Columnist

แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำ

7 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:06 น.

เปิดอ่าน 206
โคทม อารียา

ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งสสร.จำลองมีหน้าที่ถกแถลง

 

สถาบันพระปกเกล้าจัดประชุมวิชาการครั้งที่ 21 เรื่อง “ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 1-3 พฤศจิกายน 2562 ในวันที่ 2 ผมได้มีโอกาสไปฟังปาฐกถาของคุณหมอประเวศ วะสี เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างอำนาจรัฐ” จึงขอสรุปความมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

 

การพัฒนาในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นประโยชน์ต่อคน 1 % อีก 99% ไม่ได้ประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนาทำให้รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม สังคมเสียสมดุล ปั่นป่วน ไม่มั่นคง บ้านเมืองไม่ลงตัว ผู้คนก็ดิ้นรนต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับประเทศไทย ความเหลื่อมล้ำทำให้คนไทยรู้สึกเหมือนกับไก่อยู่ในเข่ง จิกตีกัน ออกจากเข่งไม่ได้เพราะเข่งที่กักขังไก่นั้นแข็งแรงมาก เข่งเปรียบเสมือนโครงสร้างที่ถักทอและเสริมแรงกัน เข่งที่กักขังไก่อยู่ในความเหลื่อมล้ำได้แก่

 

1) โครงสร้างวิถีคิด คนไทยส่วนใหญ่คิดว่า ความมี ความจน ความดี ความชั่ว เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นเรื่องบุญเรื่องกรรม ไม่เกี่ยวกับระบบ/โครงสร้าง หากเป็นเรื่องของคนรักดีกับคนไม่รักดี

 

2) โครงสร้างจิตสำนึก คนไทยมักขาดจิตสำนึกที่จะเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของทุกคน ขาดจิตสำนึกที่จะเห็นทุกคนไม่ว่ามีหรือจน เป็นคนเท่าเทียมกัน

 

3) โครงสร้างทางสังคม สังคมไทยเป็นสังคมแนวดิ่ง ผู้ใหญ่อยู่ข้างบน ผู้น้อยอยู่ข้างล่าง หมอประเวศอ้างถึงนักวิชาการชื่อ Robert Putnum เขาวิจัยว่าทำไมภาคเหนือของอิตาลีจึงเจริญกว่าภาคใต้ เขาสรุปว่าภาคเหนือเป็นสังคมแนวนอน มีภาคประชาสังคมที่คึกคัก ส่วนภาคใต้เป็นแนวดิ่งมาเป็นหลายศตวรรษแล้ว ผู้คนเคร่งศาสนา รักพระเจ้า แต่ไม่รักเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นสังคมแนวดิ่ง อัตราฆ่าฟันในสังคมไทยจึงสูง มีการลักขโมยและคอรัปชั่นมาก

 

4) โครงสร้างทางเศรษฐกิจ มีความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทรัพย์สิน มีช่องว่างของรายได้กว่าสิบเท่า หมอประเวศอ้างถึงนักวิชาการชื่อ Thomas Piketti ซึ่งวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำและพบว่า รายได้จากทุนสูงรายได้จากการทำงาน คนมีทุนจะสะสมความรวยได้รวดเร็วกว่าคนทำงานมาก

 

ผมคิดว่าคนมีทุนจะพึ่งคนที่มีทักษะสูงในการบริหารทรัพย์สินของเขา และพร้อมจะจ่ายเงินเดือนที่สูงมากแก่ผู้บริหารของเขา แต่ไม่พร้อมจะจ่ายเงินเดือนสูงแก่พนักงานจำนวนมาก โดยคิดว่าพนักงานระดับกลางหรือล่างเหล่านี้ ถ้าไม่อยากทำงานด้วยเงินเดือนที่ให้ เขาก็หาคนอื่นมาแทนได้ง่าย เป็นพวกขาดเสียได้ (dispensable)

 

5) โครงสร้างอำนาจรัฐ ประกอบด้วยอำนาจบังคับตามกฎหมาย อำนาจทางงบประมาณ อำนาจทางนโยบาย แต่ไหนแต่ไรมา อำนาจรัฐกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ประเทศไทยจึงจึงได้สมญานามว่าเป็นรัฐราชการ

 

 

 

โครงสร้างทั้งห้านี้ถักทอกันหนาแน่นมาก ไก่นอกจากจะจิกตีกันเองแล้ว ยังจิกตีเข่งหรือโครงสร้างดังกล่าวด้วย แต่ใช้แรงกระแทกจิกตีเท่าไร ก็ออกจากเข่งไม่ได้ ไก่ใช้แรงทางสังคมเป็นหลัก แต่มีแรงน้อยเมื่อเทียบกับรัฐานุภาพและธนานุภาพ ความไม่สมดุลระหว่างรัฐ-ทุน-สังคมคือปัญหาหลักของประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศ บางประเทศจึงมีประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลและทุนอย่างกว้างขวาง แต่น้อยครั้งที่จะสำเร็จได้ หนทางความสำเร็จคือการสร้างสังคมสมานุภาพ หรือสังคมที่เข้มแข็ง เปิดกว้าง และเสมอเหมือนกัน

 

หมอประเวศเสนอเส้นทางสู่ความสำเร็จคือ หนุ่มสาวจะต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติ อาศัยอุดมคติอย่างเดียวไม่พอ หากต้องศึกษาด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ ซึ่งไม่มีคำตอบตายตัว หลักหนึ่งที่น่าสนใจคือ PPPO ย่อมาจาก Purpose, Principle, Participation, and Organization ซึ่งน่าจะใช้เพื่อความสำเร็จได้ ซึ่งขอขยายความดังนี้

 

Purpose คือความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ

             

Principle คือหลักการที่จะสร้างสังคมเข้มแข็ง โดยรัฐและทุนสนับสนุน

               

Participation คือการร่วมมือกันในทางปฏิบัติ เรียนรู้ร่วมกันในทางปฏิบัติ

             

Organization คือการสร้างองค์กรหรือกลไก ตลอดจนการปรับปรุงหรือแปลงเปลี่ยน (transform) องค์กรที่มี

             

หมอประเวศให้ข้อสังเกตว่า สังคมไทยเวลาจะปฏิรูปอะไร ก็มุ่งไปที่องค์กรก่อน จากนั้นก็ทะเลาะกันระหว่างองค์กรที่ถูกปฏิรูปหรือถูกแบ่งอำนาจ ที่ผ่านมาการปฏิรูปสาธารณสุขก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างกรมอนามัยและกรมการแพทย์มานับสิบปี ส่วนการปฏิรูปการศึกษา ก็ยังยุบกรม ย้ายกรม รวมกรม ตั้งทบวง ตั้งกระทรวงกันไม่เลิก

             

ขอบอกเล่าปาฐกถาของหมอประเวศไว้เพียงเท่านี้ แม้จะมีสาระที่น่าสนใจอีกมาก เพราะจะขอวกมาถึงเรื่องที่ผมสนใจคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะลองเอาหลักสู่ความสำเร็จ คือ PPPO มาใช้ เราถูกเตือนแล้วว่า อย่าเริ่มที่ O ในที่นี้ตีความว่า ก่อนจะไปถึง O ซึ่งหมายถึงเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข ขอให้พิจารณาร่วมกันถึงตัวอักษร P สามตัวก่อน โดยถือรัฐธรรมนูญเป็นเสมือนตัวอักษร O ซึ่งควรพิจารณาตามมา

             

 

ประเด็นแรกที่สังคมควรร่วมกันถกแถลง (deliberate) คือ Purpose หรือว่าอะไรควรเป็นจุดมุ่งหมายหรือความมุ่งมั่นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อจะตอบคำถามว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไปทำไม หลายคนคงมีหลายคำตอบ จึงควรมีการถกแถลงเพื่อให้คำตอบต่าง ๆ ลู่ไปสู่ความมุ่งมั่นร่วมกัน

 

ขอยกตัวอย่างความมุ่งมั่นในอดีต รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ระบุสาระสำคัญไว้ในอารัมภบทว่า “เป็นการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ”

 

ส่วนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เน้นในเรื่องการ “ปราบโกง” โดยบทเฉพาะกาลเน้นในเรื่องเสถียรภาพและความสืบเนื่องของอำนาจ ผมมีความเห็นว่า หากจะรวมจุดมุ่งหมายของทั้งสองฉบับ จุดมุ่งหมายควรเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองและการตรวจสอบ

 

ส่วนในเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ก็อาจใช้ประโยคในทำนอง “ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยยึดหลักธรรมาภิบาล”  ผมอยากขอเพิ่มความมุ่งมั่นอีกสองข้อ คือความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมให้เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม (ไม่ละเลยวัฒนธรรมของคนกลุ่มน้อย) และเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำน้อยลง

             

ประเด็นที่สอง คือหลักการ ซึ่งจะขอยืมใช้หลักของหมอประเวศคือ สังคมเข้มแข็ง สามารถคานดุลกันรัฐและทุนได้ เมื่อใช้หลักนี้กับจุดหมายข้างต้น หมายความว่า 1) รัฐสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมและชุมชนสามารถพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมตลอดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพได้ดียิ่งขึ้น

 

2) ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองผ่านองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น 3) ให้ภาคประชาสังคมและชุมชนมีส่วนร่วมในการสรรหาและร่วมเป็นองค์ประกอบขององค์กรอิสระ 4) มีการคานดุลที่เหมาะสมยิ่งขึ้นระหว่างอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

 

รวมทั้งทบทวนว่าการบัญญัติยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี และรายละเอียดการปฏิรูปไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการกำกับการบริหารและการนิติบัญญัตืในอนาคตมากเกินไปหรือไม่

 

5) ควรมีการบัญญํติเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรม (cultural rights) โดยเฉพาะสิทธิของคนกลุ่มน้อยไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ 6) ควรมีบทบัญญัติที่ชัดเจนในเรื่องการกระจายทรัพย์สิน เช่น การปฏิรูปที่ดิน การจัดเก็บภาษีรวมทั้งภาษีทรัพย์สินและภาษีรายได้จากซื้อขายหุ้น ให้เพียงพอต่อการจัดสวัสดิการของรัฐ และในเรื่องการกระจายรายได้ เช่น การสนับสนุนการประกันสังคมและรายได้ (รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำ) และการสนับสนุนการออม ให้ครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ เป็นต้น

 

ประเด็นที่สามคือการมีส่วนร่วม ดังที่เขียนไว้เป็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 “ทั้งนี้โดยได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ” การแก้ไขเพิ่มเติมให้รัฐธรรมนูญยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางนั้น ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยจึงได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้ง สสร. จำลอง

 

โดยสมาชิก สสร. มีหน้าที่จัดเวทีถกแถลงเรื่องรัฐธรรมนูญในทุกจังหวัด พร้อมทั้งมีนักวิชาการ  ภาคประชาสังคมและชุมชน ส.ส. และ ส.ว. เข้าร่วมกันทำงานในฐานะสมาชิก สสร. โดยที่ สสร. จำลอง มีองค์ประกอบคล้าย สสร. ในปีพ.ศ. 2540 แต่ไม่มีอำนาจร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่มีหน้าที่ประมวลความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทำเป็นรายงานเสนอสภาผู้แทนราษฎรและสาธารณชน