Columnist

ความคิดซับซ้อน

26 กันยายน 2019 เวลา 06:03 น.

เปิดอ่าน 23
โคทม อารียา

ความคิดของคนเราอาจจำแนกเป็นความคิดที่แสวงความเรียบง่าย ที่อยากลดทอนปรากฏการณ์ที่ประสบให้เรื่องที่เข้าใจได้ง่าย กับความคิดที่โอบรับความซับซ้อน ความย้อนแย้ง และไม่คิดว่าควรลดทอนประกฏการณ์ที่ประสบให้เป็นความเรียบง่ายแบบผิด ๆ ในความคิดแบบแรก เราจะมองโลกภายในกรอบคิดกรอบหนึ่ง หรือด้วยฉันทะแบบหนึ่ง เช่น ภายในกรอบคิดของการจัดระเบียบ ด้วยมุมมองทางสังคมศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์ หรือด้วยฉันทะทางสุนทรีย์-วรรณคดีหรือทางวัตถุธรรม ฯลฯ

 

ในความคิดที่โอบรับความซับซ้อน เราจะเห็นว่าระเบียบกับความไร้ระเบียบเป็นของคู่กัน เรามองหาภาพรวม หาโครงสร้าง หาระบบ หาความเชื่อมโยงสัมพันธ์ มองหาการจัดองค์กรและความเสื่อมขององค์กร หรือมองว่าชีวิตประกอบด้วยเรื่องเล่า วาทกรรม และยึดการใช้ชีวิตมากกว่ายึดสารัตถสำคัญหนึ่งใดในชีวิต

             

ถ้ามองสังคมโลกในปัจจุบัน เราอาจเห็นภัยคุกคามอย่างน้อย 4 ด้านคือ (1) ภัยจากทุนนิยมสุดโต่ง ที่ทำให้เกิด “ผู้ประกอบการ” สมัยใหม่ที่สะสมทุนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ทุนนั้นเป็นพลังทางการเมือง (2) ภัยจากโลกาภิวัฒน์เชิงวัฒนธรรมที่คุกคามวัฒนธรรมและอารยธรรมเดิม จนเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน และเกิดการปะทะกันทางค่านิยมและความเชื่อ (3) ภัยจากโลกาภิวัฒน์เชิงเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนสู่ตลาดโลกที่เสรีโดยมีผลเสียต่อตลาดในประเทศ จนเกิดปฏิกิริยาชาตินิยมในหลายประเทศที่หันมาปกป้องตลาดของตนมากกว่าจะคล้อยตามวาทกรรมตลาดโลกที่เสรี (4) ภัยจากการทำลายระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมลภาวะ การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ยั่งยืน และการก่อภาวะโลกร้อน เป็นต้น

             

จากภัยคุกคามดังกล่าว หลายคนหวังพึ่งผู้นำทางการเมือง ผมมองไปทางผู้นำฝายขวา ที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมหรือชาตินิยม ก็มองไม่เห็นใครหรือผู้นำประเทศไหนที่พอจะพึ่งได้ ผมมองไปทางผู้นำฝ่ายซ้าย ที่มีความคิด “ก้าวหน้า” ก็มีความหวังขึ้นบ้าง เพราะบางคนเริ่มพูดถึงภัยคุกคามดังกล่าวข้างต้น

 

แต่ดูเหมือนความคิดยังกระจัดกระจาย และมีการปะทะกันในเชิงบุคลิกภาพของผู้นำมากกว่าในเชิงสร้างสรคค์ความคิดใหม่ ๆ ที่มองไปไกล ๆ ผมคุยกับพื่อนบางคน เขาบอกว่าหมดความหวังกับการมือง (ทั้ง ๆ ที่การเมืองคือกุญแจสำคัญ) เขาบอกว่าเสรีประชาธิปไตยกำลังถดถอย บางคนอาจหันไปหาประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ ประชาธิปไตยแบบจีน หรือประชาธิปไตยแบบตัวใครตัวมัน

             

การมองแบบลดทอนเพื่อหาคำตอบที่เรียบง่ายต่อภัยคุกคาม คงไม่ใช่การมองที่มีประสิทธิผลมากนัก เพราะเราจะแยกปัญหาเป็นด้าน ๆ แล้วมุ่งแก้ปัญหาบางด้านอย่างได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง เราจะมองภาพระยะสั้นแบบแยกส่วน จึงขาดการมองภาพรวมในระยะยาว ขาดการสร้างความหวังที่จะเป็นบ่อเกิดแห่งพลัง ที่สำคัญคือ เราอาจจะหมดแรงเพราะหลงหาคำตอบเชิงเดี่ยว หรือพยายามเอาชนะอุปสรรคเชิงเดี่ยวโดยไม่คำนึงถึงปัญหาข้างเคียงที่ตามมา

             

การคิดแบบซับซ้อนไม่ใช่การทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก หากเป็นการยอมรับว่า มนุษย์ สังคม และธรรมชาติ มีความซับซ้อนและความย้อนแย้งเป็นธรรมดา และทฤษฎีที่จะช่วยให้เข้าใจความซับซ้อนก็มีหลากหลายสาขาวิชา ที่แย้งกันระหว่างสาขาวิชาก็มีและแย้งกันภายในแต่ละสาขาวิชาเองก็มี ยังไม่มีใครที่สามารถคิดค้นทฤษฎีอันเรียบง่ายทฤษฎีเดียวที่ใช้ได้กับทุกบริบทหรือทุกสถานการณ์

             

อันที่จริง จะหวังพึ่งนักการเมืองฝ่ายเดียวก็เป็นการมองเชิงเดี่ยว พึ่งนักวิชาการก็ไม่ได้มาก ส่วนนักความมั่นคงก็มองโลกแคบไปบ้าง อันที่จริง เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ของทุกสังคม และของทุกประเทศนั่นแหละ ที่จะต้องสร้างการตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามร่วม ซึ่งอาจไม่ใช่มีเพียง 4 ข้อ หรือไม่ใช่ 4 ข้อข้างต้น ปัญหาไม่ใช่ว่ามีความคิดที่หลากหลายเกินไป แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่การไม่ยอมรับว่ามีหลายความคิดที่ต่างกันและต่างก็ใช้ได้ การยอมรับความคิดที่ซับซ้อนจะช่วยให้เห็นปฏิสัมพันธ์ทั้งทางความคิดและการกระทำที่หลากหลาย เห็นปฏิสัมพันธ์ที่นำไปสู่การจัดองค์กร เห็นความสำคัญขององค์กรที่มีศักยภาพในการจัดการตนเอง (self-organization) เป็นต้น

             

 

ผมขอเสนอความคิด (ที่ไม่ซับซ้อนเท่าไร) ว่าจะทำอย่างไรดีกับภัยคุกคามดังกล่าว ก่อนอื่นอยากจะถามว่า สังคมโลกกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤติหรือไม่ และอะไรคือวิกฤติ (บางคนคงคิดว่าไม่มีวิกฤติด้วยซ้ำไป) ผมเห็นว่าวิกฤติที่เราเผชิญเป็นปัญหาสะสมระยะยาว กว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสาย คล้ายกับกบในกะทะที่ค่อย ๆ ร้อน กว่าที่กบจะรู้ตัวก็สุกเสียแล้ว ภาวะโลกร้อนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วิกฤตเช่นนี้ต้องการการสุมหัวคิดให้มาก มีความท้อถอยหรือหมดหวังให้น้อย ไม่มีใครบอกได้ว่าควรทำอะไร แล้วการกระทำก็ผุดบังเกิด (emerge)

 

เช่น ไม่มีใครคาดหวังว่านักเรียนที่ชื่อเกรตาจะปลุกจิตสำนึกของเยาวชนทั่วโลกในเรื่องภาวะโลกร้อนได้เพียงนี้ หรือต้องรอให้ปลาพยูนตัวหนึ่งตาย คนไทยจึงเริ่มตั้งคำถามว่าจะลดการใช้พลาสติกได้อย่างไร อย่างไรก็ดี หลังจากมีรายงานขององค์การสหประชาชาติว่า การกินเนื้อวัวให้น้อยลงจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก แต่ยังไม่มีข่าวว่ารายงานนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคได้มากน้อยเพียงไร

             

ผมหวังว่านักการเมืองและนักวิชาการจะช่วยกันเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากมนุษย์ผู้ครองโลกและเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ มาเป็นมนุษย์ผู้ถ่อมตน โดยเคารพและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งทอดให้ลูกหลาน และอนุชนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างยั่งยืน

             

ในการรับมือกับภัยของทุนสุดโต่ง กับโลกาภิวัฒน์และกับชาตินิยมหลงใหล เราควรมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น ควรร่วมกันคิดถึงอนาคต โดยไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีเท่านั้น หากยังควรชี้ด้วยว่า สังคมกว้างกว่าการเมือง ไม่ควรลดทอนการเมืองให้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ และไม่ควรเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจสำคัญกว่าความเป็นธรรมและความยั่งยืน ส่วนเทคโนโลยีนั้นช่วยได้แน่นอนถ้าสามารถนำมารับใช้มนุษย์ สังคม มนุษยชาติและธรรมชาติ มากกว่าจะรับใช้ทุน ชาติใดชาติหนึ่ง หรือความเป็นนามธรรมใด ๆ

 

ความคิดซับซ้อนไม่ใช่คำตอบมากไปกว่าความคิดเรียบง่าย อันที่จริง เราควรรับการย้อนแย้งระหว่างความคิดทั้งสอง ความคิดซับซ้อนเน้นความสัมพันธ์ระหว่างกายภาพ-ความคิด-ความเชื่อ-จิตวิญญาณ มององค์รวมและส่วนประกอบขององค์รวมว่าขึ้นต่อกันและเป็นมากกว่ากันอย่างไร มองว่าระบบ-ปฏิสัมพันธ์-การจัดองค์กรนั้นปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การจัดระเบียบ-การไร้ระเบียบ-การจัดระเบียบใหม่ดำเนินไปไม่หยุดยั้ง ฯลฯ

 

ส่วนความเรียบง่ายพยายามมองหลักการที่ช่วยให้เข้าใจความซับซ้อน เพื่อให้เห็นเครือข่ายของปฏิสัมพันธ์ และเพื่อวางแนวทางของการกระทำท่ามกลางความซับซ้อนและไม่แน่นอน โดยคำนึงว่าผลการกระทำย่อมไม่เป็นดังตั้งใจเสมอไป

 

Edgar Morin (1921-  ) เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศส ผมได้อ่านหนังสือชื่อ La Méthode (4 เล่ม 1977-1991)ของเขาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเป็นการบุกเบิกเรื่องความคิดซับซ้อน เขาเขียนว่าองค์รวมเป็นมากกว่าส่วนประกอบ เพราะมีคุณสมบัติที่ผุดบังเกิดเพิ่มขึ้นจากองค์รวม และส่วนประกอบก็เป็นมากกว่าองค์รวม จากการที่ส่วนประกอบมีบุคลิกเฉพาะที่ไม่อาจลดทอนได้ ผมเพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาที่ยืนยันว่าความเป็นฝ่ายซ้ายของเขามีแหล่งที่มาอยู่ 4 แหล่งคือ 1) แหล่งความคิดเสรีนิยม เพื่อชีวิตที่เบิกบานของปัจเจกบุคคล 2) แหล่งความคิดสังคมนิยม เพื่อสังคมที่ดีกว่า 3) แหล่งความคิดชุมชนนิยม เพื่อปฏิสัมพันธ์และภราดรภาพ และ 4) แหล่งความคิดนิเวศนิยม เพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ

 

ในท้ายที่สุด เจ้าสำนักความคิดซับซ้อนผู้นี้ ก็ยืนยันความต่อเนื่องในความตั้งใจหรือในอุดมการณ์ของเขา ซึ่งอาจเป็นความเรียบง่ายที่มาประกอบความคิดซับซ้อนของเขานั่นเอง