Columnist

ความเหลื่อมล้ำ

19 กันยายน 2019 เวลา 05:02 น.

เปิดอ่าน 30
โคทม อารียา

รัฐบาลบอกอยู่เสมอว่าเศรษฐกิจของเราดี มีการเติบโตประมาณ 3% ปัจจุบันได้อนุมัติเงินตามที่กระทรวงการคลังเสนอจำนวน 3.1 แสนล้านบาท โดยมีหลายมาตรการที่มุ่งให้มีการจับจ่ายใช้สอยเงินมากขึ้น บริโภคสินค้ามากขึ้น เช่น รัฐบาลใส่เงินเพิ่มในบัตรคนจน-คนชรา-ค่าเลี้ยงดูบุตร มีโครงการ “ชิม-ช็อพ-ใช้” แจกเงินเที่ยวเมืองไทยคนละ 1,000 บาทจำนวน 10 ล้านคน เป็นต้น เป้าหมายคือหวังให้คนจนได้รับประโยชน์และหวังให้เกิดเงินหมุนเวียนมากขึ้น แต่มาตรการกระตุ้นการบริโภคเช่นนี้ คนจนส่วนหนึ่งได้ประโยชน์ แต่เงินที่กระจายออกไป มักกลับไปกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ขายสินค้าและบริการรายใหญ่ ๆ อีกทั้งไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนจนยากจนต่อไป การกระตุ้นการบริโภคเป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาความเหลือมล้ำในรายได้และในการถือครองทรัพย์สินระหว่างคนจนกับคนรวย

 

สังคมมนุษย์มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในชุมชนบุพกาลมีไม่มากนัก เพราะการสะสมสมบัติทำได้จำกัด เช่น เมื่อมีที่ดินให้บุกเบิกถากถางเป็นจำนวนมาก ก็ไม่รู้ว่าจะสะสมที่ดินไปทำไม มีเพียงเพื่อทำมาหากินมาเลี้ยงดูครอบครัวก็พอ มีที่ดินมากเกินก็เกินกำลังที่จะเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวพืชผล เมื่อครอบครัวขยายออกไป ลูกหลานก็สามารถไปถากถางที่ดินซึ่งไม่มีใครจับจอง สำหรับทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัวของตนเองได้ต่อไป

 

ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อมีปัจจัยเรื่องอำนาจและการสู้รบระหว่างเผ่าพันธุ์ จึงต้องการกำลังคนและจำเป็นต้องสะสมเสบียงเพื่อเลี้ยงดูกำลังคน ปัจจัยที่สองคือระบบความเชื่อ เริ่มจากความเชื่อในจิตวิญญาณ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปัจจัยที่สามคือมีการแลกเปลี่ยนสิ่งอุปโภคบริโภค สังคมจึงมีการแบ่งงาน เป็นนักรบพวกหนึ่ง เป็นนักบวชหรือนักพิธีกรรมทางความเชื่อพวกหนึ่ง เป็นพ่อค้าอีกพวกหนึ่ง ที่เหลือก็ทำหน้าที่ผลิตปัจจัยสี่ในการครองชีพ โดยส่วนหนึ่งต้องมีสำหรับครอบครัว และจำนวนไม่ใช่น้อยต้องแบ่งให้นักรบ นักบวช และพ่อค้า ซึ่งสร้างความชอบธรรมให้ตนได้ผลผลิตมาโดยไม่ต้องผลิต หัวหน้านักรบจะใช้ทหารหรือผู้ช่วยไปเก็บภาษีเพื่อแลกกับการคุ้มครอง นักบวชจะรับบริจาคในการทำพิธีกรรมเพื่อแลกกับความสงบสุขทางจิตใจ ส่วนพ่อค้าจะทำกำไรในการแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ สังคมมีการแบ่งชั้นวรรณะและเริ่มเห็นประโยชน์ในการสะสมสมบัติเพื่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนคุณลักษณะจากสังคมบุพกาลมาเป็นสังคมสะสมสมบัติ (patrimonial society)

 

ในสังคมสะสมสมบัติ ถ้านักบวชช่วยตักเตือนด้วยคุณธรรม ก็จะสามารถถ่วงดุลไม่ให้นักรบใช้อำนาจไปในทางกดขี่ขูดรีดสะสมสมบัติแบบโหดร้ายเกินจำเป็นได้บ้าง ถ้าพ่อค้าชี้ว่าการต่อรองประโยชน์จะช่วยให้ได้มาซึ่งสมบัติที่ต้องการโดยไม่ต้องไปปล้นเอามาจากแดนไกล นักรบก็ไม่จำเป็นต้องก่อศึกสงครามโดยอ้างศักดิ์ศรีของตน เป็นต้น แต่สังคมสะสมสมบัติมักทำอะไรแบบเกินเลย เช่น เอาพวกไร้สมบัติจำนวนหนึ่งมาเป็นทาส บุกรุกดินแดนแม้ห่างไกลเอามาเป็นเมืองขึ้นแล้วขนสมบัติและผลผลิตของเมืองขึ้นมาเป็นของตน ส่วนนักบวชก็ไม่ว่าอะไร บางคนยังสนับสนุนและหาทางสะสมสมบัติของตนแบบเกินเลยด้วยซ้ำไป แม้นักบวชมักไม่มีทายาทสืบตระกูล แต่ก็มีทายาททางหน้าที่มาสืบทอดตำแหน่งและสืบทอดสมบัติที่สะสมไว้ พ่อค้าช่วยทำให้ผู้มีอำนาจทางตรงและทางความเชื่อมีสิ่งต่าง ๆ ที่หายากในท้องถิ่น มาเป็นความหรูหราเหนือคนทั่วไป และมาประดับบารมี

 

สังคมทาสก็ดี สังคมล่าอาณานิคมก็ดี ล้วนสืบทอดมาจากสังคมสะสมสมบัติที่สะสมแบบเกินเลย และเป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้มีกับผู้ไร้สมบัติ

 

มีความพยายามที่จะล้มเลิกชนชั้นเจ้าของสมบัติ แต่ได้ไปให้อำนาจแก่ชนชั้นปกครองที่ประกาศว่าจะเลิกสมบัติ และชนชั้นปกครองก็ทำแบบเกินเลย ประสบการณ์การสร้างความเท่าเทียมโดยการล้มล้างสมบัติส่วนตัวจึงล้มเหลว

 

มีความพยายามที่จะลดการครอบงำของนักรบ นักบวช และพ่อค้า โดยเน้นอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่มีคำขวัญว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ แต่ในปัจจุบัน ชนชั้นเจ้าสมบัติก็โต้กลับ โดยสร้างสังคมทุนนิยมสุดโต่ง ซึ่งก็คือสังคมสะสมสมบัติในชื่อใหม่นั่นเอง ทุนนิยมสุดโต่งประสบความสำเร็จอยู่ในขณะนี้ เพราะว่าผู้มีอำนาจทางโลกลุ่มหลงในคำว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ แล้วเสนอว่าการขัดขวางการสะสมทุน จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง ส่วนผู้มีอำนาจทางธรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ว่าอะไรกับวัตถุนิยมสุดโต่งเช่นนี้ อุดมการณ์ประชาธิปไตยจึงถูกคุกคาม เสรีภาพถูกแปลงความหมายให้รวมถึงเสรีภาพในการกอบโกยและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ความเสมอภาคถูกแปลงความหมายให้เน้นเรื่องความเสมอภาคทางโอกาสที่เป็นนามธรรม ส่วนภราดรภาพไม่ได้รวมถึงการกระจายอำนาจสมบัติจึงยังไม่เป็นพลังทางการเมือง

 

การลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยยังไม่ประสบผลสำเร็จใด ๆ เพราะมาตรการต่าง ๆ เช่น การกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลเพื่อ “ช่วยเหลือคนจน” ไม่ได้พิจารณาถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เชิงประวัติศาสตร์ และเชิงอุดมการณ์ ดังที่กล่าวมาอย่างหลวม ๆ และคร่าว ๆ ข้างต้น ประชาธิปไตยในประเทศไทยยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อต้องเผชิญกับอุดมการณ์ดั้งเดิมที่หยั่งรากลึก และถูกหล่อเลี้ยงโดยอำนาจปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง

 

อันที่จริง การเปลี่ยนแปลงโดยพยายามลดบทบาทของทุนนิยมและของการสะสมสมบัติเป็นเรื่องยาก หลายประเทศกำลังพยายามอยู่ แต่หลายประเทศกลับสวนทาง คือกลับไปเสริมเขตแดนของประเทศด้วยอุดมกาณ์ชาตินิยมที่มาเสริมแรงทุนนิยมสุดโต่ง ว่าเอาตัวรอดแต่เฉพาะประเทศเรา เศรษฐกิจเราย่อมดีกว่า ส่วนประเด็นที่ต้องการความร่วมมือระดับโลก เช่น สิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน ก็ให้ประเทศอื่นทำไป เพราะเราไม่อยากฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ประเทศเราเหนือชั้นกว่าประเทศอื่น ๆ

 

ที่ฝรั่งเศสมีนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งชื่อ Thomas Piketty เขาได้ศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างเอาจริงเอาจัง จากข้อมูลเชิงสถิติจำนวนมหาศาล หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2003 มีชื่อว่า “ทุนในศัตวรรษที่ 21” มียอดขาย 2.5 ล้านเล่ม เมื่อต้นเดือนกันยายน 2019 เขาตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “ทุนและอุดมการณ์” หนากว่า 1200 หน้า ซึ่งเขาบอกว่าดีกว่าเล่มแรก ถ้าจะอ่านเล่มเดียวให้อ่านเล่มหลังนี้ก็พอ

 

เขายกสถิติมาให้เห็นว่า ในประเทศร่ำรวยที่สุดคือสหรัฐอเมริกา การกระจายรายได้แย่ลงเนื่องจากนโยบายของเรแกนเป็นสำคัญ ในปี 1960 คนที่รวยที่สุด 1% มีสัดส่วนรายได้ 12.6% ขณะที่คน 50% ที่มีรายได้น้อย มีสัดส่วนรายได้ 19.5% ในปี 2015 คนที่รวยที่สุด 1% มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 19.6% ขณะที่คน 50% ที่มีรายได้น้อย มีสัดส่วนรายได้ลดลงเป็น 12.6% คือตัวเลขสลับกันเลย

 

Piketty เสนอว่านักประชาธิปไตยต้องไม่ท้อถอยหรือละทิ้งอุดมการณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องเสนอมาตรการเพื่อความเสมอภาคที่มีข้อมูลและการศึกษารองรับ รวมทั้งมีการถกแถลงอย่างกว้างขวาง เพราะการก้าวข้ามทุนนิยมย่อมเต็มไปด้วยขวากหนาม และความล้มเหลวจะทำให้ต้องใช้เวลาอีกนาน ข้อเสนอ 10 ข้อของเขานั้นต้องการการทำความเข้าใจพอสมควร และอาจเหมาะสมต่อบริบทของฝรั่งเศส จึงจะขอกล่าวแต่เพียงว่า เขาเสนอให้ปรับปรุงระบบภาษีให้มีลักษณะเชิงก้าวหน้า และต้องทำให้สมบัติที่จะเป็นมรดกตกทอดมีจำนวนไม่มากจนเกินไป ส่วนข้อเสนอที่สำคํญในเชิงโครงสร้างคือ การพัฒนาประชาธิปไตยทางการเมืองและทางเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมและใช้การถกแถลง (deliberation) เป็นสำคัญ