Columnist

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล

5 มีนาคม 2020 เวลา 12:13
แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล
เปิดอ่าน 1,493
สุวิชา เป้าอารีย์

กระแสแฟลชม็อบแสดงถึงความตื่นตัวของนักศึกษา หากแต่เหตุผลที่ออกมานั้นเพื่อชาติหรือเพื่อสิ่งใด

การที่นิสิตนักศึกษาจัดกิจกรรมแฟลชม็อบรวมถึงติดแฮชแท็กเพื่อต่อต้านรัฐบาล หลังจากผลการตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ดูเหมือนว่าจะเป็นประเด็นร้อนไม่แพ้การระบาดของไวรัสโควิด 19

นักวิชาการ นักการเมืองและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเริ่มมีความกังวลว่าการจัดแฟลชม็อบของนักศึกษาจะบานปลายกลายเป็นความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นใน Hong Kong ในขณะที่บางกลุ่มบอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่านักศึกษาจะออกมาด้วยใจบริสุทธ์หรือแค่ตามกระแสหรือหลงเชื่อในคำยุยงก็ตาม

โพลของนิด้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตพรรคอนาคตใหม่ แต่ก็มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ โดยมีคำถามหลักที่อาจจะเป็นคำตอบต่อความกังวลของทุก ๆ กลุ่มในสังคมแต่ในที่นี้จะขอนำเสนอเพียงแค่สองข้อ

คำถามแรกถามถึงสิ่งที่แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ ควรทำหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ยุบพรรคฯ และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคฯ 10 ปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.41 ระบุว่า ยอมรับคำตัดสินของศาลฯ รองลงมา ร้อยละ 25.32 ระบุว่า ใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ร้อยละ 11.35 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรคฯ ควรรณรงค์ทางการเมืองทั่วประเทศ และให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรคฯ แสดงบทบาททางการเมืองแทน ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 8.65 ระบุว่า ให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ มีอิสระย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ ร้อยละ 8.33 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรคฯ ควรหยุดบทบาททางการเมือง ร้อยละ 5.71 ระบุว่า ให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรคฯ ย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ที่เตรียมไว้ แต่ร้อยละ 4.29 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรคฯ ควรเป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน และร้อยละ 10.71 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

จากการวิเคราะห์ผลในข้อแรก อย่างน้อยก็สบายใจเกี่ยวกับทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงให้ความเคารพอย่างเต็มที่ต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีเพียงหนึ่งในสามของประชากรในประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่เหลือจะไม่ให้ความเคารพในคำตัดสิน พวกเขายังคงเคารพในคำตัดสินแต่ก็ขอสงวนสิทธิในการไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน จึงคิดว่าผู้คนรวมทั้งแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ควรสามารถใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต (ไม่ใช่บิดเบือนคำตัดสิน ใส่ร้ายและยุยงให้ผู้คนออกมาต่อต้าน) รวมความคิดเห็นในสองข้อนี้มีประมาณ 58 % ในขณะที่คำตอบที่สำคัญอีกข้อที่อาจตีความได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยให้ความเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเท่าไรนัก คือการแนะนำให้แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน อย่างไรก็ตามผลคือมีผู้เห็นด้วยเพียง ประมาณ 4 % ซึ่งไม่แตกต่างกับผลโพลเมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่มีเพียง 4 % ที่สนใจชุมนุมทางการเมืองบนถนนหากมีผู้ชักชวน 


เมื่อแตกข้อมูลในข้อหนึ่งออกดูในรายละเอียดก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ในช่วงอายุตั้งแต่ 36 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จะอยู่ในกลุ่มที่แนะนำให้อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ยอมรับคำตัดสินของศาล

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในช่วงอายุ 18 – 35 แนะนำให้วิจารณ์คำตัดสินอย่างสุจริต นอกเหนือจากนั้นแล้วเมื่อดูว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มอายุเท่าไรที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองบนถนน พบว่าเป็นกลุ่มช่วงอายุ 18-25 ประมาณ 7 % ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย

ในขณะที่กลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ ให้การสนับสนุนต่ำกว่า 4 % และเมื่อวิเคราะห์จากกลุ่มอาชีพ พบว่าเฉพาะพนักงานบริษัทเอกชนและนักเรียนนักศึกษาแนะนำให้แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่วิจารณ์คำตัดสินของศาลฯ อย่างสุจริต แต่อีกหกกลุ่มอาชีพที่เหลือ ส่วนใหญ่บอกให้เคารพในคำตัดสินของศาล

ในส่วนของคำแนะนำให้ลงไปชุมนุมบนถนนนั้นพบว่า กลุ่มนักเรียนนักศึกษาคือกลุ่มใหญ่สุดที่พอใจในวิธีนี้ แต่ก็มีเพียง 10 % ส่วนกลุ่มอาชีพอื่น ๆ มีไม่ถึง 4 % ที่สนับสนุนแนวทางความวุ่นวายนี้ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงเกิดแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยและมีผู้พยายามยุยงให้ลงไปชุมนุมบนถนน แต่ที่เราเห็นการชุมนุมของนักศึกษานั้นไม่ได้หมายถึงนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการชุมนุมนะครับ เพราะอีก 90 % ไม่สนับสนุนการชุมนุมบนท้องถนน

อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาในคำถามข้อสอง พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เคารพในสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หากเป็นไปตามกฎหมาย แต่ประมาณหนึ่งในห้าของประชากรกังวลว่าประเทศกำลังจะเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง

ในข้อสองถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ ติดแฮชแท็กเพื่อต่อต้านรัฐบาลของนิสิต นักศึกษา หลังจากผลการตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.03 ระบุว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย รองลงมา ร้อยละ 21.11 ระบุว่า เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง ร้อยละ 12.70 ระบุว่า กังวลว่านิสิต นักศึกษา จะถูกใช้เป็นเครื่องมือ  ทางการเมือง ร้อยละ 7.78 ระบุว่า กังวลว่าจะมีการยกระดับการชุมนุมจนกลายเป็นการจลาจลแบบในฮ่องกง ร้อยละ 6.35 ระบุว่า เป็นแค่กระแสชั่วคราว และร้อยละ 2.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ที่น่าแปลกใจคือประมาณครึ่งหนึ่ง (50 % – 52 % ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ 61 %) ของกลุ่มผู้มีอายุ 18 – 25 และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา มองว่า แฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ประเด็นคือกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักเรียนนักศึกษาอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คิดอย่างไรเกี่ยวกับแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัย พวกเขากำลังไม่เห็นด้วยหรือไม่สนใจในคำชวนเชิญของแกนนำแฟลชม็อบ

กลุ่มผู้มีอายุ 18 – 25 (ประมาณ 26 %) และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา (ประมาณ 21 %) เป็นกลุ่มที่มองเห็นสัญญานว่าประเทศจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง โดยมีค่าร้อยละที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 21 % 

จากผลโพลในข้อนี้และการแตกดูข้อมูลเชิงลึกทำให้สบายใจในระดับหนึ่งว่า คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนการดำเนินการตามแบบประชาธิปไตยภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช่แบบบางพวกที่ไม่เคารพกฎหมาย รวมถึงความพยายามก่อให้เกิดอนาธิปไตยในสังคมไทยเพื่อฉวยโอกาสทางการเมือง

ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษา น้อง ๆ เยาวชน ส่วนใหญ่ (ฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของอดีตพรรคอนาคตใหม่) ก็ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามกฎหมาย รวมถึงประมาณหนึ่งในสี่แสดงออกถึงความกังวลว่าประเทศจะบอบช้ำหากมีความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง


การแสดงออกทางการเมืองด้วยแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิเสรีภาพที่กระทำได้ตราบใดที่ยังคงอยู่ในกรอบของกฎหมายและที่สำคัญต้องไม่ละเมิดสถาบัน อย่างไรก็ตามอยากให้นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ลองถามตัวเองว่ากิจกรรมทางการเมืองที่กำลังดำเนินการอยู่ทำไปเพื่ออะไร ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนหรือยังว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่สมเหตุสมผลแล้ว ได้เคยอ่านคำพิพากษาคดีอดีตพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินหรือยัง เคยลองเปิดใจกว้างมองเหรียญสองด้านแล้วพิจารณาอย่างไม่มีอคติ ว่าการกระทำของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

พวกท่าน คนรุ่นใหม่ทั้งหลาย เคยได้ก่ายหน้าผากคิดอย่างจริงจังหรือยังว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาในการเข้าร่วม แฟลชม็อบหรือการชุมนุมทางการเมืองอื่น ๆ (ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำโดยเจตนาของเราเองหรือถูกใครยุยงปลุกปั่นให้ทำ) ตัวเรา เพื่อน ๆ ครอบครัว มหาวิทยาลัยและประเทศไทยจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงอะไรบ้าง อย่างไรและแค่ไหน และแน่ใจแค่ไหนว่าพวกต้นตอของการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองจะยืนหยัดเคียงข้างเราตลอดไป

ไม่ใช่พอเกิดเรื่องก็หนีหายเป็นกลุ่มแรกเลย อย่าลืมนะพวกนี้ยังคงพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยหรือการชุมนุมทางการเมืองอื่น ๆ ฉะนั้นถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา พวกนี้ก็จะตีกรรเชียงหนีทันทีโดยอ้างว่าพูดมาตลอดว่าไม่เกี่ยวด้วย เป็นเรื่องของนักเรียนนักศึกษาเขาทำกันเอง

แน่นอนทุก ๆ คน รวมถึงคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษาไม่ชอบให้ใครมองว่ากำลังเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มเพราะการมองเช่นนั้นเหมือนกับการดูถูกดูหมิ่นสติปัญญาและขวางอิสระภาพของพวกเขา แต่ในสังคมไทยเรามีความเชื่ออยู่สองอย่างว่าที่อยากจะนำมาเตือนสติคนรุ่นใหม่ นั้นคือ “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” และ “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

อนึ่ง พระสมชาย ฐานวุฑโฒ ให้ความหมายของคนพาลไว้ว่า คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร...ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมีความรู้ความสามารถ ก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถที่ถูกที่ควร...เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ำเย็น

ชนชั้นปัญญาชนกันแล้วทั้งนั้น น่าจะเข้าใจนะครับ



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน