Columnist

ประเทศนี้ไม่เถื่อน แค่ใช้กติกาให้เป็นประโยชน์

28 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 7:00
ประเทศนี้ไม่เถื่อน แค่ใช้กติกาให้เป็นประโยชน์
เปิดอ่าน 1,197
สุวิชา เป้าอารีย์

"ปิยบุตร" โอดประเทศนี้มันเถื่อนหลังส.ส.ย้ายพรรคจริงๆ ประเทศนี้ไม่ได้เถื่อนแค่ใช้กติกาให้เป็นประโยชน์

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำตัดสินให้ยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคฯ 10 ปี อดีตพรรคอนาคตใหม่ก็อยู่ในลักษณะผึ้งแตกรัง โดยสส. ของพรรคฯ ที่ไม่ถูกตัดสิทธิจะต้องหาพรรคใหม่สังกัดให้ได้ใน 30 วัน

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่า มีสส. พรรคอนาคตใหม่บางคนไม่ต้องการร่วมหัวจมท้ายกับ สส. กลุ่มเดิม แต่ต้องการทางเดินใหม่ของตนเองที่คิดว่าดีกว่าเดิม โดยเริ่มต้นจาก สส. 9 คนของอดีตพรรคอนาคตใหม่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และเชื่อว่าภายในกำหนดเส้นตาย 30 วันจะมีจำนวนสส. จากอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่อยากไปร่วมกับพรรคอื่นเพิ่มขึ้น

ปรากฎการณ์ย้ายขั้วทางการเมืองครั้งนี้ในสายตาของกูรูทางการเมืองหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติและอาจจะคาดการณ์มานานแล้วก็ได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่จะแสดงอาการหัวเสียในการย้ายพรรคของ 9 สส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ เหมือนกับว่าไม่เคยคาดการณ์มาก่อนหรือไม่เคยเห็นมาก่อน จนถึงกับหลุดประโยค ออกมาว่า  “ประเทศนี้มันเถื่อนจริง ๆ ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้”


อยากจะบอกอาจารย์ปิยบุตรว่าประเทศนี้ไม่ได้เถื่อนครับ แต่เป็นการใช้ กฎกติกาให้เป็นประโยชน์ เพราะนี้คือการเมืองเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ ความขัดแย้ง การเจรจาต่อรองและการประนีประนอม รวมถึงดีลทางการเมืองที่สำคัญส่วนใหญ่จะทำกันแบบเงียบ ๆ ไม่เปิดเผยจนถึงเวลาที่เหมาะสม การเมืองแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกครับไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนา ฉะนั้นอย่าบอกว่าประเทศไทยเถื่อน

แต่นี้คือโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมือง แค่รู้จักใช้กฎกติกาให้เป็นประโยชน์ (แต่ไม่ใช่ล้มหรือไม่ฟังกฎกติกาอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน) ผู้แพ้ก็กลายเป็นผู้ชนะได้ ผู้อ่อนแอก็กลับมาแข็งแกร่งได้

การย้ายพรรคของสส. ในประเทศไทยส่วนใหญ่ก็จะอ้างว่ามีอุดมการณ์ไม่ตรงกันจึงต้องหาแหล่งพักพิงใหม่ที่มีอุดมการณ์ แนวคิดตรงกัน นักการเมืองที่คิดแบบนี้อาจจะมีอยู่จริงแต่คงไม่มาก (ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังมีเหลืออยู่หรือเปล่า)

นักการเมืองบางคนอาจจำเป็นต้องย้ายพรรคหรือออกจากพรรคเดิมไปตั้งพรรคใหม่เพราะความขัดแย้งภายในพรรคหรือทนแรงกดดันหรือความอึดอัดในพรรคเดิมไม่ได้ เช่นถูกลดความสำคัญลง (กรณีคนตัวสูง) หรือไม่เคยได้รับความสำคัญเลย (จากข่าวที่ผ่านมา ประเด็นนี้น่าจะรวมถึงกรณี สส. เขตของอดีตพรรคอนาคตใหม่ด้วย) ไม่รู้ว่าอาจารย์ปิยบุตรยังจำคำว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” ได้หรือเปล่า

ถ้ายังจำความหมายของคำนี้ได้ ให้ลองเอามือก่ายหน้าผากทบทวนดูว่าที่ผ่านมาอดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ปิยบุตรเอง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ช่อ พรรณิการ์ วานิช ได้ทำอะไรลงไปที่ทำให้มีคนอยากย้ายออกจากพรรคฯ ถ้าจำไม่ได้ให้ไปถามเจ๊ดาอนาคตจันทร์หรือคุณชาญวิทย์ ใจสว่าง


ถ้าอดีตแกนนำพรรคฯ ไม่จิตใจคับแคบจนเกินไป ก็คิดว่าน่าจะเข้าใจ

ในขณะที่นักการเมืองอีกกลุ่มย้ายพรรคเพราะเกิดจากระบบอุปถัมภ์ ที่อาจต้องทดแทนบุญคุณในอดีตกันหรือมีสัญญาใจต่อกันว่าจะย้ายไปอยู่ด้วยกัน (อาจเป็นกรณีจอมบู๊เสื้อแดงภาคอีสาน)

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกตั้งข้อสังเกตมาตลอด แต่ไม่ค่อยมีใครยอมรับคือการย้ายพรรคเพราะผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายจากพรรคฝ่ายค้านไปอยู่พรรครัฐบาล หรือไปอยู่พรรคที่มีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

แม้ว่าในบางกรณีอาจจะไม่ได้มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนในรูปของทรัพย์สินเงินทองเป็นรูปธรรม แต่การอยู่ฝ่ายรัฐบาลหมายถึงการสามารถ Lobby เพื่อนำเอางบประมาณมาลงพัฒนาพื้นที่เลือกตั้งของตนเองหรือผลักดันนโยบายที่ต้องการได้ง่ายมากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน ประเด็นนี้ยังไม่รวมวลีเด็ดของอดีตนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้วว่า “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง” ด้วยเหตุนี้ถึงไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้านไง

ถึงแม้ว่าอาจารย์ปิยบุตรและพวกอาจจะอยากเปลี่ยนแปลงกฎกติกา แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบใด การเมืองก็คือการเมือง ตรรกะทางการเมืองจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นักการเมืองไม่ใช่รัฐบุรุษ จึงต้องคิดถึงการชนะการเลือกตั้งในสมัยหน้าเสมอ

ประเด็นทางการเมืองเหล่านี้อาจารย์ปิยบุตรน่าจะเข้าใจดี

อย่าเสแสร้งทำเป็นนักอุดมคติหรือคนไร้เดียงสาทางการเมืองเลย...



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน