Columnist

ไม่มีจิตสำนึก ก็ต้องบังคับ

26 มีนาคม 2020 เวลา 7:20
ไม่มีจิตสำนึก ก็ต้องบังคับ
เปิดอ่าน 4,234
สุวิชา เป้าอารีย์

เมื่อผู้คนส่วนน้อยไม่มีจิตสำนึกแต่อาจสร้างปัญหาให้คนหมู่มาก รัฐก็ต้องมีมาตรการบังคับพฤติกรรม

จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆในประเทศไทยและมาตรการต่าง ๆของหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดพรมแดน ระงับการเดินทาง ทำให้ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดการโต้เถียงในสังคมว่าประเทศไทยควรปิดประเทศ ปิดเมือง ปิดสถานบริการทั้งประเทศ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม การปิดประเทศอาจไม่ได้ผลหากผู้คนภายในประเทศยังคงมีการเดินทางไปมาหาสู่และมีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอยู่ ในประเด็นนี้มีคำอธิบายที่น่าสนใจจากนายแพทย์ รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นพ.ทรงคุณวุฒิและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพอสรุปใจความได้ว่า โควิด-19เป็นโรคใหม่ มนุษย์จึงยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ในขณะที่ความรุนแรงของโรคที่แต่ละคนได้รับก็ไม่เท่ากัน บางคนได้รับเชื้อน้อยก็ไม่เกิดอาการ และในที่สุดอาจจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยประเทศที่ใช้หลักการนี้ คือ เกาหลี เยอรมนี อังกฤษ และมีอัตราการตายต่ำมาก ฉะนั้นการปิดประเทศระยะสั้น ๆ พอเปิดประเทศเมื่อไร โรคนี้ก็จะกลับมาทันที เพราะประชาชนในประเทศยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อตัวนี้ แต่อย่างไรก็ตามคุณหมอรุ่งเรืองก็ยังเสนอว่าเราอาจชะลอการติดเชื้อด้วยการปิดประตูกับประเทศที่มีคนติดเชื้อจำนวนมาก ๆ

คุณหมอรุ่งเรืองแนะนำว่าเราควรชะลอการติดเชื้อ เพื่อรอให้เกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)” และเป็นการให้เวลาบุคลากรทางการแพทย์ ในการรับมือกับผู้ป่วย โดยคุณหมอรุ่งเรืองเรียกร้องให้ทุกคนเคร่งครัด ช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการป้องกันตนเอง ป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น มีระยะห่างของสังคม งดกิจกรรมทางสังคมทั้งหมด งดหรือลดการเดินทางโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำให้ช่วยกันรับผิดชอบต่อสังคมนั้น อาจใช้ได้กับคน 80 % แต่อีก 20 % ที่ไม่รับฟังอาจจะสร้างปัญหาให้กับสังคม

ถึงแม้ว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ได้กล้าประกาศมาตรแก้ไขปัญหา โดยไม่สนใจว่าจะมีใครไม่พอใจบ้าง (สุดยอด) เช่นการปิดห้างสรรพสินค้า สถานบริการที่ไม่เกี่ยวกับการดำรงชีพ และสถานที่อื่น ๆ รวมถึงสถานศึกษาต่าง ๆ ในขณะที่หลาย ๆ จังหวัดก็ได้ดำเนินการในแนวทางเดียวกันกับกรุงเทพมหานคร แต่กลับกลายเป็นว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งไม่สนใจคำเตือนให้มีระยะห่างทางสังคม เช่นการออกมารวมตัวกันในสถานทีที่ไม่ถูกปิดอย่างริมชายหาด การแอบเปิดสถานบริการให้ลูกค้ามานั่งดื่มกิน เป็นต้น

ในเมื่อผู้คนส่วนน้อยไม่มีจิตสำนึก แต่อาจสร้างปัญหาให้คนหมู่มาก รัฐก็ต้องมีมาตรการบังคับพฤติกรรม

 


ในที่สุด เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลก็ตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจะประกาศใช้วันที่ 26 มี.ค.

พ.ร.ก. ฉบับนี้สรุปได้ใจความว่า เป็นการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกนอกเคหสถาน การชุมนุมหรือมั่วสุมกัน การเสนอข่าว การใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะ การใช้อาคารหรือสถานที่ใด ๆ การอพยพประชาชนและการเข้าพื้นที่ที่กำหนด

พ.ร.ก. ฉบับนี้ประกาศเพื่อให้เกิดการชะลอการติดเชื้อและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ฉะนั้นเราคนไทยจำต้องยอมเสียสละสิทธิและเสรีภาพในการเดินทาง การชุมนุมและการทำกิจกรรมหมู่มาก ซึ่งคาดว่ารัฐบาลอาจต้องอาศัยกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองในการเข้าควบคุมหรือจำกัดการเดินทางและการทำกิจกรรมหมู่มากของผู้คน อย่างไรก็ตามหวังว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีการบังคับใช้ทั่วประเทศอย่างเคร่งครัด

ในขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่ามีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมมารองรับผลกระทบต่าง ๆทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่อง ความไม่สามารถชำระหนี้ของธุรกิจหรือบุคคลทั่วไป การตกงาน การขาดรายได้ เป็นต้น

การสร้างความมั่นใจในหมู่ประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอาจต้องเริ่มด้วยการมีโฆษกรัฐบาลที่เป็นมืออาชีพ มีกลยุทธ์ทั้งทางการเมือง การสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่เอามือสมัครเล่น ไม่เข้าใจงาน มารับงานที่สำคัญนี้

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลก็สร้างความสับสนให้กับประชาชนด้วยการแถลงข่าวไม่สอดคล้องกับคำประกาศปิดห้างสรรพสินค้าและสถานที่อื่น ๆ ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำไมทั้งสองฝ่ายไม่มีการประสานงานกันก่อนการแถลงการณ์ใด ๆ คนจะเป็นโฆษกรัฐบาลต้องหูตากว้างไกลด้วย จะได้รู้ว่าใครกำลังจะทำอะไรอยู่ (ขอแนะนำให้ปลดโฆษกรัฐบาลออกตอนนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความมั่นใจของประชาชน)

 


ในทางการเมือง หวังว่าคงจะไม่มีพวกกลุ่มการเมืองที่บ้าเสรีภาพจนเกินเหตุ หรือกลุ่มการเมืองขาประจำที่ชอบออกมาต่อต้านรัฐบาลหรือกองทัพ ออกมาวิจารณ์การประกาศ พ.ร.ก. นี้

ใครที่ไม่ชอบพลเอกประยุทธ์ หรือรัฐบาลนี้ ให้รอหน่อย รอให้วิกฤตินี้ผ่านพ้นไปก่อน คงไม่ถึงกับอกแตกตายหรอก

อย่าฉกฉวยโอกาสทางการเมืองในขณะที่คนทั้งชาติกำลังหวาดผวากับวิกฤติโรคระบาด จิตสำนึกนะมีไหม?

นักการเมือง/กลุ่ม/คณะทางการเมืองต้องหยุดทำตัวเป็นพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ หยุดสร้างปัญหา หยุดปั่นกระแสหรือรณรงค์ทางการเมืองในเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับโควิด-19) การต่อต้านนายกรัฐมนตรี และ คสช. (ซึ่งไม่มีแล้ว) แต่ควรเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรม และหากมีข้อเสนอที่ดี รัฐบาลก็ควรจะรับฟังด้วย

เพื่อให้รัฐบาลสามารถใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้อย่างสบายใจว่าประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินการ จึงจะขอเสนอผลการสำรวจของนิด้าโพลเมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา

ในข้อแรกถามว่า รัฐบาลควรสั่งปิดประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 67.38 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเชื้อไวรัสส่วนใหญ่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ทำให้การแพร่ระบาดมีมากขึ้นและรัฐบาลควรตื่นตัวมากกว่านี้ในการควบคุม ดูแล ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชนภายในประเทศอย่างเต็มที่ ร้อยละ 18.22 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ ประเทศกลุ่มเสี่ยงทำการปิดประเทศเกือบทั้งหมดแล้ว

ดังนั้น ควรปิดประเทศ และทำการดูแลรักษาภายในประเทศให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 5.57 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ทำให้เกิดผลกระทบหลาย ๆ ด้าน เช่น เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่า สถานการณ์ยังไม่รุนแรง และเชื่อใจแพทย์ไทยว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ร้อยละ 7.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ ควรหาวิธีที่สามารถหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ดีกว่าการปิดประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ควรปิดเฉพาะเมืองที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ควรปิดสถานที่ที่มีการชุมนุมจำนวนมากทั้งประเทศ เช่น สถานบันเทิง สถานบริการ

ในข้อนี้เมื่อดูข้อมูลเชิงลึกพบว่าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ มีแนวโน้มคิดไปในทางเดียวกันคือส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปิดประเทศ แต่ก็มีข้อสังเกตบางประการ เช่น กลุ่มผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี พนักงานบริษัทเอกชนและผู้มีรายได้เกิน 40,000 บาทต่อเดือน คือกลุ่มใหญ่สุดที่ต่อต้านการปิดประเทศ แม้ว่าจะอยู่ที่เพียงประมาณ 10 % – 14 % ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งคาดว่าคนกลุ่มนี้อาจให้ความสำคัญกับผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ หากมีการปิดประเทศ โดยในประเด็นนี้ 

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเสียหายมูลค่าเดือนละ 240,000 ล้านบาท หรือ 8,000 ล้านบาทต่อวัน หากมีการปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม ดร.ธนวรรธน์ แสดงความคิดเห็นว่ารัฐบาลน่าจะคิดถึงความปลอดภัยของประชาชนก่อน

ด้านความคิดเห็นของประชาชนว่ารัฐบาลควรห้ามเดินทางข้ามจังหวัด (ปิดเมือง) เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ พบว่า ร้อยละ 33.26 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 20.92 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 19.89 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 24.18 ระบุว่าไม่เห็นด้วยเลย

ในประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าสังคมแบ่งออกเป็นสองกลุ่มที่มีอัตราส่วนใกล้เคียงกัน เช่นประมาณหนึ่งในสามเห็นด้วยมากกับการปิดเมืองแต่ประชาชนประมาณหนึ่งในสี่ไม่เห็นด้วยเลย โดยกลุ่มที่มีอัตราส่วนสูงในการต่อต้านการปิดเมือง (ประมาณ 34 %) คือกลุ่มผู้มีรายได้เกิน 40,000 บาทต่อเดือน แต่กลุ่มที่น่าสนใจมาก ๆ คือความแตกต่างของหญิงชาย โดยเมื่อแตกข้อมูลออกมาพบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ประมาณ 32 % ไม่เห็นด้วยเลยกับการปิดเมือง ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ประมาณ 39 % บอกว่าเห็นด้วยมาก ถ้าจะให้สรุปแบบขำ ๆ อาจจะแปลว่าผู้ชายกลัวไม่ได้ออกจากบ้าน (ไปไหนไม่รู้นะ) แต่ผู้หญิงต้องการให้ผู้ชายอยู่บ้าน...หรือเปล่า

สำหรับคำถามว่า รัฐบาลควรสั่งปิดผับ สถานบันเทิง สถานบริการทั้งประเทศชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ พบว่า ร้อยละ 79.00 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 14.08 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 2.23 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

จากผลโพลทั้งสามข้ออาจพอสรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปิดประเทศ ปิดเมือง และปิดสถานบริการทั่วประเทศ

ฉะนั้นเมื่อประชาชนสนับสนุน นายกรัฐมนตรี ลุยได้เลย...



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน