Columnist

วาทกรรมที่สร้างสรรค์หรือแบ่งแยก

17 ตุลาคม 2019 เวลา 07:23 น.

เปิดอ่าน 311
โคทม อารียา

เราไม่ควรตอบความเกลียดด้วยความเกลียด เราควรตอบความไม่รู้ด้วยการถกแถลง

ผู้อ่านอาจสงสัยว่าคำว่า “วาทกรรม” หมายถึงอะไร ขอเริ่มจากคำว่า “วาทะ” ซึ่งหมายถึงคำพูด ถ้อยคำ คล้าย ๆ กับคำว่า วาจา หรือ วจี ส่วนคำว่า “กรรม” มีหลายความหมายมาก เอาเป็นว่าในที่นี้น่าจะหมายถึง “การ” หรือ “การกระทำ” มีการสมาส “วาทะ” กับคำอื่น เช่น วาทศิลป์ หมายความว่าศิลปะในการใช้ถ้อยคำให้ประทับใจ ส่วนคำว่า “กรรม” รวมกับวจีเป็นวจีกรรมหมายถึงการพูด หรือรวมกับวาจาเป็นกรรมวาจา หมายถึงคำประกาศกิจการในท่ามกลางสงฆ์

             

แต่พอมีการบัญญัติศัพท์ “วาทกรรม” ว่ามาจากคำภาษาอังกฤษว่า discourse หมายถึง “การพูด” ที่มีลักษณะเฉพาะ คำคำนี้เลยกลายกลายเป็นศัพท์เทคนิคที่ทำให้งงได้ง่าย ๆ  ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่เริ่มใช้คำคำนี้เป็นศัพท์เทคนิค คือ Michel Foucault เขาใช้คำนี้ในหัวข้อที่เขาบรรยาย (วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1970) ที่ Collège de France (สถาบันการศึกษาและวิจัย ก่อตั้ง ค.ศ. 1530) หัวข้อคือ “L’ordre du Discours” คำว่า discours ในภาษาฝรั่งเศสเป็นคำทั่วไป คล้ายกับคำว่า “ถ้อยคำ” ซึ่งใช้ในการเล่าเรื่อง (narration) ในการพรรณนา การอธิบาย หรือในความพยายามที่จะโน้มน้าว ผมตีความว่า “วาทกรรม” เป็นศัพท์บัญญัติที่ตรงกับคำว่า discours (ฝรั่งเศส) หรือ discourse (อังกฤษ) นั้น หมายถึงคำพูดหรือถ้อยคำที่ต้องการโน้มน้าวนั่นเอง
 

ลักษณะเฉพาะของวาทกรรมทางการเมืองลักษณะหนี่งคือ นอกจากต้องการโน้มน้าวแล้ว ยังมักจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมด้วย การเมืองแบบประชาธิปไตยคือการต่อสู้ทางความคิด และความคิดทางการเมืองมักก่อรูปความขึ้นมาจากโลกทัศน์ กล่าวโดยย่อคือ วาทกรรมทางการเมืองเป็นการเสนอหรือการประชันโลกทัศน์เพื่อหวังความเห็นคล้อยตามของคนจำนวนมาก ขณะที่ผู้คนพูดคุยกันหรือกล่าวปราศรัย พวกเขากำลังสร้างและแลกเปลี่ยนวาทกรรม รวมทั้งก่อโลกทัศน์ของตนและของกันและกัน

 

พวกเขาพยายามที่จะจัดวางตำแหน่งในเชิงเกื้อกูลหรือเข้าข้างพวกเขาเอง พร้อมทั้งโต้ตอบหรือจัดวางตำแหน่งที่ไม่ให้ค่าแก่ผู้เป็นอื่น นอกจากนี้ วาทกรรมจะประกอบด้วยการพูดหรือถ้อยคำสำนวนที่พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเป็นแบบแผนอันคุ้นชินสำหรับฝ่ายตนแต่ระคายเคืองสำหรับฝ่ายอื่น วาทกรรมคือการเล่าเรื่องด้วยการพูดซ้ำ ๆ และการตอกย้ำจนเรื่องราวดูน่าเชื่อถือ เป็นจริงในสายตาของฝ่ายเรา สรุป วาทกรรมคือการปั้นคำให้เป็นตัวเป็นตนจนน่าเชื่อถือ

 

สังคมไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ประมาณ 3 คู่ขั้ว คือ ฝ่ายต่อต้านทักษิณกับฝ่ายเข้าใจทักษิณ ฝ่ายนิยมทหารกับฝ่ายต่อต้านทหารที่มาเล่นการเมือง และฝ่ายกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน-กรณีชายแดนใต้กับฝ่ายต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองในชายแดนใต้

 

วาทกรรมของฝ่ายต่อต้านทักษิณอาจสรุปได้ดังนี้ “ทักษิณขาดความชอบธรรมเพราะ ทำลายสถาบันชาติโดยฝักใฝ่ทุนสากล (บางทีก็เรียกว่าทุนสามาลย์) ทำลายระบบคุณธรรมโดยฉ้อฉลในอำนาจและแทรกแซงการตรวจสอบ สร้างสมอำนาจบารมีตีตนเสมอเจ้า พวกเราที่ต่อต้านทักษิณมีความชอบธรรม เพราะเราต้องการปกป้องสถาบันหลัก คือ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ปกป้องการเมืองที่มีคุณธรรม ส่งเสริมความสุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง ส่งเสริม “คนดี ให้มีอำนาจ”

 

วาทกรรมของฝ่ายเข้าใจทักษิณอาจสรุปได้ดังนี้ “เราเข้าใจฝ่ายทักษิณและเห็นว่ามีความชอบธรรม เพราะเท่าที่ผ่านมา ฝ่ายนี้ได้อำนาจจากการเลือกตั้ง นั่นคือจากการเห็นพ้องของประชาชน ฝ่ายนี้สามารถบริหารทุนสมัยใหม่ทั้งในการแข่งขันและการดูแลคนที่ยากลำบากที่สุดในสังคม ปกป้อง รักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายต่อต้านทักษิณขาด “ความชอบธรรม” เพราะกล่าวหาอย่างไม่ถูกต้องตามจริง เห็นคล้อย/ยอมรับการรัฐประหารซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่ใช้หลักนิติธรรม หรือใช้อย่างไม่เป็นธรรม”

 

วาทกรรมของฝ่ายนิยมทหารอาจพอจับความจากการปราศรัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ดังนี้ “เรากำลังถูกทำสงครามแบบลูกผสม (hybrid warfare) เช่น มีการใช้องค์กรระหว่างประเทศ เอาฝรั่งที่ไหนไม่รู้มาถ่ายรูปหน้าโรงพัก มีการพบกับแกนนำผู้ประท้วงของฮ่องกงเพื่อวางแผนคบคิดทำอะไรกันหรือเปล่า พวกนี้ไม่เข้าใจทหาร เสนอให้เลิกการเกณฑ์ทหาร ให้ลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม หารู้ไม่ว่าเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ กองทัพจึงต้องเข้มแข็ง มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นจอมทัพ เราไม่อยู่ในอาณัติของประชาชน หากอยู่เคียงข้างกับประชาชน”   

 

วาทกรรมของฝ่ายต่อต้านทหารที่มาเล่นการเมือง “ทหารต้องอยู่ในอาณัติของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน (civilian supremacy) ทหารต้องไม่อ้างเหตุผลต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อมาเล่นการเมือง ไม่ควรออกมาปราศรัยทางการเมือง ไม่ควรใช้การปฏิบัติการข่าวสาร (information operation ย่อว่า IO) มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ใช้สื่อโจมตีฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ทหาร หากควรทำหน้าที่หลักคือการป้องกันประเทศจากการรุกราน”

 

วาทกรรมของฝ่ายกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน-กรณีชายแดนใต้ “ปัญหาเริ่มเมื่อรัฐบาลทักษิณสั่งยุบ ศอ.บต. และลดบทบาทงานข่าวของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายผู้หวังอำนาจเลยได้โอกาสชักชวนเยาวชนให้หลงผิด ปลุกระดมว่าต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนจากรัฐไทย อันที่จริง อาณาจักรไทยเคยกว้างใหญ่ไพศาล เหนือรวมถึงล้านนา ใต้รวมถึงมลรัฐทางเหนือของมาเลเซีย ตะวันออกรวมลาวและกัมพูชา ตะวันตกรวมดินแดนชาวมอญ แต่เราสูญเสียดินแดนถึง 14 ครั้ง ชายแดนใต้เป็นของไทยมาก่อน แต่มาเสียดินแดนให้มาลายาโดยสนธิสัญญากับอังกฤษในปี ค.ศ. 1909 การเสนอแก้ไขรัฐธรรรมนูญมาตรา 1 ทำไม่ได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบูรณภาพของดินแดน เรายอมให้แบ่งแยกดินแดนไม่ได้”

 

วาทกรรมของฝ่ายต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองในชายแดนใต้ “เราเป็นคนมลายู พูดภาษามลายู มีวัฒนธรรมมลายู ถือศาสนาอิสลาม รัฐสยามมายึดครองดินแดนของเราเอาเป็นอาณานิคม ถึงเวลาที่จะปลดปล่อยอาณานิคมแล้ว เราขอดินแดนคืน แต่เรายินดีฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ หากส่วนใหญ่ยังอยากอยู่กับสยาม หรือหากส่วนใหญ่เห็นว่าเราไม่สามารถได้รับเอกราช เราก็เข้าใจและรู้ดีว่าเอกราชหมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธอันยาวนาน เพราะถึงอย่างไรชาวสยามไม่ยอมให้เราได้รับการปลดปล่อย เราจึงจะขอเพียงการมีสิทธิในการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษตามอัตลักษณ์และเจตนารมณ์ของคนในพื้นที่”

 

วาทกรรมที่เขียนข้างต้น อาจเป็นเพียงจินตนาการของผมเอง จึงอย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังจนเกินไป เพียงให้รู้เท่าทันอะไรบางอย่างคือ เราต้องระมัดระวัง เพราะวาทกรรมบางครั้งกลายเป็นเครื่องมือของผู้หวังแต่จะเอาชนะ ของผู้ไม่รู้จริงหรือรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ แต่ต้องการแสดงออกว่ารู้เรื่องของผู้อื่นถึงในใส้ในพุง รู้หมดว่าใครสมคบคิดกับใคร เพื่ออะไร จึงทำทีออกมาเตือน

 

แต่ก็หวังให้ผู้ฟังคล้อยตาม ตามอคติ ภยาคติ ฉันทาคติของตน นักวาทกรรมเช่นนี้ไม่ต่างจากผู้สร้างความไขว้เขว (demagogue) อย่างไรก็ดี อยากเสนอให้เรามีทัศนคติที่เปิดกว้าง เขากลัวเขาจึงเกลียด เขาไม่รู้เพราะเชื่อคนง่าย หรืออ่านหนังสือแบบฉาบฉวย เราไม่ควรตอบความเกลียดด้วยความเกลียด เราควรตอบความไม่รู้ทั้งของเราและของเขาด้วยการถกแถลงแบบตั้งใจฟังและไม่ด่วนตัดสิน เพราะเราแทบทุกคนยังไม่มีใครบรรลุธรรม