Columnist

การฟังและการได้ยิน

12 ธันวาคม 2019 เวลา 8:10
การฟังและการได้ยิน
เปิดอ่าน 302
โคทม อารียา

เราสามารถมองเห็นและรู้สึกได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ว่าเราเป็นสาเหตุของความทุกข์ทรมานของกันและกัน

 

มีการโต้เถียงทางการเมืองกันมากมายทั่วโลก เช่นที่สหรัฐอเมริกามีการแบ่งค่ายโต้เถียงกันว่า ควรถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง เพราะเขาใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อการจะได้รับเลือกตั้งอีกหนึ่งสมัยหรือไม่

 

ข้อกล่าวหาคือเขากดดันให้ประธานาธิบดียูเครนประกาศต่อสาธารณชนว่าจะสอบสวนลูกชายของอดีตรองประธานาธิบดีที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อให้ลงสมัครในนามของพรรคเดโมแครต ถ้าไม่ประกาศเช่นนั้นก็จะไม่ให้เงินช่วยเหลือทางการทหารแก่ยูเครน

 

ส่วนผู้ที่อยู่ข้างพรรคริพับลิกันก็ไม่ฟังการมาให้ปากคำของทูตและอดีตทูตสหรัฐที่ยูเครนหลายคน บอกแต่เพียงว่า ข้อกล่าวหาไม่มีน้ำหนัก ไม่มีหลักฐาน และยืนยันว่าประธานาธิบดีสหรัฐเพียงแต่ดำเนินการตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นเท่านั้น

               

ที่ประเทศฝรั่งเศสขณะนี้ มีการนัดหยุดงานขนานใหญ่ ไม่แต่คนงานด้านการขนส่งสาธารณะ หากรวมไปถึงพยาบาล ทนายความ ตำรวจ คนเก็บขยะ ฯลฯ รวมแล้วกว่าล้านคน การนัดหยุดงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลต้องการปฏิรูประบบบำนาญ เหตุผลสำคัญคือกองทุนบำนาญมีเงินไม่พอจ่าย ประมาณว่าในปี 2525 รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาสมทบ 17,000 ล้านยูโร

 

การที่เงินบำนาญที่เก็บสะสมจากคนในวัยทำงานไม่พอจ่ายให้ผู้สูงอายุ ก็เพราะผู้คนมีอายุยืนและรับเงินบำนาญยาวนานขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ฝรั่งเศสมีระบบต่อรองระหว่างคนงานกับนายจ้างต่าง ๆ กัน คนงานพยายามต่อรองกับนายจ้างทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุดของตน ในหน่วยงานที่คนงานมีอำนาจต่อรองสูงจะมีระบบบำนาญที่เอื้อประโยชน์แก่คนงานมากหน่อย

 

เช่น พนักงานขับรถใต้ดินหรือรถไฟ จะเกษียณเร็วหน่อยและรับเงินบำนาญมากกว่า เพราะ “เป็นงานที่หนักและทำให้เสียสุขภาพ” รวมความแล้ว ทั้งประเทศมีระบบบำนาญที่หลายหลายถึง 42 ระบบ เช่น ระบบเอกชนมักใช้ค่าจ้างสูงสุดในช่วง 25 ปีก่อนเกษียณมาคำนวณเงินบำนาญ ส่วนภาครัฐจะใช้รายได้ในช่วง 6 เดือนก่อนเกษียณมาคำนวณ

 

นักข่าวคนหนึ่งถามคนงานที่นัดหยุดงานคนหนึ่งว่า ทราบไหมว่าทำไมรัฐบาลถึงเสนอแผนการปฏิรูปครั้งนี้ เขาตอบว่าเพราะกองทุนบำนาญกำลังขาดทุน ปิดบัญชีไม่ลง แต่เขาก็ตอบว่ารัฐบาลต้องไม่ผลักภาระมาที่ผู้ใช้แรงงาน จะให้คนงานทำงานเพิ่มขึ้นอีกหลายปีโดยขยายเวลาเกษียณอายุออกไป โดยในที่สุดกลับได้บำนาญน้อยลง คนงานรับไม่ได้ “เราจะหยุดงานต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการปฏิรูปครั้งนี้”

 

ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคนงานต่างพยายามใช้สื่อเพื่ออธิบายเหตุผลและความรู้สึกของฝ่ายตน แต่จากการสำรวจความเห็น ดูเหมือนว่าเกือบสามในสี่ของผู้ให้ความเห็นจะเห็นใจรัฐบาล แต่ส่วนใหญ่ทำนายว่ารัฐบาลจะไม่ประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปครั้งนี้

 


 

สำหรับผม เห็นว่าความขัดแย้งหลายเรื่องมีปัญหาในการสื่อสาร มีปัญหาในการฟังและการได้ยิน เราแต่ละคนต่างมีความสับสน ในกรณีของการนัดหยุดงานในฝรั่งเศส ดูเหมือนว่าสมองซีกซ้ายที่เป็นส่วนของเหตุผลจะอยู่ข้างรัฐบาล แต่สมองซีกขวาที่เป็นส่วนของความรู้สึกและความเห็นอกเห็นใจ จะอยู่ข้างคนงาน ผมคิดถึงวลีทองของนักปรัชญาฝรั่งเศสชื่อปาสกาลที่กล่าวว่า  “หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลเองก็ไม่เข้าใจ”

               

ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดยคุณหมอเจย์ ลอมบาร์ด หนังสือชื่อ The Mind of God มีชื่อรองว่า ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) ศรัทธา และการแสวงหาจิตวิญญาณของมนุษย์ ผู้เขียนใช้ความรู้ทางประสาทวิทยาเพื่อจะอธิบายเรื่องพระเจ้าและมนุษย์ ในหนังสือมีเรื่องเล่าที่น่าทึ่งหลายเรื่องเกี่ยวกับสมองของมนุษย์ จึงขออนุญาตนำเรื่องหนึ่งมาเล่าสู่กันฟังโดยสังเขป ผู้เขียนเห็นว่าบางเรื่องเช่นเรื่องพระเจ้า จะอาศัยตรรกะ เหตุผล ปรัชญา จิตวิทยา หรือประสาทวิทยาศาสตร์มาถกเถียงกันก็คงไม่ได้สาระอันแท้จริง แทนที่จะถกเถียงกัน เราควรตั้งคำถามใหม่ว่า “เราจะใช้ชีวิตของเราเพื่อมอบความช่วยเหลือ ความเมตตา ความรัก การเยียวยาใจ และการให้อภัยแก่ผู้อื่นได้อย่างไร”

               

ประสาทวิทยาศาสตร์ เตือนเราว่า เราสามารถมองเห็นและรู้สึกได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ว่าเราเป็นสาเหตุของความทุกข์ทรมานของกันและกัน เพราะว่าเราสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยปาร์มา เป็นกลุ่มแรกที่พิสูจน์ให้เห็นถึงเซลล์ประสาทกระจกเงา (mirror neurons)

 

การค้นพบนี้ช่วยอธิบายว่าเรา “อ่าน” จิตใจของผู้อื่นและรู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกเขาได้อย่างไร เป็นต้นว่าถ้าคุณและผมอยู่ด้วยกันในครัว และบังเอิญคุณไปแตะเตาที่ร้อนจนนิ้วไหม้ ผมก็รู้สึกเจ็บแปล็บไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของเราก็คือ เมื่อคุณแตะโดนเตาร้อน เซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งในสมองจะส่งสัญญาณไปที่สมองของคุณ เกือบพร้อมกันนั้น โดยอาศัยเซลล์กระจกเงา เซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งในสมองผมจะส่งสัญญาณมาที่สมองของผม ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่คล้ายกับคุณ เป็นความเจ็บปวดผ่านประสบการณ์ร่วม คล้ายกับว่าเซลล์ประสาทของผมเฝ้าดูเซลล์ประสาทของคุณ และสร้าง “เงาสะท้อน” ของมันขึ้นมา

               

ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าสมองเราสร้างรอยขยัก ๆ ด้วยได้รับประสบการณ์ ด้วยได้รับการบอกเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก “เงาสะท้อน” อาจเริ่มแข็งตัว อาจเริ่มอิ่มตัว ไม่รับเงาสะท้อนอื่นที่มาแย้งเงาสะท้อนที่ฝังตัวอยู่แล้วในสมองของเรา ผมจินตนาการถึงคนสัญชาติไทยเชื้อสายมลายูที่อยู่ในชายแดนใต้ พวกเขาผ่านประสบการณ์ร่วมที่เป็นความเจ็บปวดที่เกิดแก่ญาติพี่น้องของเขา เช่นเดียวกับที่ทหารหลายคนในชายแดนใต้คงเล่าเรื่องราวความเจ็บปวด และคงสร้าง “เงาสะท้อน” ของประสบการณ์ในสมองของทหารอีกหลายคน

 

“เงาสะท้อน” จึงอาจสร้างรอยแยกแทนที่จะประสานความเห็นใจไปยังผู้อื่นอย่างกว้างขวาง เราเห็นใจเฉพาะคนกลุ่มหนึ่ง และเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรู คำถามสำคัญในการลดความขัดแย้งก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะขยายขอบเขตหรือวงของความเห็นอกเห็นใจ ขยายประชาคมทางใจของเราให้กว้างออกไปทุกที ให้รวมถึงคนที่เรามองว่าเป็นศัตรูด้วย

 


 

เมื่ออากาศสั่นไหว ประสาทหูจะส่งสัญญาณไปที่สมอง สมองจะให้ความหมายแก่การ “ได้ยิน” เสียง จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะเราไม่สามารถ “ปิดหู” เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียง เหมือนปิดตาไม่ให้เห็นภาพได้ เสียงที่ได้ยินอาจถูกรับไว้แล้วให้ความหมายโดยจิตใต้สำนึกโดยเราไม่รู้ตัว เรียกได้ว่าเราได้ยินโดยไม่ฟัง การฟังน่าจะหมายถึงการเริ่มใส่ใจกับเสียงที่ได้ยิน แต่เรามักจะให้ความหมายแก่เสียงนั้นผ่านม่านหมอกแห่งการยึดมั่นถือมั่นของเรา เรามักให้ความหมายแก่เสียงที่ได้ยินตามแต่เราจะตีความของเราเอง บางทีไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ส่งเสียงต้องการสื่อความหมายด้วยซ้ำ จึงมีคำกล่าวที่ว่า “คนหูหนวกที่สุดคือคนที่ไม่อยากฟัง”

 

การฟังเป็นหัวใจของการสื่อสาร ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่การไม่ฟังกันย่อมมีแต่จะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น การเอาชนะคะคานทางการเมืองอาจแก้ไม่ได้ด้วยการฟัง ตัวอย่างคือเรื่องการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่คงลงเอยตรงจุดที่ว่า ใครมีพวกมากกว่าใครในสภา แต่เรื่องการปฏิรูประบบบำนาญในฝรั่งเศส ที่ทุกฝ่ายดูเหมือนจะเห็นความจำเป็น ถ้าไม่มีใครฟังใคร ฟังด้วยเหตุผลและด้วยใจ ก็คงมีแต่ความเสียหายไปด้วยกัน

 

การฟังให้ได้ยินไปถึงส่วนลึกของหัวใจ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เสมือนเป็นการรับรู้ประสบการณ์ผ่านเซลล์กระจกเงาที่เรามีอยู่แล้วในสมองของเรานั้น จะช่วยให้เราหาความหมายของชีวิตได้ดีขึ้นกระมัง  

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน