Columnist

ทำการเมืองให้เป็นในช่วงโควิด-19

2 เมษายน 2020 เวลา 8:05
ทำการเมืองให้เป็นในช่วงโควิด-19
เปิดอ่าน 944
สุวิชา เป้าอารีย์

แม้แต่ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ เราคงไม่สามารถบังคับนักการเมืองให้มีวันหยุดทางการเมืองได้

การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมทางการเมืองที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรอง ความขัดแย้ง การโจมตีกัน การหลอกลวงกัน การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน การแบล็คเมล์ การข่มขู่ การประนีประนอม การร่วมมือกัน การหักหลังกัน และละครทางการเมืองอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีนักการเมืองทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเป็นตัวแสดงหลัก

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดในอำนาจและมีชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการกำหนดนโยบาย มาตรการหรือกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับตนเอง (ทุก ๆ รัฐบาลก็ทำแบบนี้แหละ)

ฝ่ายค้านก็เช่นเดียวกันต้องทำทุกอย่างเพื่อหาทางล้มรัฐบาล เปลี่ยนขั้วทางการเมือง หรือเพื่อสร้างฐานคะแนนนิยมให้กับพรรคตนเองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยกิจกรรมทางการเมืองหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะหรือตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล การรณรงค์ทางการเมือง และอาจรวมถึงการพาประชาชนลงไปบนถนนด้วย เป็นต้น

ในภาวะปกติ ทั้งสองฝ่ายจะเล่นการเมืองและห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เกมส์การเมืองและกลยุทธ์ในการเอาชนะกันจะถูกนำมาใช้กันแบบไม่มีวันหยุด โดยทั้งหมดนี้จะอ้างความชอบธรรมว่าทำไปเพื่อประเทศชาติและประชาชน (ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน)

แม้แต่ในภาวะวิกฤติ ความเป็นความตายของประเทศชาติและประชาชน เราคงไม่สามารถบังคับนักการเมืองให้มีวันหยุดทางการเมืองได้ (political holidays) แต่นักการเมืองที่รู้เท่าทันสถานการณ์จะเข้าใจว่าควรทำการเมืองอย่างไร ที่จะสามารถช่วยทั้งแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศและได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันได้ แต่ก็ยังมีนักการเมืองที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ เล่นการเมืองแบบเดิม ๆ ออกมาแสดงความคิดเห็นและบทบาททางการเมืองผิดที่ผิดเวลาจนถูกถล่มผ่านทั้งสื่อกระแสหลักและ social media

ขอเริ่มจากฝ่ายค้านน้องใหม่มาแรง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านนอกสภาอย่างคณะก้าวหน้าหรือฝ่ายค้านในสภา เช่นพรรคก้าวไกลที่ประกอบไปด้วยแกนนำและสมาชิกอดีตพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ฉกฉวยโอกาสทางการเมืองในขณะที่รัฐบาลกำลังมึนกับวิธีการแก้ไขการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่าง ๆทางการเมือง (ที่ไม่ค่อยจะถูกที่ ถูกเวลาสักเท่าไร) ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการวิจารณ์การออก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้น อย่างไรก็ต่าง การเล่นการเมืองในรูปแบนี้ในภาวะวิกฤติทำให้ทั้งคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลถูกโจมตีอย่างหนักจากหลาย ๆ ฝ่าย ว่าในภาวะวิกฤติที่ทุกฝ่ายทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหา แต่กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่เหล่านี้กลับสนใจแต่จะเล่นการเมือง ต่อต้านรัฐบาลเพื่อหวังความได้เปรียบทางการเมือง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าในช่วงหลังจะส่ง สส. ของพรรค ฯ สองคนที่เป็นหมอ ออกมาสื่อสารสาธารณะในเชิงสร้างสรรค์ มากขึ้น (เห็นบอกว่ายินดีใช้ความเป็นวิชาชีพหมอไปช่วยงานรัฐ เอาเลย...โรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้กำลังต้องการหมอพอดี) รวมถึงการที่โฆษกพรรคก้าวไกลแสดงการสนับสนุนรัฐบาลในการออกมาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน” เพื่อดูแลแรงงานนอกระบบ รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าการพลิกบทบาททางการเมืองตอนนี้จะทันหรือเปล่า ในเมื่อไฟไหม้ไปแล้วจากความสะเพร่า ไม่ดูตาม้าตาเรือหรือทำการเมืองไม่เป็นของแกนนำพรรคและผู้สนับสนุนพรรค (คิดว่าคะแนนนิยมได้หายไปบางส่วนแล้ว)


ในขณะที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งกลุ่มที่ทำการเมืองเป็นและไม่เป็นในภาวะวิกฤติ กลุ่มที่เข้าใจสถานการณ์ก็จะพยายามแสดงออกในทางสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีการประชดประชันบ้างตามประสานักการเมือง ด้วยการออกมาเห็นด้วยกับ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน สมาชิกพรรคเพื่อไทยอีกกลุ่มก็เอาแต่เล่นการเมืองแบบไม่ดูกาลเทศะ ออกมาบอกว่าประชาชนจะถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้  แต่ก็ไม่มีข้อเสนอแนะใหม่ ๆ ที่ดูเป็นรูปธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้ ดูไปแล้วเป็นพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำจริง ๆ...หัวหน้าพรรค ฯ (อยู่ที่ไหน) จัดการที่สิ

ส่วนฝ่ายรัฐบาล นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและพรรคพลังประชารัฐนั้น วิกฤติไวรัสโควิด-19 คือบททดสอบว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพแค่ไหน นายกรัฐมนตรีจะมีภาวะผู้นำในยามวิกฤติแค่ไหนในการแก้ไขปัญหาที่ร้อยกันเป็นลูกโซ่ จากปัญหาด้านโรคระบาดไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาการบริหารและปัญหาความมั่นคง

แน่นอนความต้องการสูงสุดของประชาชนคือต้องการให้ไวรัสนี้หายไปโดยเร็วและไม่กลับมาอีก แต่ก็เข้าใจว่าเป็นไปได้ยากเพราะไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยประเทศเดียวแต่เป็นปัญหาของคนทั้งโลก แต่อย่างน้อยที่สุดคือ รัฐบาลต้องทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และค่อย ๆ หมดไปตามสถานการณ์ของโลก รวมถึงมีมาตรการในการรองรับผลกระทบที่ชัดเจน (รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนด้วยนะ) เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าทำได้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะส่งบวกผลต่อคะแนนนิยมของพลเอกประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐ (รัฐบาลอยู่ยาวแน่!)

แต่ถ้าทำไม่ได้...ก็คงจะไม่ได้เจอกันอีก

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยนั้น หัวหน้าพรรค ฯ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงบทบาทเด่น เก็บคะแนนไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดขอวไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง คุณอนุทินก็เริ่มมีอาการเมาหมัดบ้างจากการตอบคำถามผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบคำถามแบบคลุมเครือทำให้คนทั้งชาติเข้าใจว่าคุณอนุทินตำหนิการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้คุณอนุทินถูกรุมยำใน social media และสื่อกระแสหลัก แต่ในที่สุดก็ออกมาแก้ไขสถานการณ์ทันด้วยการออกมาขอโทษและอธิบาย รวมถึงการมีข้อมูลเสริมที่มาจาก social media ก็ทำให้สังคมกระจ่างขึ้นว่าที่คุณอนุทินพูดไปหมายถึงอะไร แต่ก็เป็นบทเรียนที่ดีต่อคุณอนุทินว่าให้คิดลึก ๆ ก่อนสื่อข้อความสู่สาธารณะ จะได้ไม่พลาด อย่าลืมว่าเราอยู่ในสังคมที่คนจำนวนหนึ่งเป็นกระต่ายตื่นตูม พอใจอ่านแต่หัวข้อข่าว ไม่วิเคราะห์ข้อมูล สนุกกับการปั่นประเด็น ชอบเกาะกระแส และมีความสุขกับการสร้างดรามา


พรรคประชาธิปัตย์ในทางกลับกัน หัวหน้าพรรค ฯ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไม่สามารถแสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้ากากอนามัยเจลล้างมือไปจนถึงไข่ไก่ หากหัวหน้าพรรค ฯ ทำการเมืองเป็น รู้จักแสดงบทบาทนำอย่างเข้มแข็งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พรรคคงเก็บคะแนนไปมากแล้ว ในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้ไม่สามารถหวังพึ่งผลงานหัวหน้าพรรค ฯ ในการเพิ่มคะแนนนิยมได้ รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์คนอื่น ๆ ก็ควรแสดงบทบาทนำแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็มีอำนาจและกลไกทางราชการในการแก้ไขและป้องกันปัญหาผลกระทบของสถานการณ์วิกฤติที่มีต่อประชาชนได้ หากไม่ทำตอนนี้ ก็อาจจะกลายเป็น “สาละวันเตี้ยลง” ในการเลือกตั้งสมัยหน้า (...ขยัน ๆ หน่อย)

โดยทั่วไปแล้ว ทุกพรรคการเมืองจะมีแฟนคลับประเภทติ่งหรือรักจนใจขาดดิ้นและจะไม่ทิ้งพรรค ไม่ว่าบุคคลในพรรคจะมีพฤติกรรมใด ๆ ก็ตาม ในขณะที่พวกต่อต้านแบบไม่เผาผีก็อย่าหวังว่าจะได้คะแนนจากพวกเขาไม่ว่าพรรคจะทำดีแค่ไหน แต่กลุ่มที่สำคัญคือกลุ่มพลังเงียบ กลุ่มที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจนสุดตัว สามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดหรือเรียกง่าย ๆ ว่าไม่ใช่ติ่งของพรรคใดพรรคหนึ่ง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่มากในสังคมไทยและจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครควรจะเป็นรัฐบาลหรือใครควรจะเป็นฝ่ายค้าน โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล เรื่อง “1 ปีหลังการเลือกตั้งทั่วไป” แสดงไห้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่าคนไทยจำนวนมากไม่ยึดติดกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะผันแปรตามสถานการณ์

ในข้อคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมือง/กลุ่มการเมืองเดิม หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 34.13 ระบุว่าจะลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมือง/กลุ่มการเมืองอื่น รองลงมา ร้อยละ 33.10 ระบุว่า ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมือง/กลุ่มการเมืองเดิมที่เคยเลือก ร้อยละ 11.93 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ ขอดูนโยบายของพรรค ความรู้ความสามารถของตัว ส.ส. และดูว่า ส.ส. ที่จะเลือกอยู่พรรคไหน ร้อยละ 10.42 ระบุว่า ไปเลือกแต่ไม่ลงคะแนนให้ใคร (Vote No) ร้อยละ 4.06 ระบุว่า ไม่ไปลงคะแนน

สรุปได้ใจความว่า ประมาณหนึ่งในสามยังคงพึงพอใจพรรค/กลุ่มการเมืองเดิมที่เคยเลือก อีกประมาณหนึ่งในสามบอกจะเลือกพรรคอื่น ประมาณหนึ่งในสิบบอกว่าขอพิจารณาดูก่อน และอีกประมาณหนึ่งในสิบเป็นพวกไม่ถูกชะตากับพรรคการเมืองใดเลย

คำถามคือพรรคใดอยู่ในการตัดสินใจในข้อไหนของประชาชน

ทำการเมืองให้เป็นในช่วงวิกฤติโควิด-19 แล้วก็จะรู้เอง



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน