Columnist

เพื่อไทย ขาลง?

16 มกราคม 2020 เวลา 07:48 น.

เปิดอ่าน 1366
สุวิชา เป้าอารีย์

พฤติกรรมงูเห่าของสมาชิกพรรคบางคน ทำให้เกิดคำถามว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลงจริงหรือ

 

ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมจากการสำรวจของนิด้าโพล ประมาณ 32 %  ในขณะที่ผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่หนึ่งเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยมีเพียง 19 % ซึ่งน้อยกว่าพรรคอนาคตใหม่ประมาณ 11 %

 

สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยได้จำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด โดยมีคะแนน popular vote จากทั้งประเทศเป็นอันดับสองประมาณ 7.9 ล้านเสียง ซึ่งน้อยลงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554 ที่เคยได้ 15.7 ล้านเสียง

 

 อย่างไรก็ตามหลังจากที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในปี 2562 ได้ จึงกลายเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี นายสมพงษ์  อมรวิวัฒน์  เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์  เป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค   

 

ในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดขอนแก่นเมื่อปลายปี 2562 พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ให้กับพรรคพลังประชารัฐ ทั้ง ๆ ที่ พื้นที่นี้เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลานาน และส่งผลให้คุณหญิง สุดารัตน์ ลาออกจากการเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค เปิดช่องให้ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง แสดงบทบาทนำในพรรคแทน (ทำไมไม่ใช่หัวหน้าพรรคสมพงษ์ อมรวิวัฒน์?)

 

ในขณะเดียวกันการโหวตลงคะแนนเสียงในสภาหลายครั้งที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะมีงูเห่าที่เปิดเผยตัวอย่างชัดเจนและที่ยังไม่เปิดเผยตัว อาศัยอยู่ในพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง (บางกระแสคาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 10 – 20 คน) งูเห่าเหล่านี้มีทั้งที่โหวตสวนมติพรรค (แสดงตนชัดเจน) และกลุ่มตัดสินใจไม่โหวตใด ๆ (น่าจะมีความละอายใจอยู่เล็ก ๆ)

 

คะแนนที่หายไป เกือบ 8 ล้านเสียง ผลโพลที่แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมที่ลดลง ความขัดแย้งภายในพรรค ฯ ที่ออกมาตามหน้าสื่อรวมถึงพฤติกรรมงูเห่าของสมาชิกพรรคบางคน ทำให้เกิดคำถามว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลงจริงหรือ? อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พรรค ฯ ดูอ่อนแอลง

 

ประเด็นแรก พรรคเพื่อไทยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพลาดจุดเดียวทำให้แพ้ทั้งกระดาน การแบ่งออกเป็นหลายพรรค แต่เป็นพันธมิตรกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ  เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องหากจะเอาชนะภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน  แต่ข้อผิดพลาดคือกลยุทธ์การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่มิบังควรของพรรคไทยรักษาชาติ จนนำไปสู่การถูกยุบพรรคและการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคจำนวนหนึ่ง

 

ข้อผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่ตามมาคือการเทคะแนนของพรรคไทยรักษาชาติให้กับพรรคอนาคตใหม่และการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา ซึ่งในที่สุดกระแสพรรคอนาคตใหม่ก็แรงขึ้นอย่างรวดเร็วและได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้และอาจรวมถึงในอนาคตด้วย

 

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยถูกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและพรรคพลังประชารัฐแย่งฐานคะแนนเสียงดั้งเดิมของพรรค ฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรากหญ้า ที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทั้งนำเสียงสนับสนุนตามไปด้วย และอีกส่วนหนึ่งคือนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามุ่งเอาใจคนรากหญ้า เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ทำให้คะแนนจากกลุ่มคนรากหญ้าจำนวนหนึ่งหันไปสนับสนุนนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์

 

ประเด็นที่สาม คือ กระแสข่าวมากมาย (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) ว่าคนแดนไกลถอดใจแล้ว เพราะมองออกว่าในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ (2562) เป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะเอาชนะพลเอกประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ และนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่มุ่งชิงคะแนนเสียงคนรากหญ้ามาจากพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คนแดนไกลลดบทบาททางการเมืองของตัวเองลงและไปมุ่งเน้นทำธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น (ไม่มั่นใจว่าลดการสนับสนุนพรรคในด้านอื่น ๆ ด้วยหรือเปล่า)

 

ในประเด็นที่เกี่ยวกับคนแดนไกลนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่รอคอยการพิสูจน์ คือพรรคเพื่อไทยจะสามารถมีความเป็นสถาบันได้หรือไม่หากขาดคนแดนไกล หรือจะเป็นเพียงแค่พรรคเฉพาะกิจที่มีระยะยาวหน่อย แต่ไม่สามารถสร้างความเป็นสถาบันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้

 

ประเด็นที่สี่ คือ พรรคเพื่อไทยขาดผู้นำที่มีบารมีที่แท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการลดบทบาททางการเมืองของคนแดนไกล และไม่ได้ชี้ชัดว่าจะให้ใครจะนำพรรคแทน เมื่อมองเข้าไปในพรรคเพื่อไทยจะพบว่าแม้ว่านายสมพงษ์ จะเป็นหัวหน้าพรรค แต่กลับไม่เคยมีบทบาทนำพรรคเลยและไม่รู้ว่าสามารถทำงานร่วมกับเลขาธิการพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้หรือเปล่า

 

ส่วนคุณหญิง สุดารัตน์ ที่ได้พยายามแสดงบทบาทนำในพรรคในขณะที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ก็ถูกเตะตัดขาจากสมาชิกพรรคบางส่วน จนทนไม่ได้และมีกระแสข่าวทิ้งพรรคตลอดเวลาในช่วงหลังการแพ้เลือกตั้งที่ขอนแก่น ในที่สุดคนที่กำลังแสดงบทบาทนำของพรรคในปัจจุบันกลับกลายเป็น  ร้อยตำรวจเอกเฉลิม  อยู่บำรุง จอมเก๋าทางการเมืองที่รู้ว่าเมื่อไรควรแสดงบทบาททางการเมืองและเมื่อไรควรสงบปากสงบคำ หายไปจากหน้าสื่อสักพักหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มั่นใจว่าร้อยตำรวจเอก เฉลิม จะรอดจากการถูกสมาชิกพรรค ฯ ต่อต้านหรือไม่ คงต้องรอดูกันอีกระยะหนึ่ง

 

ประเด็นที่ห้า สมาชิกพรรค ฯ จำนวนหนึ่งทนไม่ได้กับการเป็นฝ่ายค้าน (ไม่รู้ว่าเพราะนึกถึงอมตะวาจาของอดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่บอกว่า “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง” หรือเปล่า) จึงเกิดงูเห่าขึ้นในพรรค ไม่ว่าจะเป็นประเภทเปิดเผยหรือซ่อนเร้น เพราะการเป็นฝ่ายค้านนั้นยากต่อการทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเลือกตั้งของตนเอง แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะสามารถเจรจานอกรอบ (หรือลับ ๆ) เพื่อหางบประมาณมาลงในพื้นที่ รวมถึงพลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น (สรุปคือทุกคนแย่งกันเป็นรัฐบาล)

 

 

ประเด็นสุดท้าย บทบาทการเป็นแกนนำฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยยังไม่เฉียบคม รวมถึงยังไม่โดนใจประชาชน เพราะดูเหมือนว่าจะเล่นบทเดิม ๆ ยังไม่สามารถหาประเด็นสำคัญ ๆ ที่สามารถมัดรัฐบาลจนดิ้นไม่หลุด แต่กลับพูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเลย หรือเปิดประเด็นที่ทำให้คนฟังหัวเราะว่า เก่าไปมั้ง!

 

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าประเด็นหนึ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ทำถูกต้องในเชิงกลยุทธ์ในขณะนี้คือการไม่ประกาศสนับสนุนการเมืองนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าจะมีสมาชิกพรรค ฯ หรือแกนนำพรรคบางคนทะเร่อทะร่า กระโดดเข้ารวมวงในบางกิจกรรม เพราะการเข้าร่วมกิจกรรมนอกสภานั้นออกจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายในบางเรื่องหากพลาดขึ้นมา ฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคืออยู่เฉย ๆ รอเก็บตกผลประโยชน์จากความผิดพลาดของทั้งฝ่ายพรรคอนาคตใหม่และรัฐบาลดีกว่า อย่างน้อยหากมีพรรคการเมืองถูกยุบก็อาจจะมีส้มหล่นมาบ้าง...

 

ช่วงนี้ ว่าง ๆ นอกจากจะอภิปายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว (ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร) ก็คุยกันให้รู้เรื่อง ว่าใครควรจะนำพรรคที่แท้จริง หากช้าเดี๋ยวร้อยตำรวจเอก เฉลิม จะยึดพรรคเอา…