Columnist

อัดฉีดเศรษฐกิจ3.1แสนล้านแบบไร้ราก หมุนเงินม้วนเดียวจบ ระวังพังทั้งระบบ!!!

22 สิงหาคม 2019 เวลา 10:17 น.

เปิดอ่าน 291
เห่าไฟ

ผมเกิดในครอบครัวคนจน จึงซึมซับปัญหาของคนยากจนในทุกอณูของร่างกายจิตใจ คงเพราะเหตุนี้ ถึงได้ชอบศึกษาเรียนรู้กลไกของรัฐที่มีผลต่อการพลิกฟื้นความยากจนของประชาชนอย่างได้ผล

และหนึ่งในกลไกนั้นก็คือ กองทุนหมู่บ้านฯ

วิเคราะห์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล3.1แสนล้านบาทหลายเรื่อง เป็นได้แค่ ไฟไหม้ฟาง กระตุ้นระยะสั้น ฉะนั้น ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ต้องคิดให้ดี เงินจากรัฐบาลผ่านมือประชาชนไปรวมอยู่กับใคร ถ้าไม่ใช่นายทุนใหญ่เจ้าของกิจการห้างร้านเพียงไม่กี่ราย

รัฐบาลต้องหากลไกกระจายเงินระยะสั้นแต่ให้ผลหมุนเวียนระยะยาว มิใช่การเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าบริการแล้วจบ แม้แต่การแจกเงินให้ไปท่องเที่ยว ก็เป็นการใช้แค่รอบเดียวแล้วจบ

มีคำถามว่า หากประชาชนส่วนใหญ่ไปเที่ยวเพราะการแจกเงินจากรัฐบาล มันก็ชัดเจนอยู่เองว่า ถ้าเมื่อไหร่รัฐบาลไม่แจกเงิน คนส่วนใหญ่ก็คงไม่ไปเที่ยวเหมือนเดิม แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรต่อการหมุนเวียนของเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่9

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องเอาไปคิดทบทวนให้ดี

หากถามว่า แล้วจะทำอย่างไร เงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จึงจะกลายเป็นการหมุนเวียนกระตุ้นระยะยาวได้ด้วย

คำตอบก็คือ ต้องหาระบบหรือกลไกของรัฐ ย้ำ กลไกรัฐ หรือกลไกประเทศ ไม่ใช่กลไกของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เอามาใช้เป็นเครื่องมือกระจายเงินระยะสั้นแต่ให้ผลระยะยาว ซึ่งบิ๊กทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลทราบดีว่า กลไกที่ว่านี้คืออะไร

แต่ทำไมถึงไม่นำไปใช้งานให้ถูกต้อง มิหนำซ้ำ ยังไปหลับหูหลับตาใช้งานแบบผิดๆตามข้อเสนอคนบ้องตื้นบางคน นั่นก็คือ การไปพักชำระหนี้ ตอนแรกจะพักทั้งระบบ แต่พอโดนด่า ก็เลยกระมิดกระเมี้ยนเอาแค่ พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้านฯ ในส่วนของบัญชีธกส./ออมสิน หรือในอนาคตไม่ว่าจะเป็นบัญชีใดก็ตาม หากยังไม่เข้าใจถึงวิถีชาวบ้านและการสร้างวินัยการเงินชุมชนว่า เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็นแค่ไหน ก็ต้องถือว่า รัฐบาลยังใช้งานกลไกทุนชุมชนแบบผิดๆ หากยังดันทุรัง จะส่งผลเสียหายต่อระบบการเงินชุมชนอย่างใหญ่หลวง

ข้อสำคัญ รัฐบาลไม่ต้องยุ่งเรื่องพักชำระหนี้ก็ได้ เพราะจริงๆ กรรมการกองทุนเคยคิดเองทำเองมาแล้ว หากเห็นว่า ชาวบ้านเดือดร้อนแสนสาหัส ก็พักชำระหนี้ให้โดยไม่เก็บดอกเบี้ยด้วยซ้ำไป เช่น คราวเมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

ฉะนั้น การที่รัฐบาลไปพักชำระหนี้แบบเหวี่ยงแหคลุมไปทั้งประเทศ ไม่ว่าจะบัญชีไหนก็ตาม มันทำให้วินัยการเงินชุมชนเสียหายอย่างที่จะเรียกกลับคืนมาลำบาก เพราะบางกองทุน กรรมการเขารักษาวินัยได้ ไม่ได้ต้องการพักชำระหนี้ แต่มาตรการนี้ ทำให้กรรมการกองทุนไม่มีทางเลือก

หากการผ่อนปรนจากฝ่ายการเมืองที่เข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการเงินชุมชน จนทำให้วินัยการเงินของระบบทุนชุมชนมีอันต้องเสียหายและเกิดการลุกลามเป็นโรคติดต่อไปยังบัญชีอื่นๆของกองทุน ฐานของการหมุนเวียนเงินในระบบผ่านกองทุนหมู่บ้านฯที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานกว่า18ปี ก็จะอันตรธานหายไปนับแสนล้านบาท คำถามก็คือ รัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาสร้างฐานการหมุนเงินในระบบแบบนี้เพื่อทดแทนเข้าไป เพราะหากฐานเงินหมุนเวียนในชั้นนี้ทรุดหรือหายไป การหมุนเงินในระบบก็จะแผ่วเบาลง หากไม่เสริมเข้าไป ก็ทำให้การหมุนเงินในระบบอ่อนแอลงเรื่อยๆ

นี่คือ สิ่งที่คสช. รัฐบาลลุงตู่1 ต่อเนื่องมายัง รัฐบาลลุงตู่2 มองข้ามมาตลอด

มองข้ามเพราะแค่อคติในใจที่ว่า กองทุนหมู่บ้านฯถือกำเนิดจากรัฐบาลทักษิณ ทั้งๆที่คนกองทุนหมู่บ้านฯทั้ง14ล้านบัญชีหรือ14ล้านคน ไม่เคยยึดติดกับ ทักษิณ เลย เพราะทุกคนก็รู้ดีว่า ทักษิณ ก็ไม่ได้เข้าใจกระบวนการรากฐานปรัชญาของกองทุนหมู่บ้านฯที่ถือกำเนิดจาก พรบ.กองทุนหมู่บ้านฯ2547มากนัก

อคติในใจรัฐบาลลุงตู่ คือ การกลัดกระดุมผิด เม็ดที่1

เพราะกองทุนหมู่บ้านฯ ทุกวันนี้ ดำรงและขับเคลื่อนอยู่ได้ มาจากการคิดเอง ทำเอง พึ่งพาตนเอง ของประชาชน ไม่ได้พึ่งพา ทักษิณ เพราะหากกองทุนหมู่บ้านฯอยู่ได้เพราะทักษิณ ป่านนี้ กองทุนหมู่บ้านฯคงพินาศไปหมดแล้ว เพราะ ทักษิณก็ไม่ได้มาดูดำดูดีกองทุนหมู่บ้านฯมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว

กองทุนหมู่บ้านฯอยู่ได้ด้วยจิตอาสาของประชาชนที่คิดเองทำเอง บางกองทุนฯมีเงินก้นถุงแค่1ล้านบาท แต่ปัจจุบัน สามารถพัฒนาทุนได้ 100 กว่าล้านบาท หลายต่อหลายกองทุนฯ สามารถพัฒนาทุนได้หลายสิบล้านบาท

ชาวบ้านเขาเรียนผิดเรียนถูก กอดคอกอดไหล่ กัดฟัน ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ กรรมการกองทุนฯส่วนใหญ่ของประเทศ ความรู้ก็ไม่มีเหมือนคนที่ทำงานในแบงก์พาณิชย์ หรือแบงก์รัฐ ส่วนใหญ่ไม่ได้จบปริญญาตรี ไม่ได้มีดีกรีด้านบัญชีและการเงิน เงินเดือนค่าจ้างก็ไม่มีให้พวกเขา แต่ประชาชนเหล่านี้ ต่างยอมเสียสละมานะบากบั่นไปเรียนรู้การบริหารจัดการการเงินระดับครัวเรือนและชุมชนที่ศูนย์การเรียนรู้ในจังหวัด/อำเภอ เพื่อลำเลียงเงินทุนทั้งหมดไปหมุนผ่านมือประชาชนรอบแล้วรอบเล่า รอบแล้วรอบเล่า และรอบแล้วรอบเล่า...

ทำอยู่อย่างนี้ รักษาระบบอยู่อย่างนี้ ยาวนานถึง 18 ปี

แม้จะมีบางกองทุนฯที่สู้กับปัญหาอุปสรรคไม่ไหว ต้องล้มฟุบแน่นิ่งไม่ไหวติง แต่ก็เป็นธรรมดาของการบริหารจัดการเงินทุน อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย แม้แต่แบงก์ใหญ่ๆที่มีพวกจบด๊อกเตอร์ ด๊อกเตี๊ยะ ร่ำเรียนมาสูงๆจากเมืองนอกเมืองนา ก็ยังสร้างฟองสบู่ ซุกหนี้เน่า โกงกันสะบั้นหั่นแหลก จนระบบการเงินของประเทศพังพินาศกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปี2540 ต้องเอาบ้านเมืองไปจำนำไอเอ็มเอฟอยู่นานหลายปี

แต่กองทุนหมู่บ้านฯ ไม่เคยสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้แก่ชาติบ้านเมืองเยี่ยงนั้น หากจะมีกองทุนฯที่ทำเจ๊ง เงินสูญหาย ก็เป็นเรื่องธรรมดา ออกจะน่าเห็นใจด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาคือ ชาวบ้าน จะให้ทุกกองทุนฯเจ๋งสุดยอดสมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด คงเป็นไปไม่ได้ ทำไมไม่ไปดูกองทุนฯที่พัฒนาจาก1ล้านเป็น100กว่าล้านเล่า ชาวบ้านตาดำๆนี่แหละ สามารถพัฒนาเงินทุนจาก1ล้านบาท เป็น 100กว่าล้านบาท หรือบางกองทุนก็หลายสิบล้านบาท

นี่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชาวบ้านที่เป็นประชาชนเต็มขั้น มีดีกรีแค่ปริญญาจากมหาวิทยาลัยชุมชน แต่สามารถบริหารจัดการสถาบันการเงินชุมชนได้สำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย

เอาไว้จะมาเล่าให้ฟังว่า พวกเขาสร้างความมหัศจรรย์ทางการเงินในระบบทุนชุมชนขึ้นมาได้อย่างไร

วันนี้ เอาเรื่องนี้ก่อน อคติของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลลุงตู่2 กับความเฟอะฟะในการใช้กลไกทุนหมุนเวียนชุมชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศแบบผิดๆ ไม่อยากจะบอกว่า โง่ แต่ก็คงคือๆกัน

โดยเฉพาะการไปอุปโลกน์ทุนชุมชนแบบใหม่ภายใต้พรบ.สถาบันการเงินประชาชน 2562 ขึ้นมาหวังจะเอามาทดแทนกลไกกองทุนหมู่บ้านฯที่อยู่ยั้งยืนยงมาอย่างยาวนานถึง18ปีนั้น

บอกได้เลยว่า เป็นการกลัดกระดุมผิดเม็ดที่2 ซึ่งจะเป็นการทำลายทุนชุมชนทั้งระบบให้พังพินาศในอีกไม่ช้า

เอาไว้เล่าสู่กันฟังตอนหน้าครับ

 

เห่าไฟ