Columnist

การศึกษากับมิชชันนารี

22 พฤศจิกายน 2019 เวลา 7:15
การศึกษากับมิชชันนารี
เปิดอ่าน 697
โคทม อารียา

ความขัดแย้งดำรงอยู่ในหลายรูปแบบ แต่นี่คือจุดเปิดทางจิตใจที่ช่วยแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง

 

ผมมาประชุมที่เชียงใหม่เรื่อง “สันติภาพชุมชน: จากชายแดนใต้ถึงเชียงใหม่” ผู้เข้าประชุมล้วนมุ่งหวังให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องการสร้างสันติภาพระหว่างชุมชนต่างศาสนา ได้แก่ ชุมชนพุทธ มุสลิม คริสต์ (คาทอลิกและโปรเตสแตนต์) และซิกข์ ในระหว่างที่เราเยี่ยมชมคริสต์จักรที่ 1 ศาสนาจารย์บุญญวัฒน์ มโนปัน ศิษยาภิบาลอาวุโส (คงเทียบได้กับตำแหน่งเจ้าอาวาส) พาพวกเราเยี่ยมชมโบสถ์ เล่าประวัติของคริสต์จักรที่ 1 และพาเราเดินชมบริเวณโดยรอบ ที่พิพิธภัณฑ์ ผมพบข้อความที่น่าสนใจจารึกอยู่บนแผ่นโลหะแผ่นหนึ่ง จึงขอนำความบางตอนมาเสนอดังนี้

 

“ข้าพเจ้า พระยาเทพยประชุน ที่ปฤกษาราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการเมืองนครเชียงใหม่ ... ประกาศไว้ให้ ... ทราบทั่วกันว่า มีตราพระสีหโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขึ้นมาถึงข้าพเจ้าฉบับหนึ่งใจความว่า ...

 

ดำหรัศเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า การสาศนานั้นไม่เป็นที่ขัดขวางสิ่งใดในราชการ ผู้ใดเห็นว่าสาศนาใดจะถูกต้อง ก็ถือตามชอบใจของผู้นั้น ผิดถูกก็อยู่แก่ผู้ถือสาศนานั้นเอง ในหนังสือสัญญาแลธรรมเนียมในกรุงเทพฯ ก็มิได้ห้ามปรามคนที่จะถือสาศนา ถ้าผู้ใดเห็นว่าสาศนาพระเยซูดี ก็ให้เขาถือตามใจชอบ เมื่อมีราชการบ้านเมือง ต้องใช้ผู้ที่ถือสาศนาพระเยซูนั้นก็ใช้ได้ สาศนาหาเป็นที่ขัดขวางห้ามปรามในราชการไม่ ... ถ้าเจ้านายพระยาลาวท้าวแสนแลราษฎร รู้หนังสือนี้แล้ว อย่าให้ล่วงประกาศไปแต่ข้อหนึ่งข้อใดได้เป็นอันขาด ... ”

 

พระบรมราชโองการการนับถือศาสนาดังกล่าวข้างต้น เป็นพระมหากรุณาธิคุณในการให้สิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนาและการให้สิทธิการเข้ารับราชการแก่บุคคลทุกชาติและศาสนา ในบริบทของมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนา นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะประกอบภารกิจของมิชชันนารี ได้แก่การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ การจัดตั้งโรงเรียนแบบตะวันตกและการรักษาพยาบาล โดยมีผู้ด้อยโอกาสเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ทั้งนี้เพราะเล็งเห็นว่า ผู้ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือชาวเขา ย่อมขาดโอกาสเข้ารับการศึกษาหรือการรักษาพยาบาลไปด้วย

 

ผมเดินต่อมาอีกเล็กน้อย ก็เห็นรูปถ่ายที่มีเด็กนักเรียนหญิงจำนวนนับร้อยนั่งเรียงกันให้ถ่ายรูปหมู่ ศาสนาจารย์อธิบายว่า นี่เป็นนักเรียนโรงเรียนสตรีแห่งแรกของเชียงใหม่ โรงเรียนนี้ก่อตั้งโดยศาสนาจารย์แดเนียล แมคกิลวารี และนางโซเฟีย แมคกิลวารี นางโซเฟียผู้นี้เป็นลูกสาวของนายแพทย์แดนบีช แบร์ดเลย์ หรือผู้ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อคุณหมอบลัดเลย์ มิชชันนารีทั้งสองเดินทางมาถึงเชียงใหม่ทางเรือเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2410 ทั้งสองพบว่า แม้จะไม่มีโรงเรียนแบบตะวันตก

 

แต่เด็กชายก็มีโอกาสบวชเรียน-อ่านเขียนได้ตามวัดต่าง ๆ ส่วนเด็กหญิงหามีโอกาสเช่นนั้นไม่ ประกอบกับครอบครัวที่มาถือศาสนาคริสต์มีบุตรหลานเป็นหญิงมากกว่าชาย มิชชันนารีทั้งสองจึงเริ่มรับเด็กหญิงที่พ่อแม่มาเข้ารีตให้มาเป็นนักเรียนกินนอน คืออยู่กับครอบครัวแมคกิลวารีนั้นเอง แรกทีเดียวก็รับนักเรียนเพียง 6-8 คน

             


  

ในปี 2413 เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระบิดาของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชทานที่ดินแก่มิชชันนารีเพื่อสร้างโรงเรียนสตรีและบ้านพักมิชชันนารี มีนักเรียนเริ่มต้น 20 คน อีก 8 ปีต่อมาจึงได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนอย่างเป็นทางการ โดยมีครูแหม่ม 2 คนเดินทางมาเป็นครูสอน และใช้ชื่อว่าโรงเรียนสตรี เมื่อปี 2452 จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 200 คน ในปีนี้เอง พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเสด็จกลับมาจากกรุงเทพฯและได้มาเยือนโรงเรียนสตรีแห่งนี้

 

คณะมิชชันนารีจึงทูลขอให้พระราชชายาตั้งชื่อโรงเรียนให้ พระองค์จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชทานชื่อ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2452 ทรงพระราชทานนามลงมาว่า โรงเรียนพระราชชายา เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าดารารัศมีนั่นเอง ประเด็นที่น่าสนใจคือว่า ในรุ่นแรก ๆ โรงเรียนทำการเรียนการสอนโดยใช้อักษรตัวเมืองของล้านนา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้อักษรมาตรฐานกรุงเทพฯ ตามนโยบายการสร้างรัฐ-ชาติให้เป็นปึกแผ่น

 

ต่อมาในปี 2466 มีการย้ายโรงเรียนบางชั้นมายังที่แห่งใหม่ ใช้ชื่อว่าโรงเรียนดาราเหนือ ส่วนโรงเรียนพระราชชายาเดิมเปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงเรียนดาราใต้ ชื่อใหม่นั้นตรงตามพระนามขององค์อุปถัมภกหรือเจ้าดารารัศมีนั่นเอง ในปี 2467 โรงเรียนเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่าโรงเรียนดาราวิทยาลัย ทำให้นักเรียนโรงเรียนนี้ถูกล้อเลียนว่าเป็นพวกดาราอยู่เนือง ๆ ปัจจุบัน โรงเรียนดาราวิทยาลัยเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ รับนักเรียนทั้งหญิงและชายประมาณ 7000 คน

 

 

จะเห็นได้ว่ามิชชันนารีเพรสไบทิเรียน ในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยประสบความสำเร็จในภารกิจจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน โดยเริ่มจากจุดที่ว่า เด็กหญิงขาดโอกาสการศึกษา และถ้าให้โอกาส เด็กหญิงก็พร้อมจะตอบสนองด้วยดี นักเรียนหญิงที่จบจากโรงเรียนนี้ ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงานหลายคน และช่วยชี้ทางแก่เด็กหญิงรุ่นหลังที่ตามมา ว่าการศึกษาคือเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิต

 


 

ขอเล่าเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัวสักเรื่องหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างกับบทบาทของมิชชันนารี เรื่องนี้นักสันติวิธีชื่อ จอห์น พอล เลเดอรัค เล่าไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “พลังธรรมแห่งจินตนาการ” เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศกานาในแอฟริกา เรื่องมีอยู่ว่า เผ่าดากอมบัสมีการปกครองรวมศูนย์ภายใต้หัวหน้าสูงสุด (paramount chief) จึงสามารถคบคิดกับชาวยุโรปทั้งในการค้าทาสและการปกครองอาณานิคม พวกเขาเป็นชาวมุสลิม

 

ส่วนเผ่าคอนคอมบัสเป็นเกษตรกร “ปลูกเผือก” กิน ไม่มีหัวหน้าใหญ่ จึงถูกดูแคลนโดยพวกดาคอมบัส ต่อมาพวกคอนคอมบัสเปลี่ยนมาถือคริสต์ตามการเผยแผ่ศาสนาของพวกมิชชันนารี และมีโอกาสเรียนหนังสือ ทำให้มีสถานภาพทางสังคมที่ดีขึ้น

 

ทั้งสองเผ่าทะเลาะและทำร้ายกันมาโดยตลอด ในปี ค.ศ. 1995 มีการฆ่าฟันกัน ซึ่งทำท่าจะขยายวงออกไป นักสันติวิธีกลุ่มหนึ่งพยายามอย่างยิ่งจนในที่สุดสามารถเชิญผู้นำทั้งสองฝ่ายมาพบกันได้ 

 

หัวหน้าสูงสุดชาวดากอมบัสมาพร้อมบริวารและสิ่งบ่งบอกความเป็น “เจ้านาย” เมื่อมาถึงก็พูดว่า “ดูซิ พวกนี้กระทั่งหัวหน้าก็ไม่มี เพิ่งมาจากไร่จากนา จะหาผู้อาวุโสสักคนมาพบผมก็ยังดี แต่นี่มีแต่เด็กเมื่อวานซืน” นักสันติวิธีล้วนตระหนกว่าการพูดคุยทำท่าจะล่ม

 

ชายหนุ่มคอนคอมบัสขอพูดบ้าง เขาพูดว่า “คุณพ่อพูดถูกแล้ว เราไม่มีหัวหน้า เราเคารพท่านผู้เป็นหัวหน้าสูงสุด แต่เราไม่มีทางอื่นใดนอกจากใช้ความรุนแรงเพื่อจะได้รับความเคารพ เพื่อจะได้มีหัวหน้าของเราที่จะมาพูดกับท่าน  แทนที่จะให้เด็กหนุ่มอย่างผมมาเป็นคนพูด”

 

หัวหน้าสูงสุดนิ่งอยู่นาน แล้วพูดว่า “ผมมาเพื่อเล่นงานพวกคุณ แต่คุณเรียกผมว่าคุณพ่อ คุณพูดถูก พวกเรามีหัวหน้า เราดูถูกพวกคุณว่าไม่มีหัวหน้า เราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าคุณเจ็บปวดเพียงใดเพราะถูกดูถูก ลูกเอ๋ย ผมขอโทษ” หนุ่มคอนคอมบัสลุกขึ้น เดินไปคุกเข่า และแตะหน้าแข้งของหัวหน้าด้วยความเคารพ พูดค่อย ๆ ว่า “ขอรับ”

 

การเจรจาดำเนินต่อไป ความขัดแย้งดำรงอยู่ในหลายรูปแบบ แต่นี่คือจุดเปิดทางจิตใจที่ช่วยแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งในกานา 

 

เมื่อราชอาณาจักรสยามยอมรับในเสรีภาพการนับถือศาสนาและยอมรับให้มิชชันนารีมาเผยแผ่ศาสนา รวมทั้งช่วยจัดการศึกษาซึ่งเป็นการเผยแผ่วิทยาการของตะวันตก เรื่องนี้มีส่วนช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสจำนวนไม่น้อยได้รับการศึกษา ทำให้มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้น พวกเขาต้องการการยอมรับและศักดิ์ศรี พวกเขาไม่ต้องการถูกมองว่าเป็น “ไพร่”

 

ดังนั้น หากผู้ที่เป็น “หัวหน้า” ตามประเพณีเดิมจะเข้าใจความคับข้องใจของพวกเขา หากคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาจะให้ความเคารพต่อผู้มีสถานภาพทางสังคมมาแต่เดิม นี่อาจเป็นจุดเปิดทางจิตใจที่จะเชื่อมคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า แล้วเราก็อาจจะขัดแย้งโดยไม่ต้องเกลียดชังกันได้ ตามนัยของเรื่องเล่าจากกานาที่เล่ามานั่นเอง    

 

      



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน