Columnist

ความอึดอัดขัดข้องในการเมืองหลายประเทศ

14 พฤศจิกายน 2019 เวลา 08:05 น.

เปิดอ่าน 306
โคทม อารียา

ผมชอบอ่านข่าวต่างประเทศในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือชมรายงานข่าวต่างประเทศทางโทรทัศน์ จึงอดสังเกตไม่ได้ว่า มีข่าวความไม่สงบตั้งแต่ การรบพุ่ง การอพยพผู้คน การชุมนุมทางการเมือง การแบ่งแยกทางการเมือง ฯลฯ ในหลายประเทศ จึงขอนำเรื่องราวบางเรื่องมาเสนอ เผื่อจะเป็นการแลกเปลี่ยนและเป็นประโยชน์บ้างว่า ทำไมการเมืองปัจจุบันจึงปั่นป่วนนัก โดยขอจำแนกกรณีต่าง ๆ ดังนี้

 

1. ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์

 

ในช่วงสงครามเย็น การรบพุ่งหลายแห่งเป็นผลจากการขยายอิทธิพลของบล็อกตะวันตก และบล็อกสหภาพโซเวียต การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเป็นโอกาสของการสร้าง “รัฐ-ชาติ” ของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่เคยอยู่ในการควบคุมของสหภาพโซเวียต การสร้างรัฐ-ชาติดังกล่าวเป็นผลจากการขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ทางภาษา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และก่อให้เกิดการรบพุ่งในบางพื้นที่ของเอเชียกลางและในประเทศยูโกสลาเวียเดิม ปัจจุบันยังมีความไม่ลงตัว การสู้รบประปราย ตลอดจนความตึงเครียดในพื้นที่หลายแห่ง เช่น ภาคตะวันออกของยูเครน ในครีเมีย ในนากอร์โน-การาบัค ในจอร์เจีย เป็นต้น อันที่จริง ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ในอีกหลายพื้นที่ มีมาก่อนและไม่เกี่ยวกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียด ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย   

 

2. ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ

 

ชาวอาหรับในหลายประเทศมีความอึดอัดขัดข้องเป็นอันมากต่อชนชั้นผู้นำ มาถึงจุดหนึ่งก็พร้อมจะระเบิดออกมา เหตุการณ์จุดชนวนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 จากการที่ตำรวจเทศกิจไปริบเครื่องมือทำมาหากินคือแผงขายผลไม้ของชาวตูนีเซียคนหนึ่ง จนเขาประท้วงโดยการเผาตัวตาย ชาวตูนีเซียเศร้าสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่และมีข้อเรียกร้องทางการเมืองตามมา ซึ่งลุกลามเป็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในประเทศอาหรับเกือบทุกแห่ง เกิดความหวังทางการเมืองอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวอาหรับว่า ถึงเวลาที่จะมีประชาธิปไตยกันเสียที ความหวังนั้นมีชื่อเรียกว่า “ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ” แต่ในที่สุด เวลาผ่านไปเกือบ 9 ปีแล้ว พอสรุปได้ว่า มีเพียงตูนีเซียประเทศเดียวที่พอจะเรียกได้ว่ามีฤดูใบไม้ผลิทางการเมือง คือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น สำหรับประเทศอาหรับอื่น ๆ พอสรุปได้ว่าการเมืองไม่ดีขึ้นหรือไม่ก็แย่ลง หลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกชื่อหลอกว่าฤดูใบไม้ผลิ รัฐบาลจอร์แดนแทบจะไม่ทำอะไรที่ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน ส่วนรัฐบาลโมรอคโตรีบอัดฉีดเงินช่วยเหลือคนยากจน แต่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใด ๆ

 

รัฐบาลอัลจีเรียมีมาตรการเอาใจประชาชนทำให้สามารถทนทานต่อแรงกดดันต่าง ๆ ได้ จนถึงปี 2562 นี้เอง กรณีนี้น่าจะจัดอยู่ในข้อที่ว่าด้วยผู้นำอยากอยู่ยาวดังจะกล่าวต่อไป ส่วนรัฐบาลเลบานอนไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากฤดูใบไม้ผลิ คือยังคงดำเนินการปกครองแบบประนีประนอมเรื่อยมา จนในปีนี้เองที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง คนหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำจะโทษว่ารัฐบาลขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถตัดสินใจเพราะมีการแบ่งแยกตามกลุ่มศาสนา จึงออกมาประท้วงกันอย่างกว้างขวาง

 

ประเทศอียิปต์สามารถขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยมที่ครองอำนาจมายาวนานได้สำเร็จ แต่หลังจากการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงไม่ทันไร ทหารก็ทำรัฐประหาร ทหารจัดให้มีการเลือกตั้ง แล้วหัวหน้ารัฐประหารก็เป็นรัฐบาลต่อ กลับไปเหมือนเดิม ส่วนรัฐบาลบาห์เรนที่เผชิญกับการประท้วงที่ยืดเยื้อยาวนาน ก็หันไปขอความช่วยเหลือทางทหารจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

 

มีประเทศอาหรับสี่ประเทศที่ประสบเคราะห์กรรมแสนสาหัส และมีการรบพุ่งฆ่าฟันกันสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ สาเหตุสำคัญของการรบพุ่งมาจากการสนับสนุนของประเทศมหาอำนาจ ที่ใช้กำลังเข้าแทรกแซง โดยอ้างว่าต้องการส่งเสริมประชาธิปไตยและต้องการกำจัดผู้นำทางการเมืองที่กดขี่ (กรณีประเทศอีรักและลิเบีย) หรือสนับสนุนการใช้กำลังเพื่อโค่นล้มรัฐบาลหรือเพื่อค้ำจุนรัฐบาลที่ไม่อาจควบคุมความแตกแยก (กรณีประเทศซีเรียและเยเมน) ทั้งนี้ ผู้แทรกแซงมักจะขาดความรับผิดชอบต่อความโกลาหลและความรุนแรงที่ตามมา

 

 

3. รัฐบาลติดใจอำนาจและอยากอยู่ยาว

 

ประธานาธิบดีของซูดานทำรัฐประหาร แล้วได้รับเลือกตั้งให้อยู่ในอำนาจจนยาวนาน ประธานาธิบดีของอัลจีเรียได้รับการเลือกตั้ง ตอนแรกก็ดี ตอนหลังป่วยเป็นอัมพาตแต่ก็มีน้องชายและพวกพ้องกุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง ประธานาธิบดีโบลีเวียพยายามแก้รัฐธรรมนูญแต่ไม่สำเร็จเพราะไม่ผ่านประชามติ จึงอาศัยคำสั่งศาลฎีกาให้ตนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 4 ได้ และดูเหมือนจะชนะการเลือกตั้งในรอบแรกอย่างคลุมเครือ ประธานาธิบดีซูดานต้องลงจากอำนาจ มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน เพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปและจัดการเลือกตั้งในสามปี ประธานาธิบดีอัลจีเรียถูกบังคับให้ลาออก แต่อำนาจยังตกอยู่ในมือชนชั้นปกครองเดิม ที่กำลังจัดให้มีการเลือกตั้งอยู่ท่ามกลางการชุมนุมประท้วงของผู้ที่ไม่พอใจอำนาจเก่า ส่านประธานาธิบดีโบลิเวียถูกรัฐประหาร หลายประเทศประท้วงการรัฐประหารหรือขอให้จัดเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากลับแสดงความยินดีกับการรัฐประหารในโบลิเวีย

 

ประธานาธิบดีของเวเนซูเอลาและนิการากัวบริหารประเทศไม่เป็นผล ประชาชนลุกขึ้นประท้วงอย่างกว้างขวาง ในคิวบา มีประธานาธิบดีที่สืบทอดอำนาจต่อจากฟีเดล คาสโตรซึ่งเคยอยู่ในอำนาจมายาวนาน สหรัฐอเมริกาก็พยายามช่วยล้มรัฐบาลเหล่านี้อยู่ แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งและทหารดูเหมือนจะอยู่ข้างรัฐบาลจึงยังโค่นล้มไม่สำเร็จ ส่วนประเทศกัมพูชามีการปกครองแบบอำนาจนิยมมายาวนาน และกำจัดพรรคฝ่ายค้านได้สำเร็จ แถมยังหวังให้ประเทศอาเซียนช่วยกีดกันผู้นำฝ่ายค้าน ในนามของการไม่แทรกแซงการเมืองภายในของกัมพูชาด้วย

 

4. การตั้งข้อกล่าวหาผู้นำรัฐบาลในเรื่องคอร์รัปชั่น

 

เรื่องนี้อาจฟังดูคุ้น ๆ เพราะการรัฐประหารในไทยก็มักจะอ้างเรื่องนี้แหละ แต่ขอยกตัวอย่างในประเทศอื่น ๆ บ้าง ประธานาธิบดีคนก่อนของเกาหลีใต้ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อสองปีที่แล้วและกำลังเผชิญคดีคอร์รัปชั่น นายกรัฐมนตรีคนก่อนของมาเลเซียแพ้การเลือกตั้งและกำลังขึ้นศาลในคดีคอรัปชั่น ในประเทศปาปัว นิวกีนี ตำรวจเพิ่งออกหมายจับนายกรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมในข้อหาคอร์รัปชั่น รัฐบาลออสเตรียต้องลาออกและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นของอดีตพรรคร่วมรัฐบาล

 

5. กระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจและการเมือง

 

หลายประเทศกำลังเผชิญกับกระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ทำให้กลับมาเน้นว่าประเทศของตนต้องมาก่อน เน้นข้อตกลงทวิภาคี และกีดกันผู้ลี้ภัยหรือผู้ย้ายถิ่น ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมเน้นการค้าที่แข่งขันกันอย่างเสรี เน้นข้อตกลงพหุภาคี และยอมรับให้คนต่างชาติเข้าไปตั้งถิ่นฐานได้พอสมควร ประเทศเหล่านี้มีสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจเป็นตัวอย่าง ประเทศอังกฤษกำลังเผชิญกับวิกฤต Brexit ก็เพราะกระแสนี้ ประเทศบราซิลกำลังดำเนินนโยบายในแบบอย่างของสหรัฐฯ ส่วนในสหภาพยุโรป รัฐบาลฮังการีและโปแลนด์เพิ่งชนะเลือกตั้งและอยู่ต่อเพราะนโยบายที่จูงใจแบบชาตินิยมเช่นนี้ รัฐบาลรัสเซียที่ผ่านมาได้รับคะแนนนิยมสูงเพราะเน้นความเป็นรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ในอดีตและจะยิ่งใหญ่ต่อไป

 

 

6. กระแสชังมุสลิม

 

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อใหญ่และน่าวิตกมาก เพราะการชังผู้เป็นอื่นมักเป็นการโยนรอยบาปและปัญหาของเราให้แก่เขา ซึ่งมักจะทำให้เขาชังตอบในทำนองเดียวกัน ความชังมักมาจากความกลัวที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ เรื่องนี้ผมจะหาโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมในโอกาสหน้า

 

7. กรณีอื่น ๆ

 

ยังมีกรณีความอึดอัดขัดข้องอื่น ๆ อีก เช่น กรณีการเรียกร้องให้ลดความเหลื่อมล้ำของประเทสชิลี ซึ่งอันที่จริงก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจบ้างแต่ไม่มากนักและมีศักยภาพที่จะแก้ปัญหาได้ กรณีฮ่องกง ที่เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยและการรักษาระยะห่างจากประเทศจีน ความขัดแย้งนี้น่าจะมีทางออกถ้าไม่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และมีข้อเรียกร้องที่อยู่ในขอบเขต 

 

คำถามที่สำคัญคือว่า ความอึดอัดขัดข้องในการเมืองดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น กระทบต่อไทยมากน้อยเพียงไร ผมเชื่อว่ากระแสความคิดและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ มีผลกระทบต่อไทยอย่างแน่นอน อีกทั้งยังอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยเสรี แต่ผมก็ไม่มีคำตอบว่าแล้วเราจะทำอย่างไรดี ผมเองมีความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยเสรี ตลอดจนการเคารพสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ประชาธิปไตยเสรีถูกตั้งคำถามต่อไปว่า กำลังเอื้อต่อทุนนิยมสุดโต่งที่ขยายช่องว่างระหว่างพลเมืองออกไป และเป็นหนึ่งในสาเหตุแห่งความอึดอัดขัดข้องของผู้คนจำนวนมากใช่หรือไม่ ผมจึงคิดว่าทุนนิยมที่ยอมรับได้ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นจักรกลสำหรับเศรษฐกิจสังคม (social economy) อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใคร่ครวญกันอีกมาก