Columnist

ความรุนแรงในครอบครัว: มีกม.คุ้มครองแต่ขาดมาตรการปฏิบัติ

28 พฤศจิกายน 2019 เวลา 9:30
ความรุนแรงในครอบครัว: มีกม.คุ้มครองแต่ขาดมาตรการปฏิบัติ
เปิดอ่าน 1,702
โคทม อารียา

12 ปีแล้วที่เรามีกม.ฉบับนี้แต่ผู้ถูกกระทำมีแต่จะเพิ่มขึ้นผู้รักษากม.ก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก

 

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ตรา พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว หมายความว่ากว่า 12 ปีแล้วที่เรามีกฎหมายฉบับนี้ แต่ผู้ถูกกระทำมีแต่จะเพิ่มขึ้น ผู้รักษาการตามกฎหมายก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก เพราะขาดมาตรการที่ชัดเจนที่จะทำให้กฎหมายนี้มีผลในทางปฏิบัติ

 

กฎหมายฉบับนี้ให้นิยามความรุนแรงในครอบครัวไว้กว้าง ๆ ว่าหมายถึง “การกระทำใด ๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ หรือกระทำโดยเจตนาในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว”

 

พร้อมทั้งเปิดกว้างให้ “ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการ” ตามกฏหมาย โดยการแจ้ง “อาจกระทำโดยวาจา เป็นหนังสือ ทางโทรศัพท์ วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด”

 

เมื่อได้พบเห็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือได้รับแจ้งแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ที่เกิดเหตุ เพื่อสอบถามผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือบุคคลอื่นที่อยู่ในสถานที่นั้น เกี่ยวกับการกระทำที่ได้รับแจ้ง

 

รวมทั้งให้มีอำนาจจัดให้ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ และขอรับคำปรึกษาแนะนำจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ ในกรณีที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวประสงค์จะดำเนินคดี ให้จัดให้ผู้นั้นร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าผู้นั้นไม่อยู่ในวิสัยหรือมีโอกาสที่จะร้องทุกข์ได้ด้วยตนเอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ร้องทุกข์แทนได้”

             

อย่างไรก็ดี เป็นไปได้ว่ากฎหมายจะให้น้ำหนักแก่การคุ้มครอง “ครอบครัว” มากกว่าการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ โดยมีบทบัญญัติว่า “ไม่ว่าการพิจารณาคดีการกระทำความรุนแรงในครอบครัวจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ยอมความกัน โดยมุ่งถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัวเป็นสำคัญ”

              .

ในวงสัมมนาที่จัดโดยคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานกรรมาธิการกล่าวว่า สถิติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งการเก็บสถิติเป็นเรื่องยาก ได้ข้อมูลเมื่อเป็นข่าวและคดี หรือส่งโรงพยาบาลเท่านั้น  

 

โดยในปี 2557 เก็บสถิติความรุนแรงกว่า 28,000 ราย ในปี 2558 เพิ่มเป็นกว่าสามหมื่นราย โดยแบ่งเป็นเด็กกว่า 19,000 คน สตรีกว่า 12,000 คน  ในกลุ่มของเด็กพบว่าร้อยละ 90 เป็นเด็กหญิง อายุระหว่าง 10-15 ปี โดยอันดับหนึ่ง เป็นความรุนแรงต่อร่างกาย  ทั้งกักขัง บังคับ ทุบตี อันดับสอง เป็นคดีทางเพศ ทั้งข่มขืน และล่วงละเมิดทางเพศ 

 

สาเหตุสำคัญมาจากทัศนคติที่ยังคงมองว่า ผู้ชายเป็นผู้นำ และเป็นใหญ่ในทุกเรื่อง ผู้หญิงจึงถูกกดขี่ สาเหตุเฉพาะจะรวมถึงการที่ผู้ชายดื่มแอลกอฮอล์ หรือเสพยาเสพติดด้วย โดยแนวทางแก้ไขคือ ต้องปรับเปลี่ยนจิตสำนึกที่จะไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง และการสร้างจิตสำนึกที่จะไม่นิ่งเฉยต่อการกระทำความรุนแรง

 

นายอภิชาติ อภิชาตบุตร รองอธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กล่าวว่า สถิติความรุนแรงในครอบครัวในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ต.ค. 2557 มี จำนวน 112 ราย ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 เพิ่มเป็น 250 ราย ในปี 2557 มีเหยื่อที่ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือสังคมของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ 600 ราย ขณะที่ปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 1,463 ราย

 

ในการดำเนินคดี พ.ต.อ.หญิงปวีณา เอกฉัตร พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า มีไม่ถึงร้อยละ 10  ที่ร้องขอให้ดำเนินคดี ส่วนนายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ปรากฏว่ามีคดีขึ้นสู่ศาลน้อยมาก คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม

 

จากข้อมูลพบว่าคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวที่ขอชันสูตรเพื่อนำไปขึ้นคดีกว่า  800 ราย มีการดำเนินคดีเพียงร้อยละ 12 โดยผู้หญิงที่ได้รับความเสียหาย ไม่เข้าไปแจ้งความ  เกิดความอับอาย และไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว จึงจำเป็นต้องหาแนวทางลดการกระทำรุนแรงในครอบครัวที่มีผลจริงยิ่งขึ้นต่อไป

 

ถ้ามองภาพกว้าง องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ในช่วงชีวิตของผู้หญิง มีร้อยละ 35 ที่ถูกกระทำรุนแรงทางกายภาพหรือทางเพศ แต่ความรุนแรงมักไม่ได้รับการเปิดเผย เพราะความรู้สึกอับอายของผู้หญิง ส่วนผู้ชายบางคนอยู่ในกับดักความคิดที่ว่า ตนทำไปเพื่อปกป้องเกียรติศักดิ์ของตน หรือเพื่อการปกครองครอบครัวที่เข้มงวด มีหลายคนที่เชื่อว่าตนจะลอยนวล การกระทำรุนแรงของตนจะไม่ถูกลงโทษ

 

การกระทำรุนแรงมีหลายรูปแบบ อาทิ

  • ความรุนแรงทางกายภาพ  เช่น การทุบตี การข่มขืนภรรยา การฆ่า
  • การทำร้ายจิตใจ
  • ความรุนแรงทางเพศ เช่น การข่มขืน การชักชวนทางเพศที่ฝ่ายหญิงไม่ปรารถนา การอนาจารเด็ก การบังคับแต่งงาน การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ในที่สาธารณะและผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • การค้ามนุษย์
  • การตัดอวัยวะเพศหญิงบางส่วนออก
  • การแต่งงานก่อนวัย

 


 

ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่มีการตื่นตัวเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ในสัปดาห์นี้ มีผู้หญิงหลายหมื่นคนออกมาเดินขบวน กู่ร้องว่าผู้หญิงจะต้องไม่ถูกสังหารอีกแม้แต่คนเดียว แต่ใช่ว่าปัญหาจะเพิ่งเกิด และใช่ว่าฝรั่งเศสจะมีปัญหาที่รุนแรงกว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรป หากเป็นเพราะเกิดการตื่นรู้กับตัวเลขการเสียชีวิตของภรรยาที่ถูกสามีฆ่า ในปี 2562 มีผู้เสียชีวิตด้วยเหตุนี้ไปแล้ว 137 คน

 

หลังจากที่ได้ปรึกษาหารือในเรื่องนี้มาสามเดือนแล้ว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 นายกรัฐมนตรีเอดูอาร์ด ฟิลิปป์ก็ถึงเวลาออกมาประกาศมาตรการหลายข้อ ซึ่งจะขอนำมาสรุปไว้ในที่นี้ เผื่อเป็นตัวอย่างที่อาจใช้ได้บ้างในบ้านเรา

 

  • เปิดสายด่วนเพื่อรับสายจากเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน
  • เปิดศูนย์รับมือชายที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัวหลายแห่ง
  • ยึดอาวุธปืนของผู้ใช้ความรุนแรงในทันทีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ
  • ฝึกอบรมตำรวจผู้ทำหน้าที่รับสายด่วนที่รับเรื่องร้องเรียน
  • จัดการเรียนรู้เรื่องความเสมอภาคทางเพศในโรงเรียน ครูผู้ผ่านการอบรมมีหน้าที่จัดประชุมนักเรียนในเรื่องนี้ปีละครั้ง
  • ลดความแข้มงวดการรักษาความลับทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถเตือนเหตุความรุนแรงในครอบครัว แม้ผู้ปวยอาจไม่เห็นชอบก็ตาม

 

มาตรการที่รัฐบาลกำลังศึกษาและพิจารณาประกอบด้วย

 

  • การถอนสิทธิการดูแลลูกของพ่อที่ฆ่าภรรยา
  • การจัดให้มีที่พักพิงชั่วคราวสำหรับหญิงที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว 1000 แห่ง
  • การใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยใช้ความรุนแรงเข้าใกล้เหยื่อ
  • กรณีที่หญิงฆ่าตัวตายด้วยเหตุที่ถูกกระทำรุนแรง ถูกคุกคามทั้งทางกายภาพหรือผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผู้กระทำความรุนแรงจะถูกลงโทษหนักขึ้น

 

เนื่องในโอกาสที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้ช่วงเวลา 16 วัน ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายนซึ่งเป็นวันสากลว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิง จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งปีนี้จะเป็นวันครบรอบปีที่ 71 ของการประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เป็น 16 วันแห่งการรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุทางเพศสภาพ

 

องค์กร UN Women ร่วมกับ Bangkok Rising โดยการสนับสนุนของสถานทูตฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ จะจัดงาน Human Library เพื่อการจับกลุ่มคุยในหมู่ผู้สนใจเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิง ในวันที่ 6 ธันวาคม 2562 เวลา 17.30-21.00 น. ที่สมาคมฝรั่งเศส (Alliance Française) ถนนวิทยุ ขอเชิญผู้สนใจทุกคนครับ



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน