Columnist

ความยุติธรรมสำคัญไฉน

10 ตุลาคม 2019 เวลา 06:44 น.

เปิดอ่าน 291
โคทม อารียา

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อาจแบ่งแยกคนไทยเป็นสองฝ่ายดังตัวอย่างในสังคมฝรั่งเศส

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ข่าวการยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดีของนายคณากร เพียรชนะ หัวหน้าคณะขั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา เป็นข่าวที่น่าเศร้าและสะเทือนใจอย่างยิ่ง

 

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลาร่วมกับนายแพทย์ด้านทรวงอก ร่วมกันแถลงข่าวว่า นายคณากรโดนยิงด้วยกระสุนปืนจริงขนาด 9 มม. ที่ทรวงอกด้านซ้าย กระสุนทะลุออกด้านหลังซ้าย อาการเช่นนี้ถือว่าสาหัส ผลการเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์พบว่าบริเวณม้ามมีรอยฉีกขาด มีเลือดออกในบริเวณช่องท้องในปริมาณไม่มาก คาดว่าไม่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยปลอดภัย และต้องการพักผ่อนและรักษาตัวไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ เท่าที่แพทย์ได้คุยกับผู้ป่วย ก็ไม่น่าจะมีความเครียดอะไร แต่จะให้จิตแพทย์มาประเมินอีกครั้ง

 

ก่อนจะยิงตัวเอง นายคณากรได้เขียนแถลงการณ์ความยาว 25 หน้า ในฐานะผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดำที่ 3428/2561 ที่อัยการเป็นโจทย์ฟ้องจำเลย 5 คน ข้อหาความผิดต่อชีวิต อั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ สรุปความจากแถลงการณ์เป็นประเด็นหลักได้ 3 ประเด็น ดังนี้

 

1.นายคณากรได้ร่างคำพิพากษาด้วยความเห็นชอบของผู้พิพากษาที่ประกอบเป็นองค์คณะ ให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน เพราะโจทย์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง มีแต่คำซัดทอด และคำสารภาพของจำเลยขณะถูกควบคุมตัวโดยกฎหมายพิเศษ

 

เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ จึงส่งร่างคำพิพากษาให้ผู้พิพากษาหัวหน้าภาค และรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ตรวจ ซึ่งทั้งสองได้ทำบันทึกว่าไม่เห็นด้วยกับร่างคำพิพากษาขององค์คณะ เมื่ออธิบดีได้รับบันทึกจึงทำคำสั่งที่หน้าบันทึกพร้อมประทับคำว่า “ลับ” สั่งให้เขียนคำพิพากษาใหม่ให้ลงโทษจำเลยทั้ง 5 คน

 

หากไม่ทำตามให้ทำบันทึกชี้แจงเพื่ออธิบดีจะดำเนินการต่อไป นายคณากรเห็นว่าตนทำตามกฎหมายแล้ว หากอธิบดีไม่เห็นด้วยกับร่างคำพิพากษา อธิบดีต้องทำความเห็นแย้งติดสำนวนไว้ มิใช่มีบันทึก “ลับ” สั่งให้แก้ร่างคำพิพากษา อีกทั้งไม่ควรบอกว่าหากไม่ทำตามอธิบดีจะดำเนินการต่อไป

      

หากองค์คณะทำตามอธิบดี ก็ต้องพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีโทษประหารชีวิตสถานเดียว (ดูเหมือนว่าผู้ที่รอดจากโทษประหารชีวิตอย่างหวุดหวิดคนหนึ่ง จะเป็นคนที่เข้ามอบตัวตามโครงการพาคนกลับบ้าน แต่ข่าวนี้ไม่ได้รับการยืนยัน)

 

การตัดสินเช่นนั้นจะไม่ใช่เป็นความเห็นขององค์คณะ หากเป็นเพราะอธิบดีที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีตามหลักฐานทั้งปวงเป็นคนสั่ง นายคณากรจึงมีความอึดอัดใจอย่างยิ่ง ทางเลือกหนึ่งคือขัดคำสั่งอธิบดีและอาจถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งส่งผลเสียต่ออนาคตความเป็นผู้พิพากษาของตน

 

อีกทางเลือกหนึ่งคือยอมรับตราบาปที่ตนไม่ได้ก่อ สุดท้ายเขาหันมาเลือกที่จะอ่านคำพิพากษายกฟ้อง เขียนแถลงการณ์ แล้วยิงตัวเองดังที่เป็นข่าว เพื่อยืนยัน “แถลงการณ์” ของตน

 

 

2.ความพยายามเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของนายคณากรโดยอธิบดีคนเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งนายคณากรเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนอยู่ที่ศาลจังหวัดปัตตานี โจทย์ฟ้องโดยสรุปว่าจำเลยสามคนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยใช้ปืนยิง องค์คณะเจ้าของสำนวนเห็นว่าจำเลยผิด

 

แต่เมื่อร่างคำพิพากษาแล้วส่งสำนวนให้ตรวจ ผู้ตรวจร่างคำพิพากษา รวมทั้งอธิบดีมีความเห็นว่า จำเลยทั้งสามกระทำด้วยความจำเป็น แต่ข้อเท็จจริงคือ ผู้ถูกฆ่าถูกยิงทางด้านหลังกระสุนทะลุออกปาก และไม่มีอาวุธใด ๆ ติดตัว

 

องค์คณะจึงแก้ไขเฉพาะถ้อยคำและรูปแบบของการเขียนคำพิพากษา แต่อธิบดีมีบันทึกให้คำแนะนำ มีความตอนหนึ่งว่า “ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย” นายคณากรไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำ แต่ไม่กล้าฝืนคำสั่ง จึงแก้ไขร่างคำพิพากษา โดยลดโทษการจำคุกของจำเลยตามคำแนะนำ

 

3.นายคณากรมีความเห็นว่า ในช่วงนี้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในศาลยุติธรรม ยกตัวอย่างเรื่องบ้านพักตุลาการป่าแหว่งที่ดอยสุเทพ นอกจากนี้ ผู้พิพากษาศาลขั้นต้นยังไม่ได้รับความยุติธรรมทางการเงิน เมื่อสืบพยานเสร็จต้องเขียนคำพิพากษา แต่ในตารางการทำงานกลับไม่มีเวลาให้สำหรับการเขียน ต้องใช้ความสามารถส่วนตัวเขียนคำพิพากษา หรือต้องเขียนนอกเวลางาน โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนในการเขียน อีกทั้งห้ามมิให้ประกอบอาชีพอื่นเพื่อหารายได้เพิ่ม เป็นเหตุให้ผู้พิพากษาขาดความมั่นคงทางการเงิน

 

นายคณากรฝากถ้อยคำลงท้ายแถลงการณ์ว่า  “คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา” “คืนความยุติธรรมให้ประชาชน” “คำแถลงของผมอาจมีน้ำหนักเบาเหมือนขนนก แต่หัวใจผู้พิพากษาหนักแน่นปานขุนเขา จึงมอบหัวใจชั่งบนตราชู ยืนยันคำแถลง”

 

จริงอยู่ คำแถลงที่สรุปได้ข้างต้น (โดยหวังว่าผมสรุปโดยไม่คลาดเคลื่อน) เป็นมุมมองและข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาคนหนึ่ง โดยผู้ถูกอ้างถึง โดยเฉพาะอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยังไม่ได้ให้มุมมองและข้อเท็จจริงฝ่ายตน แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าจะมีมูล เพราะคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ได้มีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงเสนอแก่ ก.ต. ภายใน 15 วัน

 

เรื่องใหญ่ปานนี้ย่อมร้อนถึงผู้มีอำนาจ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีจึงให้สัมภาษณ์ว่า “นายกรัฐมนตรีฝากให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันเพื่อให้เกิดความชัดเจน ... อีกทั้งนายกฯก็ทราบว่าเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่มีการหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย จึงอยากให้ทุกฝ่ายรอผลการประชุม ก.ต.”

 

หากจะให้วิกฤตนี้กลายเป็นโอกาส ก็ขอให้มีการปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบให้ชัดเจน เพื่อให้อธิบดีผู้พิพากษาตรวจร่างคำพิพากษาได้ภายในขอบเขตที่มิใช่เป็นการไปแก้ไขร่างคำพิพากษาขององค์คณะเจ้าของสำนวน จนไปกันคนละทาง ทั้งนี้ อธิบดีควรกระทำอย่างเปิดเผย โดยทำเป็นความเห็นแย้งติดสำนวนไว้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหน้าที่ของอธิบดีตามที่กฎหมายกำหนด

 

 

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อาจแบ่งแยกคนไทยเป็นสองฝ่าย ตัวอย่างการแบ่งแยกทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในสังคมฝรั่งเศสอย่างยืดเยื้อเป็นเวลาสิบสองปี (ระหว่าง ค.ศ. 1894-1906) นั่นคือกรณีเดรฟุส (Dreyfus Affair)

 

เรื่องมีอยู่ว่า ร้อยเอกเดรฟุสที่มีเชื้อสายยิวถูกกล่าวหาว่าเป็นจารชนผู้ส่งเอกสารลับไปให้สถานทูตเยอรมัน เรื่องนี้เกิดขึ้นในบรรยากาศของชาวฝรั่งเศสที่รักชาติ เกลียดชาวยิว และเกลียดชาวเยอรมัน ในปี 1894 เดรฟุสถูกศาลทหารตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในเรือนจำของเกาะปีศาจ (île du Diable)

 

ต่อมาในปี 1896 หัวหน้าหน่วยข่าวกรองฝรั่งเศสพบหลักฐานว่าคนที่ส่งเอกสารดังกล่าวมิใช่เดรฟุส หากเป็นนายพันเอสแตรฮาซี (Esterhazy) กองบัญชาการทหารไม่อยากกลับคำ ทางออกคือส่งหัวหน้าหน่วยข่าวกรองไปอยู่อัฟริกาเหนือ น้องชายของเดรฟุสจึงกล่าวหาเอสแตรฮาซีต่อกระทรวงกลาโหม ซึ่งตัดสินว่าเอสแตรฮาซีไม่มีความผิด

 

คำตัดสินนี้ถูกใจฝ่ายชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างมาก แต่นักประพันธ์ชื่อดังนามว่า เอมีลโซลา (Emile Zola) ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เพื่อคัดค้านคำตัดสิน

 

บทความมีชื่อเรื่องว่า “ผมขอกล่าวหา” (J’accuse) มีใจความว่า ความยุติธรรมแม้สำหรับคนคนเดียว มีความสำคัญกว่าการปกป้องสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรักชาติ ภัยที่มาจากชาวยิว หรือ สถาบันทหารที่บางคนถือว่าจะผิดมิได้

 

หลังการโต้เถียงที่รุนแรงและการก่อจลาจลที่คุกคามชุมชนยิวในเมืองต่าง ๆ กว่า 20 แห่ง จึงได้มีการสืบสวนสอบสวนใหม่อย่างถี่ถ้วนในปี 1899 และศาลทหารยอมทบทวนคดีโดยลดโทษจำคุกให้เหลือเพียง 10 ปี อย่างไรก็ดี เดรฟุสได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี แต่กว่าศาลอุทธรณ์จะตัดสินว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ก็ในปี 1906   

 

ประเทศไทยอาจมาถึงทางสองแพร่งเช่นเดียวกับฝรั่งเศสเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ซึ่งภายหลังการต่อสู้ทางความคิดผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

 

ชาวฝรั่งเศสได้ตกผลึกทางความคิดว่า ควรเลือกความยุติธรรมแม้สำหรับคนคนหนึ่ง เพราะหากไม่เลือกเช่นนี้ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอาจเกิดขึ้นแก่ใครก็ได้ แม้ผู้นั้นในวันนี้ ยังอาจไม่รู้สึกว่าความยุติธรรมนั้นสำคัญแก่ทุกคน