Columnist

การพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้

31 ตุลาคม 2019 เวลา 07:53 น.

เปิดอ่าน 174
โคทม อารียา

การพูดคุยสันติภาพดำเนินมาเกือบ 7 ปีแต่มีผลน้อยคืบหน้าน้อยมากด้วยเหตุมีความหวาดระแวง

การพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้มีมาอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ริเริ่มโดยฝ่ายทหารในพื้นที่ การพูดคุยมาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2556 ด้วยการลงนามในข้อตกลงระหว่าง

 

(1) ตัวแทนรัฐบาลไทย ในฐานะParty A โดยพลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

(2) ตัวแทนขบวนการบีอาร์เอ็น โดยนายฮัสซัน ตอยิบ ในฐานะ Party B

 

และ (3) ตัวแทนรัฐบาลมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก โดยดาโต๊ะ’ศรี อาห์มัด ซัมซามิน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในข้อตกลงนี้ Party A และ Party B เห็นด้วยที่จะพูดคุยกันเพื่อให้เกิดสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

               

นัยของข้อตกลงดังกล่าวมีอยู่ 3 ประการ คือ (1) Party B ยอมรับกรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”

 

ดังนั้น การพูดคุยจะไม่มีเรื่องการแบ่งแยกดินแดน (2) รัฐบาลไทยให้การยอมรับการมีอยู่ของขบวนการต่อสู้ของผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่ใช้ชื่อว่าบีอาร์เอ็น ที่ใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล และพร้อมจะพูดคุยด้วยเพื่อหวังให้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ และหวังให้เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่ได้เรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน (3) แม้รัฐบาลไทย (รวมทั้งนานาประเทศ) ถือว่าความขัดแย้งและการต่อสู้ในชายแดนใต้จะเป็นปัญหาภายในของประเทศไทย และขบวนการของผู้เห็นต่าง  ก็บอกว่าการต่อสู้นั้นเป็นการต่อสู้เพื่อชาวปาตานี (ผู้เห็นต่างชอบใช้คำว่าปาตานีมากกว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งหมายความว่าการต่อสู้มีขอบเขตอยู่ในพื้นที่ของปาตานีก็ตาม แต่ประเทศอื่น (ในกรณีนี้คือมาเลเซีย) และหมายรวมถึงมิตรประเทศและองค์กรระหว่างประเทศสามารถมีบทบาทร่วมสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ได้ ทั้งนี้โดยเคารพอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย

               

เหตุที่ต้องเน้นนัยของข้อตกลง 3 ข้อข้างต้น เพราะทุกวันนี้ ยังมีวาทกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย ที่เชื่อต่อ ๆ กันมาว่า “การพูดคุยจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน” “การลงนามร่วมในเอกสารใด ๆ กับขบวนการของผู้เห็นต่าง จะเป็นการยอมรับขบวนการฯ ทำให้ขบวนการฯ มีความชอบธรรมที่จะไปขอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ” และ “ขบวนการฯ ต้องการขยายขอบเขต (ยกระดับ) การต่อสู้สู่ระดับระหว่างประเทศ เพื่อหวังให้องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งองค์การสหประชาชาติมากดดันหรือแทรกแซงกิจการภายในของไทย” ที่จริงแล้ว ไม่มีข้อเท็จจริง และไม่มีข้ออ้างอิงในทางวิชาการหรือในทางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในประเทศใด มาสนับสนุนวาทกรรมที่เชื่อต่อ ๆ กันมาดังกล่าว แต่ก็ยังมีคนเชื่ออยู่ เหมือนกับที่มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าไม่มีภาวะโลกร้อน หรือเชื่อในเรื่อง UFO นั่นเอง

 

 

การพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ที่เป็นทางการดำเนินมาเกือบจะ 7 ปีแล้ว แต่มีผลคืบหน้าน้อยมาก ด้วยเหตุที่มีความหวาดระแวง การยึดติดกับวาทกรรมของ Party A ดังกล่าว และการขาดเอกภาพและความต่อเนื่องในการพูดคุย คือทั้ง Party A, Party B และผู้อำนวยความสะดวก มีการเปลี่ยนตัวบุคคลมาตลอด ดังนี้ หัวหน้าคณะพูดคุยของ Party A เปลี่ยนจากพลโทภราดร มาเป็นพลเอกอักษรา เกิดผล มาเป็นพลเอกอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ และล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เปลี่ยนมาเป็น พลเอกวัลลภ รักเสนาะ ตามลำดับ หัวหน้าคณะพูดคุยของ Party B เปลี่ยนจากฮัสซัน ตอยิบ ในฐานะตัวแทนของบีอาร์เอ็น มาเป็นอุสตาซ สุกรี ฮารี ในฐานะตัวแทนของมารา ปาตานี แต่แล้วอุสตาซสุกรีก็เพิ่งขอลาออก และยังไม่ทราบว่าจะมีใครมาแทน ทางฝ่ายมาเลเซียก็เปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกจาก ดาโต๊ะซัมซามีนมาเป็น ตัน’ศรี ราฮิม นูร

               

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่พลตรีสิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทยในช่วงที่พลเอกอักษราเป็นหัวหน้าคณะ (พ.ศ. 2558-2561) ได้เขียนบันทึกผลการปฏิบัติงานของคณะพูดคุย โดยพิมพ์เผยแพร่เป็นเอกสารในชื่อว่า “กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต.: ความท้าทายของการต่อสู้ทางความคิดตามแนวทางสันติวิธีในทัศนะของผู้ปฏิบัติงานจริง (ห้วงปี 2558-2561)” นับเป็นการสรุปบทเรียนที่น่าสนใจและเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาต่อไป

               

พลตรีสิทธิได้แสดงผลสัมฤทธิ์ของการพูดคุยที่เป็นหมุดหมายของปีต่าง ๆ ดังนี้ ปีพ.ศ. 2558 กลุ่มขบวนการฯ 6 กลุ่มตอบรับการเข้าร่วมพูดคุยในนามของมารา ปาตานี ปีพ.ศ. 2559 จัดตั้งคณะทำงานทางเทคนิคร่วม โดยหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายรัฐบาลคือพลตรี สิทธิ และหัวหน้าคณะฝ่ายมารา ปาตานีคือ อุสตาซ สุกรี ฮารี ปีพ.ศ. 2560 บรรลุข้อตกลงกรอบการจัดตั้งและการทำงาน (TOR) ของคณะทำงานทางเทคนิคร่วม ปีพ.ศ. 2560 เห็นชอบในเรื่องการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยนำร่องในอำเภอเจาะไอร้อง

               

ข้อท้าทายที่เห็นเป็นรางเริ่มในปี พ.ศ. 2560 คือฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่ให้มีการลงนามร่วมกันในข้อตกลง TOR (เพราะไม่ต้องการมีเอกสารทางการที่แสดงการยอมรับมารา ปาตานี ในฐานะขบวนการของผู้เห็นต่าง) แต่ก็สามารถประนีประนอมได้ในระดับหนึ่ง โดยขอให้ผู้อำนวยความสะดวกลงนามใน TOR แต่พอมาถึงร่างข้อตกลงการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยนำร่อง ก็เกิดปัญหาเดิมอีก ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการร่วมลงนาม ให้ถือเป็นข้อตกลงปากเปล่า

 

พลตรีสิทธิได้บอกเล่าว่า อันที่จริงการลงนามเป็นเรื่องธรรมดามาก เหมือนกับมีลายลักษณ์อักษรไว้จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันทีหลังว่าตกลงอะไรกันไปบ้าง โดยกล่าวเปรียบเทียบให้เห็นว่า แม้ไปซื้อของเงินเชื่อกับร้านโชห่วย แม้เขาไว้ใจแต่ก็ขอให้ลงนามหรือเซ็นเชื่อไว้ ถือเป็นเรื่องปกติ เรื่องการลงนามในข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัยนั้น

 

ฝ่ายมารา ปาตานียืนยันว่าขอให้ร่วมลงนาม เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของตัวแทนมารา ปาตานีที่จะเข้ามาช่วยทำงานในพื้นที่ของอำเภอเจาะไอร้อง เมื่อตกลงเรื่องการลงหรือไม่ลงนามกันไม่ได้ เรื่องใหญ่ก็ไม่อาจเดินหน้าต่อไป ประจวบกับมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาล โครงการพื้นที่ปลอดภัยที่พูดคุยกันมาแรมปีก็เป็นอันพับไปอย่างน่าเสียดาย

 

 

พลตรีสิทธิได้ระบุเรื่องท้าทายที่ต้องทำให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจ สรุปได้ดังนี้

 

1.ผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนไม่มั่นใจในการพูดคุย โดยเห็นว่าเป็นเพียงแค่วิธีกรรมที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใช้แนวทางสันติวิธี

 

2.การพูดคุยอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ การแบ่งแยกดินแดนจึงเป็นไปไม่ได้ (“ใครพูดเรื่องแบ่งแยกดินแดนถือว่าตอแหล”)

3.รัฐบาลยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน ก็ต้องมั่นใจได้ว่าขบวนการฯ ไม่สามารถใช้การพูดคุยเพื่อยกระดับสถานะตัวเอง และเมื่อมี “สถานะ” แล้วก็จะไปชวนต่างชาติมาแทรกแซง (“อย่าระแวงเกินกว่าเหตุ”)

 

4.อย่าระแวงว่ารัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำในการพูดคุย ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถรักษาบูรณภาพของดินแดนได้

 

5.ผู้ที่เกี่ยวข้องขาดจินตนาการและขาดความรับผิดชอบต่อกระบวนการพูดคุย

 

6.ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถก้าวผ่านเส้นของความไว้วางใจ เนื่องจากมีอคติมาโดยตลอดว่าผู้เห็นต่างไม่มีความจริงใจ

 

7.สื่อมวลชนบางสำนัก นักวิเตราะห์บางคน สร้างทฤษฎีความเชื่อของตนเองที่ไม่สนับสนุนการพูดคุย

 

8.ประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นคำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา ยังไม่เข้าใจนโยบายของรัฐบาลเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติสุข จชต.

 

แม้การพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้จะมีข้อท้าทายหลายข้อ และอุปสรรคนานับประการ แต่เชื่อได้ว่าถ้าไม่ต้องการใช้กำลังเข้าปราบจนสุดสิ้นขบวนการฯ และถ้ายังเชื่อมั่นในสันติวิธี การพูดคุยคือเส้นทาง และไม่มีทางอื่นอีกแล้ว