืองกันง่าย ๆ เหมือนอย่างประเทศไทย ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยมากกว่าการปกป้องประชาธิปไตยอย่างที่อ้างกันในข้อกฎหมายให้ยุบพรรคการเมือง นี่เป็นตรรกะที่ย้อนแย้งกันอย่างที่สุด องค์กรอิสระที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการให้ทำหน้าที่ตรวจสอบทั้งอำนาจพรรคการเมืองและอำนาจเก่านั้น ในบางครั้งได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ดูเหมือนจะขาดความเป็นอิสระไปเสียเอง ทำให้คนจำนวนมากไม่เลื่อมใส และรู้สึกว่าองค์กรเหล่านี้มักใช้กฎหมายอย่างมีหลายมาตรฐานโดยมุ่งเล็งเห็นผลทางการเมือง

 


 

ผมเคยถามนักการทูตชาวเยอรมันคนหนึ่งว่า ทำไมในประเทศเขาจึงมีพรรคการเมืองนิยมนาซี (neo-nazi) ได้ ทั้ง ๆ ที่ลัทธินาซีได้ทำให้ประเทศต้องบอบช้ำอย่างแสนสาหัสในสงครามโลกครั้งที่สอง และถ้าพรรคเช่นนี้มีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งจะไม่นำไปสู่โศกนาฏกรรมซ้ำสองหรือ ผมได้รับคำตอบว่า คนส่วนมากก็รู้ว่าพรรคนิยมนาซีนั้นนิยมความเหนือชั้นของเชื้อชาติอารยัน ไม่นิยมประชาธิปไตยที่เน้นความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ แต่กระนั้น เมื่อมีการส่งเรื่องพรรคนิยมนาซีให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ศาลมีข้อวินิจฉัยว่าไม่สมควรยุบพรรคดังกล่าว ด้วยเหตุผลทำนองว่า แม้นโยบายของพรรคจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ควรให้คนที่นิยมลัทธินาซีมีพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดีกว่าให้ผู้คนเหล่านั้นต้องลงใต้ดินเพื่อทำงานทางการเมือง

               

กกต. ให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งมาบอกแก่สาธารณชนผ่านใบแถลงข่าวสั้น ๆ ว่า “กกต. เห็นว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่” ส่วนมาตรา 72 ที่อ้างถึงนั้นบัญญัติว่า “ห้ามพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรรู้ว่า ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

               

ผมมีความเห็นแย้งกับ กกต. เสียงข้างมาก เพราะตามใบแถลงข่าวของ กกต. เอง กล่าวว่าพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน เงินที่กู้ยืมถือเป็นหนี้สิน ไม่ใช่เงินบริจาคที่ให้เลย จึงไม่น่าจะใช่กรณีตามมาตรา 72 ที่ห้ามพรรคการเมืองรับเงินบริจาคที่เป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ถึง กกต. จะตีความว่าเป็นเงินบริจาค แต่ก็ไม่ได้แสดงให้สาธารณชนเห็นว่า เงิน 191.2 ล้านบาทที่นายธนาธรให้กู้ยืม “มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เรื่องการกู้ยืมเงิน กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ชัดเจน ถ้า กกต. ตีความว่าเรื่องใดไม่บัญญัติไว้ก็ทำไม่ได้ ก็จะขัดกับหลักของกฎหมายมหาชนหรือไม่ และจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 25 ที่บัญญัติว่า “การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ” หรือไม่ การวินิจฉัยของ กกต. เสียงข้างมากไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้  

 


 

ในอนาคตข้างหน้า ยังไม่อาจทราบได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของ กกต. หรือไม่ หรือหากรับ จะพิจารณาวินิจฉัยอย่างไร ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ศาลก็จะสั่งให้เพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปีด้วย และ ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่จำนวนประมาณ 80 คนจะได้รับผลกระทบไปด้วย คือต้องพยายามหาพรรคใหม่เข้าสังกัด แล้วจะเกิดกรณี ส.ส. จำนวนหนึ่งแยกตัวออกไปสนับสนุนพรรคอื่น ซึ่งไม่ใช่พรรคที่อดีต ส.ส. ส่วนใหญ่เข้าสังกัด เหมือนกรณีการตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หลังการยุบพรรคพลังประชาชน และเป็นเหตุหนึ่งของความขัดแย้งที่ตามมาในตอนนั้นหรือไม่ พรรคอนาคตใหม่มีสมาชิกประมาณ 45,000 คน พวกเขาจะถูกลอยแพเช่นกัน ที่สำคัญคือ พรรคอนาคตใหม่ประกาศจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ว่าที่ผู้สมัครเหล่านี้ ย่อมได้รับผลกกระทบไปด้วย การตีความข้อกฎหมายที่เป็นการลงโทษคนจำนวนมากโดยไม่ได้สัดส่วนกับ “ความเสียหาย” ที่เกิดแก่สังคม น่าจะเป็นสนองตอบต่ออำนาจเก่า มากกว่าการตรวจสอบให้การเมืองเป็นประชาธิปไตย การตีความทำนองนี้ ได้ก่อให้เกิดปัญหายืดเยื้อทางการเมืองมาโดยตลอด

               

ปฏิกิริยาของพรรคอนาคตใหม่ก็คือ หัวหน้าพรรคไปปรากฏตัวในการชุมนุมแบบฉับไว (flash mob) ในวันที่ 14 ธันวาคม ที่บริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน เพื่อส่งสัญญาณบอกว่า ทางเลือกการต่อสู้ทางการเมืองเหลือน้อยลง คงต้องขอพึ่งมวลชนอีกทางหนึ่งด้วย ฝ่ายรัฐก็หาช่องทางทางกฎหมายที่จะขวางทางผู้ที่จะออกมาชุมนุม ฝ่ายที่ถนัดมวลชนและอยู่ข้างอำนาจเก่าก็เตรียมที่ออกมาขวางอีกทางหนึ่งในนามผู้รักชาติ เหมือนกับที่เคยออกมาขวางฝ่ายทักษิณในฐานะคนดีไม่ขี้โกง เหมือนกับที่เคยจัดตั้งมวลชนออกมาขวางฝ่ายประชาธิปไตยมาหลายต่อหลายครั้ง

               

ผมขอฝากความห่วงใยมายังเยาวชนผู้ต้องการการแปลงเปลี่ยนทางสังคม (social transformation) เพื่อที่จะลดอิทธิพลของอำนาจเก่าลงบ้างนั้น ว่าเรื่องนี้ยังมีความยากลำบากอยู่มาก ต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ถูกล่อเข้าสู่วังวนของความรุนแรง โดยถูกยุว่า ผู้นำชุมนุมต้องเดินตามกระแสของผู้มาชุมนุมเป็นสำคัญ (บางทีผู้นำชุมนุมก็อ้างเองว่าควบคุมผู้มาชุมนุมไม่ได้) ถ้าสัญญาณที่บอกให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าพรรคอนาคตใหม่กำลังถูกรังแกอย่างไม่เป็นธรรม เป็นสัญญาณที่ถูกเมินเฉย ถูกบอกปัดให้มาใช้เวทีของสภาจะดีกว่า (ทั้ง ๆ ที่ผู้มีอำนาจส่วนหนึ่งกำลังหาทางให้พรรคอนาคตใหม่ที่กำลังสู้อยู่ดี ๆ ในเวทีของสภา ถูกไล่ลงจากเวทีเอาดื้อ ๆ) แม้ผู้นำเยาวชนในการต่อสู้ทางการเมืองจะอึดอัดจากการถูกเมินเฉย แต่ก็ควรใคร่ครวญถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ให้ดี โดยรู้จักประมาณตนในการต่อสู้ รู้จักใช้จินตนาการใหม่ ๆ ในการต่อสู้ เพื่อจะได้มีพื้นที่ทางการเมืองเพื่อยืนหยัดในอุดมการณ์ของตนได้อย่างยาวนาน ถ้าจะจัดการชุมนุม ก็น่าจะจัดแบบฉับไวที่กระจายกันไป ไม่จัดใหญ่ การชุมนุมเล็ก ๆ น่าจะจัดได้ง่ายกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า ถ้าจะแสดงปฏิกิริยาต่อการกระทำของผู้มีอำนาจ ก็ขอให้เป็นปฏิกิริยาที่อธิบายได้ และเป็นสัดส่วนกับการถูกกระทำนั้น

               

ผมขอฝากคำขอมายังฝ่ายผู้มีอำนาจว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจนั้นแก้ได้ยากเย็นอยู่แล้ว อย่าทำเรื่องให้มีความยุ่งยากทางการเมืองมาซ้ำเติมเลยนะครับ อย่าทำให้เห็นว่าผู้ใหญ่รังแกเด็ก แม้พวกเขาจะเป็นเยาวชน หากถูกผลักเข้ามุม เขาคงต้องสู้ และเสียงของสังคมจะอยู่ข้างเขา

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน