Columnist

แปลงความป่วนเป็นโอกาส 

5 ธันวาคม 2019 เวลา 07:02 น.

เปิดอ่าน 627
โคทม อารียา

การใช้ ม. 44 ของ คสช. เรียกว่าเป็นการใช้เวทมนตร์เสกปืนให้เป็นกฎหมาย

 

ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกามาแล้ว หนังสือพิมพ์จะพาดหัวข่าวว่าสภาล่ม สภาป่วน หมายความว่าเกิดความปั่นป่วนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม ประธานจึงต้องปิดประชุมกลางคันถึงสองครั้งติดกัน ลองมาพิจารณาสาเหตุกันดูบ้าง

 

ตามรายงานข่าว มี ส.ส. เสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาประกาศ/คำสั่งของ คสช. ที่มีผลเป็นกฎหมาย ด้วยกัน 7 ญัตติ ที่เสนอโดย ส.ส. ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ผู้เสนอญัตติคนหนึ่งคือนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ที่เสนอให้ศึกษาคำสั่ง คสช. 8 ฉบับ ที่มีผลกระทบต่อผู้บริหารท้องถิ่นให้พักการปฏิบัติหน้าที่ แต่นายชัยวุฒิขอถอนญัตติของตน เพราะมีคณะกรรมาธิการสามัญที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้ว นอกจากขอถอนญัตติแล้ว ยังเสนอให้ ส.ส. ที่ร่วมเสนอญัตติ คัดค้านการตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาคำสั่ง คสช. ด้วย

 

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้เสนอญัตติอีกคนหนึ่ง โดยมีคำอธิบายว่า คสช. มีอำนาจล้นฟ้า เมื่ออยากได้อะไร ก็เขียนลงในกระดาษ แล้วลงนาม ทำให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

 

ทั้ง ๆ ที่ คสช. ก็แต่งตั้ง สนช. ให้มาทำหน้าที่นิติบัญญัติอยู่แล้ว คสช. ใช้อำนาจหลายเรื่อง แต่ไม่อยากให้ใครมาตรวจสอบหรือไปโต้แย้งที่ศาล จึงเขียนป้องกันตัวเองไว้ว่าทุกอย่างที่ทำนั้น ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การใช้ ม. 44 ของ คสช. เรียกว่าเป็นการใช้เวทมนตร์เสกปืนให้เป็นกฎหมาย จึงมีความจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาว่า ประกาศคำสั่งฉบับใดต้องเลิก ฉบับใดต้องใช้ต่อ ซึ่งก็ต้องออกกฎหมายมาเพื่อการนี้ ส่วนฉบับใดที่เป็นการละเมิดต่อประชาชน ก็ต้องมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย

 

 

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เสนอญัตติด้วยอีกคน โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรมาแก้ไขผลกระทบจากคำสั่ง คสช. ให้ดีขึ้น เช่น คำสั่ง คสช. ที่ 31/2560 ที่ให้ออกกฎกระทรวงให้นำที่ดิน สปก. ไปใช้ในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ด้านเกษตรกรรมได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าควรจะทำตามเจตนารมณ์เดิม ที่ให้ใช้ที่ดิน สปก. เฉพาะเพื่อการเกษตรหรือไม่

 

วิปของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลมีมติให้ล้มญัตติดังกล่าว เหตุผลที่แจ้งต่อสาธารณชนในเรื่องนี้ไม่ค่อยชัดเจน รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเพียงแต่เปรยว่า มีผู้เสนอญัตติหลายคนและเหตุผลก็ไม่ตรงกัน อีกทั้งผู้เสนอญัตติรายหนึ่งก็ถอนญัตติเพราะสามารถเสนอเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญที่มีอยู่ถึง 22 คณะเป็นผู้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่ง คสช. ได้อยู่แล้ว รองนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งพูดเป็นนัยว่าเป็นเรื่องการเมืองสำหรับผู้ที่มองอนาคตเฉพาะการเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ โจมตีกันไปมาไม่เกิดประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น พร้อมทั้งมีบางฝ่ายวิจารณ์ว่า ถ้าตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ อดีตผู้นำ คสช. คงจะถูกเชิญไปพบคณะกรรมาธิการบ่อยจนไม่เป็นอันต้องทำงานทำการ

 

แต่ผมคิดว่า คนเรามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แม้จะเคยมีหรือยังคงมีอำนาจยิ่งใหญ่ ก็เป็นมนุษย์ที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายกันทั้งนั้น อีกทั้งเมื่ออาสามาทำงานสาธารณะ ทำงานการเมือง ก็ควรทนร้อนทนหนาวไปกับการเมืองได้ ไม่ควรลอยตัว หากควรมีความอดทนที่จะรับฟังคำวิจารณ์ โดยคำนึงถึงเนื้อหามากกว่าวัยวุฒิหรือพรรคที่ผู้วิจารณ์สังกัด ถ้ามีคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว พรรคร่วมรัฐบาลก็คงมีเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ อีกทั้งคณะกรรมาธิการทำหน้าที่เพียงการศึกษา และแจกแจงเหตุผล เมื่อเสนอรายงานการศึกษาต่อสภา สภาอาจส่งรายงานต่อไปยังรัฐบาลหรือไม่ส่งก็ได้ และรัฐบาลเมื่อพิจารณาแล้วจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ก็ได้ เรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงกับจะยอมกันไม่ได้

 

ไม่ว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ บางคนอาจมองว่าผลเสียเกิดขึ้นแล้ว เพราะทำให้สภาป่วน แต่ผมมองในแง่ดีว่า ผลดีเกิดขึ้นแล้ว เรื่องนี้ทำให้สังคมส่วนหนึ่งเห็นถึงปัญหาความไม่ชอบธรรมของการมี มาตรา 44 ตลอดจนผลพวงที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เห็นความพยายามที่จะกลบเกลื่อนโดยบอกว่าปัญหาเศรษฐกิจต้องมาก่อน เห็นความพยายามที่จะบอกว่าไม่มีปัญหาหรือถึงมีก็ให้ไปพิจารณากันไปในคณะกรรมาธิการสามัญโดยไม่ต้องชี้สาเหตุร่วมคือ มาตรา 44 เป็นต้น

 

ดังนั้น ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญย่อมเป็นเรื่องดี เพราะจะได้มีการถกแถลงกันด้วยเหตุผลของฝ่ายต่าง ๆ มากกว่าจะมุ่งโจมตี (อย่างที่ “ผู้ใหญ่” เขากลัว?) หรือมุ่งเป็นผู้พิทักษ์ “ผู้ใหญ่” ยิ่งไปกว่านั้น หากคณะกรรมาธิการให้ความสำคัญแก่การเยียวยาผู้เสียหาย ก็จะเป็นโอกาสการเยียวยาอดีต อันเป็นปัจจัยสำคัญของการปรองดองที่พูดถึงมานาน ถ้าไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ยังเป็นโอกาสได้บ้าง หากประเด็นนี้จุดติดแล้ว ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน สื่อสังคม ควรตั้งวงถกแถลงกันเอง ตั้งกระทู้และหาคำตอบว่า คำสั่ง คสช. ฉบับไหนควรยกเลิกได้แล้ว เพราะเหตุใด

 

ญัตติที่รอการพิจารณาของสภาในลำดับถัดไปมีความสำคัญมาก นั่นคือญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ญัตตินี้มีการเสนอโดย ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเช่นกัน มีบางคนโยงสองญัตติเข้าด้วยกันในทำนองต่อรองว่า อย่ามัวแต่ย้อนอดีตหรือการเอาคืนกับ ม. 44 ขอให้มองอนาคตเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันดีกว่า ก็ยังดีที่รองนายกรัฐมนตรีคนสำคัญให้สัมภาษณ์ ยืนยันการยึดมั่นในคำพูดที่จะให้มีการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่โยงสองเรื่องให้เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ผมขอขอบคุณในคำมั่นเช่นนั้นด้วย

 

อย่างไรก็ดี เวลาย่อมไหลเนื่องมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและอนาคต เราเรียนรู้จากอดีต นำมาไตร่ตรองในปัจจุบัน เพื่อคุณภาพชีวิตในอนาคต สังคมไทยมีปัญหาหลายประการ รวมทั้งปัญหาการเมือง และจะยิ่งไปกันใหญ่ ถ้ามีการกล่าวโทษว่าปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นเพราะเหตุทางการเมืองหรือการไม่ปรองดองกัน เป็นธรรมดาที่ อดีต คสช. และผู้มีอำนาจปัจจุบันจะโบ้ยไปที่เศรษฐกิจโลก หรือบอกว่าจะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนปัญหาการเมือง อันที่จริงปัญหาการเมืองก็ควรรีบแก้ด้วย โดยการเยียวยาอดีต ถกแถลงปัญหากันอย่างเปิดกว้างในปัจจุบัน และวางรากฐานรัฐธรรมนูญที่มั่นคงจากการมีส่วนร่วม

 

ผมจึงขอสนับสนุนข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรของภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ในเรื่อง “เยียวยาอดีต เปิดพื้นที่ในปัจจุบัน ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” ซึ่งเสนอไว้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 มีใจความว่า เยียวยาอดีตหมายถึงการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการให้อภัยซึ่งกันและกัน เปิดพื้นที่ปัจจุบันหมายถึงการที่สภาผู้แทนราษฎรจะจัดตั้ง “เวทีถกแถลงแห่งชาติเพื่อรัฐธรรมนูญของทุกคน”

 

เพื่ออำนวยให้เกิดการแสดงออกในเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางทุกจังหวัด และประมวลความคิดเห็น ความกังวล และความคาดหวังของประชาชน เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและสาธารณชน ก้าวสู่อนาคตร่วมกันหมายถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับผลการจัดการถกแถลงอย่างกว้างขวางดังกล่าว

 

อนาคตทางการเมืองส่วนหนึ่งอยู่ในมือของสภาผู้แทนราษฎร อีกส่วนหนึ่งอยู่กับภาคนักการเมืองและภาคพลเมือง เราน่าจะช่วยกันแปลงความปั่นป่วนให้เป็นโอกาสของการปรองดองและสร้างสรรค์ ซึ่งย่อมทำได้ด้วยเจตจำนง