Columnist

พอหรือยัง ชิมช้อปใช้?

7 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:13 น.

เปิดอ่าน 1642
สุวิชา เป้าอารีย์

รัฐบาลอย่าลืมว่าเงินที่นำมาแจกไม่ได้เสกจากไหทองคำ แต่เป็นเงินของผู้จ่ายภาษีให้รัฐ

ในที่สุด มาตรการชิมช้อปใช้ เฟส 2 ก็ได้ผู้ลงทะเบียนครบ 3 ล้านคนตามเป้าหมาย และเมื่อรวมกับ เฟส 1 มีผู้รับสิทธิ์ รวม 13 ล้านคน หากทุกคนนำ เงิน 1000 บาทที่ได้รับฟรีจากมาตรการนี้ไปใช้ก็จะมียอดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 13000 ล้านบาท

 

ซึ่งในประเด็นนี้ นิด้าโพลก็ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่กับมาตรการชิมช้อปใช้ โดยทำการสำรวจสองครั้งคือในช่วงเฟส 1 ต้นเดือนตุลาคมและช่วงเฟส 2 ต้นเดือนพฤศจิกายน พบว่าผู้ที่จะไม่ลงทะเบียนในเฟส 1 มี ร้อยละ 58.37 แต่จำนวนลดลงในเฟส 2 เหลือเพียงร้อยละ 39.97 ซึ่งอาจหมายถึงผู้ที่คิดว่าจะไม่ลงทะเบียนในเฟส 1 บางส่วนได้เปลี่ยนใจมาลงทะเบียนในเฟส 2

 

ในขณะที่การสำรวจในเฟส 1 พบว่ากลุ่มประชาชนที่คิดว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี กับกลุ่มประชาชนที่มองว่าเปลืองงบประมาณ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง มีจำนวนที่เท่ากันคือประมาณร้อยละ 27 และผู้ตอบที่มองว่าประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการนี้มีร้อยละ 19.59

 

ในขณะที่ในเฟส 2ประชาชนที่คิดว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีมีร้อยละ 24.33 ส่วนกลุ่มประชาชนที่มองว่าเปลืองงบประมาณ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง มีร้อยละ 26.62 และผู้ตอบที่มองว่าประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการนี้มีร้อยละ 26.15 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจในเฟส 1

 

แต่เมื่อถามว่าโดยภาพรวมเห็นด้วยกับโครงการ “ชิมช้อปใช้” หรือไม่ พบว่าในเฟส 1 และเฟส 2 ได้คำตอบที่ไม่ค่อยแตกต่างกัน โดยคนไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ในจำนวนไล่เลี่ยกัน กลุ่มผู้ที่เห็นด้วยมากกับค่อนข้างเห็นด้วยอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 48 ส่วนผู้ที่บอกว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยเลยอยู่ที่ร้อยละ 50  

 

 

แน่นอนในทางการเมือง ต้องขอยกนิ้วให้ผู้ที่เสนอมาตรการนี้ว่าสามารถช่วยรัฐบาลหาเสียงกับผู้มีรายได้น้อยจนถึงชนชั้นกลางระดับล่างได้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 18 – 45 ปี และกลุ่มผู้ไม่มีรายได้จนถึงรายได้ไม่เกิน 20,000 บาท ต่อเดือน (จากการแตกข้อมูลออกมา) ที่มีจำนวนผู้ที่เห็นด้วยมากกับค่อนข้างเห็นด้วยรวมกันแล้วมีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยเลย

 

จากผลตอบรับทำให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่า กระทรวงการคลังขอเวลาประเมินผลมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 1 และเฟส 2 ก่อน คาดจะใช้ระยะเวลา 1 เดือน ว่ามาตรการที่ออกไปมีผลอย่างไร...ก่อนจะเปิดให้ลงทะเบียนชิมช้อปใช้ เฟสที่ 3

 

ฟังรัฐมนตรีพูดแล้วตกใจ จะเอาอีกหรือ? เพราะแค่ 2 เฟสก็น่าจะพอแล้ว รัฐบาลตั้งใจว่าจะแจกให้ครบ 60 ล้านคนเลยหรือไง? ถึงแม้ว่าอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีทางการเมืองแต่ในทางความยั่งยืนในการพัฒนา ต้องขอบอกเลยว่าสอบตกอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะมาตรการชิมช้อปใช้ (รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย) ทำให้ประชาชนเคยตัวต้องพึ่งพิงภาครัฐอยู่ตลอดเวลา เมื่อประชาชนเคยได้ของแจกฟรีจากรัฐบาลมาครั้งหนึ่งก็เริ่มติดใจอยากได้อีกครั้งที่สอง สาม และเรื่อย ๆ ซึ่งก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงมีผู้คนจำนวนมากเรียกร้องขอเฟส 3

 

รัฐบาลอย่าลืมว่าเงินที่นำมาแจกนั้นไม่ได้เสกได้จากไหทองคำ แต่เป็นเงินของผู้ที่เคารพกฎหมายจ่ายภาษีให้รัฐ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เงินเดือนที่ไม่เคยได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนเพราะต้องโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน หากเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลหมุนเงินไม่ทัน มาตรการด้านภาษี

 

ไม่ว่าจะเป็นการขยายฐานผู้เสียภาษี การขึ้นภาษีในธุรกิจหรือสินค้าบางชนิด การเปลี่ยนมาตรการหักลดหย่อนภาษีที่ทำให้การหักลดหย่อนภาษียากหรือยุ่งยากมากขึ้น (เช่นที่เกิดกับการหักลดหย่อนจากการประกันชีวิตและสุขภาพ) และอาจจะรวมถึงการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้นด้วย อาจจะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มงบประมาณตามนโยบายแจกเงินเหล่านี้ คนกลุ่มแรกที่จะเดือดร้อนคือผู้ที่เคารพกฎหมายด้วยการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

 

 

สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเกิดความยั่งยืนคือ อย่างแรกการเข้าไปดูแลราคาพืชผลทางการเกษตรให้เกิดความเป็นธรรม (แต่ไม่ใช่การอุดหนุนแบบทำให้รัฐหมดตัวอย่างการประกันราคาข้าวที่ผ่านมาของรัฐบาลในอดีต) และการลดต้นทุนทางการผลิต

 

อย่างที่สอง รัฐบาลควรเน้นภาคบริการโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวให้มากเพราะเป็นส่วนที่ก่อให้เกิดการกระจายของรายได้ไปในทุกภาคส่วนที่สำคัญของสังคม ตั้งแต่เจ้าของโรงแรม 5 ดาวไปจนถึงแม่ค้าขายไข่ปิ้งตามชายหาด อย่างที่สามคือการหามาตรการกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศเพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน (ที่เป็นธรรมด้วยนะ)

 

เมื่อใดก็ตามที่ชาวนา ชาวไร่ แรงงานและชนชั้นกลางที่ขยันทำมาหากิน (ไม่ใช่พวกที่รอคอยแต่ความช่วยเหลือจากรัฐบาล)  ลืมตาอ้าปากได้ พวกเขาและลูกหลานจะบริโภคมากขึ้น และระบบเศรษฐกิจจะหมุนเวียนคล่องตัวอย่างเป็นธรรมชาติ

 

แค่นี้ก็ไม่ต้องแจกเงินแล้ว

 

No more Chim-Shop-Chai (eat-buy-spend) economic stimulus scheme.