Columnist

จากตำนานมรณะ สปก.4-01 สู่มหกรรม “โป๊ะแตก” ปล้นกลางทุ่งวังน้ำเขียว!!!

16 สิงหาคม 2019 เวลา 16:05 น.

เปิดอ่าน 26
เห่าไฟ

กิเลสบังตาอันชั่วร้ายในใจคน ไม่เคยตายไปจากสังคมมนุษย์  หากนับย้อนหลังกลับไปปี 2537 ซึ่งเป็นยุคกลางของผลประโยชน์ทับซ้อนของนักการเมืองในเรื่องการสวมสิทธิคนจนปล้นแผ่นดินหลวง ขบวนการงาบสปก.4-01ต้องประสบกับหายนะครั้งใหญ่ โดนประชาชนส่วนใหญ่ประณามตามล้างตามเช็ดจนแทบแทรกแผ่นดินหนี 

 

แต่บทเรียนของกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในยุคนั้น ก็ไม่ได้ทำให้นักการเมืองในยุคต่อมาเข็ดหลาบ ยังคงพากันเดินขบวนพาเหรดไปสู่หายนะแก๊งแล้วแก๊งเล่า

 

กระทั่งล่าสุด ยุคปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่เพิ่งลอกคราบมาเป็น รัฐบาลประยุทธ์2 ได้สร้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี2560 เอาไว้เป็นการเฉพาะในหมวด9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีการกำหนดบทบัญญัติเอาไว้แน่นเปรี๊ยะ ล้อมคอกไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว และพวกพ้อง

 

รัฐธรรมนูญมาตรา185 เน้นย้ำชัดเจนไม่ให้ สส. สว. และรัฐมนตรีไม่ให้ใช้สถานะหรือตำแหน่งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองโดยมิชอบตามที่กำหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม

 

ประเมินดูแล้ว พิจารณาจากประสบการณ์การทำข่าวต่อต้านทุจริตมานับครั้งไม่ถ้วนในอดีตของผม ต้องยอมรับบทบัญญัตินี้ จะเป็นดาบอาญาสิทธิ์พิฆาต นักการเมืองโกง หรือ พวกกังฉินในอนาคตอันใกล้ได้อย่างแน่นอน

 

เพราะสมัยก่อน การทำข่าวกระชากหน้ากากนักการเมืองทุจริต ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแบบนี้คอยเป็นหลักยึดให้นักข่าวสายเหยี่ยวอย่างพวกเรา แต่ก็ยังทำข่าวกระชากหน้ากากคนโกงได้ทุกครั้ง สาเหตุก็เพราะเรามีแนวร่วมประชาชนนับสิบล้านคน ซึ่งมีหัวใจเที่ยงธรรม คอยหนุนหลังเป็นหลักยึดให้พวกเรา นักข่าวสายเหยี่ยว หน่วยเจาะเกราะทั้งหลายนั่นเอง

 

มาวันนี้ จากข้อมูลวงใน และพฤติกรรมแขวนกระดิ่งใส่เสื้อแดง ทำตาขวางจ้องสวมสิทธิคนจนปล้นแผ่นดินหลวงกลางวันแสกๆกันอีกครั้ง แม้ขบวนการงาบสปก.4-01จะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างไร แต่กลุ่มคนพวกนี้ก็ล้วนแต่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกันยังกับแกะ

 

นั่นก็คือ การมีใบหน้าเป็น “กังฉิน” นั่นเอง!!!

 

โดยเฉพาะการไปสุมหัวกันในพรรคการเมืองบางพรรค ผลักดันนโยบายช่วยเหลือที่ดินทำกินให้ประชาชนคนยากจน แต่เบื้องลึกเบื้องหลังกลับกลายเป็น แก๊งเปรตปล้นแผ่นดินหลวง จนกระทั่ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องใช้ความเป็นผู้นำประเทศตงฉิน ตะวาดใส่คนเหล่านี้ให้หยุดพฤติกรรมอันเลวร้ายลงเสีย

 

แต่คล้อยหลังไม่นาน เมื่อ คสช.หมดอำนาจ บิ๊กตู่ ไม่มีมาตรา44ไว้บั่นคอนักการเมืองขี้ฉ้อ กลุ่มการเมืองเหลือบแผ่นดินบางคนก็ร่วมกันก่อการสวมสิทธิคนจนปล้นแผ่นดินหลวงขึ้นอีก คราวนี้ บังอาจถึงขั้นใส่เสื้อแดงแขวนกระดิ่ง วิ่งโทงๆกลางทุ่งวังน้ำเขียว แหกตาผู้หลักผู้ใหญ่บางคน จนเกือบจะเสียคนไปตามๆกัน

 

สุดท้าย แผนปล้นกลางทุ่งยกแรกกลายเป็น “โป๊ะแตก” แผ่นดินหลวงมีปู่ย่าตายายบรรพบุรุษไทยคอยปกปักษ์รักษา ขบวนการผลประโยชน์ทับซ้อนยุค4.0เดินไปชนปังตอ โดนดำเนินคดีไปหลายราย

 

แต่ก็อย่างที่บอกว่า นี่แค่ยกแรก!!!

 

กังฉินงาบแผ่นดินหลวง ยังคงสุมหัววางแผนกันไม่หยุด ซึ่งก็ต้องบอกไว้ตรงนี้ว่า การไปคิดพลิกแพลงแทงซ้ายแทงขวามุดหน้ามุดหลังยังไง สุดท้าย สปก.4-01 ก็คือแผ่นดินหลวงที่สงวนเอาไว้ให้แก่เกษตรกรยากไร้ และตกทอดเป็นมรดกแก่คนยากจนเท่านั้น ไม่มีทางเป็นอื่น

 

โดยเฉพาะการใช้สมองง่าวๆของบรรดากังฉิน คิดจะอาศัยความยุ่งเหยิงของอัตราส่วนแผนที่ในอดีต รวมถึงเส้นดินสอที่ขีดแบ่งเขตแดนระหว่างชุมชนกับป่าในอดีตมาเป็นเครื่องมืองาบแผ่นดิน ปล้นสิทธิคนจนไปปรนเปรอคนรวยนั้น

 

ชาติหน้าตอนบ่ายก็อย่าได้สมหวัง เพราะมี “ทีเด็ด” ของฝ่ายตงฉินเตรียมเอาไว้เล่นงานพวกกังฉินพร้อมสรรพ ไม่เชื่อก็คอยดู ไม่ได้ท้า แต่อยากลองของก็เชิญ

 

เพราะกรณีนี้ ไม่ว่า กี่ยุคสมัย บอกได้เลยว่า คุกไม่ได้มีไว้ขังหมา แต่มีไว้ลากคอ กังฉิน เข้าซังเตมานักต่อนักแล้ว!!!