Columnist

อย่าฆ่า อย่าประหารชีวิตเลย

3 ตุลาคม 2019 เวลา 06:03 น.

เปิดอ่าน 492
โคทม อารียา

                วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติจีน ปีนี้จีนฉลองวันครบรอบปีที่ 70 ของชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยมีการสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ ที่แสดงอาวุธและแสนยานุภาพทางทหารมากมาย แต่พิธีกรในงานกล่าวตลอดเวลาว่า จีนมีอาวุธไว้ป้องกันตัว เพื่อสันติภาพ และไม่มีเจตจำนงที่จะรุกรานใคร กระนั้นก็ตาม ถ้าใช้อาวุธที่มีอยู่ จีนสามารถสร้างการสูญเสียชีวิตและความเสียหายในทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล ถ้าจีนเคลื่อนกองทัพมายังประเทศไทย กองทัพไทยคงไม่สามารถต่อสู้ได้ ถ้าจีนรบกับประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธโดยเฉพาะขีปนาวุธนิวเคลียร์ โลกก็จะเข้าสู่ความพินาศและความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และแม้ประเทศไทยจะไม่สู้รบกับใครในสงครามนิวเคลียร์ ก็จะไม่สามารถหลีกพ้นจากกัมมันตภาพรังษีและการแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่เรียกกันว่าฤดูหนาวนิวเคลียร์ (nuclear winter) ได้ แล้วเราที่เป็นคนธรรมดาผู้ไม่มีอำนาจ เราจะทำอะไรได้บ้าง ในสถานการณ์อันล่อแหลมของโลกทุกวันนี้

 

                สิ่งหนึ่งที่พอทำได้ คือปลูกฝังความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตมนุษย์ อันที่จริงศาสนาก็ห้ามการฆ่าอยู่แล้ว วลีที่ว่า “อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต” เป็นวลีที่ติดปากของชาวพุทธ ศีลข้อแรกบัญญัติให้ “ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่า” สาเหตุที่พระเตมีย์แสร้งทำตนเป็นใบ้ ก็เพราะไม่ต้องการขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ประเพณีบังคับให้ต้องตัดสินประหารชีวิตผู้คน ในศาสนายูดาห์และคริสต์ พระเจ้าทรงประทานบัญญัติสิบประการให้ผู้ที่นับถือพระองค์ได้ปฏิบัติ บัญญัติประการแรกคือ “thou shalt not kill” นั่นเอง ส่วนศาสนาอิสลามใช้ชื่อว่าอิสลามเพราะมีความหมายว่าสันติภาพ โดยมีข้อความในพระคัมภีร์ใจความว่า “การฆ่าคนใดคนหนึ่ง โดยปราศจากสาเหตุที่เที่ยงธรรม ถือว่าเป็นบาปใหญ่ ประหนึ่งว่าเป็นการฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และการไว้ชีวิตหนึ่งชีวิตใด ถือว่าเป็นการกระทำที่ดี ประหนึ่งว่าเป็นการไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล” ปัจจุบัน นานาประเทศยอมรับในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยมาตรา 3 ของปฏิญญามีความว่า “ทุกคนมีสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงของตัวตน”

 

                ผมคิดคำนึงว่าถ้าเราเชื่อในศาสนธรรมและ/หรือโลกธรรมดังที่ยกตัวอย่างข้อความที่นำมาอ้างข้างต้น เราจะฆ่าคนไหม เราจะสมรู้ร่วมคิดกับการฆ่าคนไหม เราคิดว่านักโทษรอประหารยังมีสิทธิในชีวิตไหม เราจะสนับสนุนการสร้างแสนยานุภาพในการฆ่าให้ยิ่งใหญ่มหาศาลยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ไหม.... ผมคิดคำนึงว่า ชีวิตของคนมีค่าสักเท่าไร ถ้าสามารถช่วยชีวิตของคนคนหนึ่งได้ เราจะยอมสละเงินทองหรือเวลาของเราแก่การช่วยชีวิตนั้นได้มากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าชีวิตเกิดมาต้องดับสูญ ไม่มีใครจะช่วยชีวิตของใครได้มากมายตลอดไป แต่ถ้าเป็นคนที่เรารู้จัก คนใกล้ชิด หรือผู้เป็นที่รัก ชีวิตของเขาจะสำคัญสำหรับแค่ไหน เราจะอุทิศตนเพื่อช่วยผู้อื่นและคนที่เรารักได้มากน้อยเพียงใด จึงจะเรียกว่าได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์เต็มที่แล้ว

 

                ผมคิดถึงนักโทษรอประหาร กฎหมายไทยมีฐานความผิดที่มีบทลงโทษประหารชีวิต จำนวน 55 ฐานความผิด เช่น ความผิดฐานการฆ่าผู้อื่น การข่มขืนจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นต้น ประเทศไทยมีผู้ที่ต้องโทษประหารชีวิต ทั้งสิ้น 528 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2561) อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่การประหารชีวิตเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ไม่มีการบังคับโทษประหารชีวิตเลยเป็นเวลา 9 ปี จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2561 จึงได้มีการบังคับโทษด้วยวิธีการฉีดสารพิษแก่นักโทษรายหนึ่ง ต่อมาในโอกาสอันเป็นศิริมงคล ได้มีการพระราชทานอภัยโทษโดยเปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นการจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ดังนั้น จำนวนนักโทษรอประหารชีวิตได้ลดลงเป็นศูนย์ และมีการเริ่มต้นนับกันใหม่

 

                ในสมัยก่อน ทุก ๆ ประเทศ ต่างก็มีโทษประหารชิวิตเป็นโทษประเภทหนึ่งในการลงโทษทางอาญา ต่อมาในปี ค.ศ. 1847 มลรัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกา เป็นดินแดนที่พูดภาษาอังกฤษแห่งแรกที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต จากนั้นหลายประเทศได้ทยอยยกเลิกโทษดังกล่าว จำแนกเป็นสถิติในปัจจุบันได้ดังนี้ มี 106 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับอาชญากรรมทุกชนิด 8 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับอาชญากรรมธรรมดาที่ไม่ร้ายแรง เช่น โทษเกี่ยวกับยาเสพติด 28 ประเทศมีการตัดสินลงโทษประหารชีวิต แต่ไม่บังคับโทษ เหลืออยู่ 56 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย  ที่มีโทษและการบังคับโทษประหารชีวิต สำหรับประเทศไทย มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวนมาก แม้ดูเหมือนว่าการลงโทษขั้นสูงสุดเช่นนี้ จะมีผลเป็นการป้องปรามหรือหยุดยั้งอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติดได้น้อยมาก

 

                สหภาพยุโรปได้วางเงื่อนไขว่า ประเทศใดจะเข้าเป็นสมาชิก ต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตก่อน หนึ่งในประเทศสมาชิกที่ใส่ใจในเรื่องนี้คือประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 2001 องค์กรพัฒนาเอกชนของฝรั่งเศสองค์กรหนึ่ง ชื่อ Together Against the Death Penalty (ECPM) ได้จัดประชุมต่อต้านโทษประหารชีวิตแห่งโลก (World Congress) ขึ้นเป็นครั้งแรกที่ห้องประชุมสภายุโรป ต่อมาในปี 2002 มีการก่อตั้ง องค์กรความร่วมมือต่อต้านโทษประหารชีวิตแห่งโลก (World Coalition) ขึ้น องค์กรความร่วมมือฯได้จัดประชุมระดับโลกเป็นประจำทุกปี ที่ประชุมระดับโลกในปี 2003 ได้ประกาศให้วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านโทษประหารชีวิตแห่งโลก (World Day) สหภาพยุโรปและองค์กรสมาชิกขององค์กรความร่วมมือฯได้ถือวันที่ 10 ตุลาคม เป็นวันจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโทษประหารชีวิตเรื่อยมา

 

ในโอกาสวันครบรอบปีที่ 17 ของการประกาศวันต่อต้านโทษประหารชีวิตแห่งโลก องค์กรภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายยุติโทษประหารชีวิต และจัดประชุมเสวนาเรื่องการยุติโทษประหารชีวิต ในวันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 12.30 – 16.30 น. ที่ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดมุมมองและแลกเปลี่ยนความเห็นกับสาธารณชน เกี่ยวกับโทษประหารชีวิตทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตฝรั่งเศส

 

 

      ในตอนต้นของบทความนี้ ผมได้แสดงความห่วงใยถึงภัยแห่งสงครามที่อาจทำลายล้างโลกใบนี้ได้ในอนาคต หากหลายประเทศยังคงแข่งขันการสะสมอาวุธโดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์กันไปเรื่อย ๆ มีคำกล่าวว่าสงครามเริ่มที่มโนทัศน์ (mind) ของคน การยับยั้งสงครามจึงต้องเริ่มที่มโนทัศน์เช่นกัน มโนทัศน์ที่สำคัญคือความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ชีวิตแม้นเพียงหนึ่งเดียว หากปลิดปลงลง อาจถือเป็นบาปอันมหันต์ มโนทัศน์เช่นนี้อาจเริ่มแก่คนที่อับจนที่สุด คนที่เรากลัวว่าเขาจะเป้นภัยร้ายแรงแก่สังคม นั่นคือคนที่รอการประหารชีวิต หากเราเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตเขาได้ เราก็อาจเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตของ “ผู้เป็นอื่น” ของคนที่ต่างจากเรา คนที่เราอาจเห็นเป็นศัตรูเพราะมีชาติหรือศาสนาต่างออกไป เมื่อนั้น เราคงไม่ทำสงครามเพื่อคร่าชีวิตของคนจำนวนมาก ด้วยเหตุแห่งความกลัวของเราเอง