Columnist

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า

6 กุมภาพันธ์ 2020 เวลา 18:41
บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า
เปิดอ่าน 3,532
สุวิชา เป้าอารีย์

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่ากลายเป็นบทพิสูจน์สังคมไทยในหลาย ๆ เรื่อง

ประเด็นปัญหาที่ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกในขณะนี้คงหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ยของจีน โดยล่าสุดวันที่ 4 กุมภาพันธ์  จำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่า บนจีนแผ่นดินใหญ่ รวมอยู่ที่ 24,324 ราย มีผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 490 ราย และมีผู้ป่วยที่หายดีแล้ว 892 ราย ส่วนในประเทศไทยถึงวันที่ 4 ก.พ. 2563 มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อขณะนี้นอนในโรงพยาบาล 11 ราย กลับบ้านแล้ว 8 ราย รวมสะสม 19 ราย

นอกเหนือจากความพยายามทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ได้กลายเป็นบทพิสูจน์สังคมไทยในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องทัศนคติ พฤติกรรม สมรรถนะ และจริยธรรม

ประเด็นแรก ทัศนคติและพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าและคนจีนในประเทศไทย เรื่องแรกจากข่าวจะพบว่าคนไทยตื่นตัวในเรื่องนี้พอสมควร โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ แหล่งชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยว คนไทยจำนวนหนึ่งมีการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรค อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย อาจจะเนื่องจากไม่มีเงินซื้อหรือหาซื้อไม่ได้หรือไม่กลัว ในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐให้ประชาชนตื่นตัวแต่ไม่หวาดกลัวจนเกินเหตุ ในขณะเดียวกันภาครัฐต้องแสดงสมรรถนะในการจัดการกระจายหน้ากากอนามัยรวมถึงเจลล้างมือ ให้ประชาชนโดยทั่วถึงในราคาที่เหมาะสม (ให้ฟรีเลยได้ยิ่งดี)


เรื่องที่สอง จากการสังเกตและสำรวจข่าวพบว่า พฤติกรรมของคนไทยต่อคนจีนในประเทศไทยมีการสะดุดบ้างเล็กน้อย เช่น การตั้งคำถามเชิงหยอกเมื่อเจอคนจีนว่า มาจากเมืองอู่ฮั่นหรือเปล่า หรือ การอนุญาตให้นักศึกษาจีนในไทยที่กลับมาจากประเทศจีนหยุดเรียนได้ 2 อาทิตย์ รวมถึงการตรวจและติดตามสุขภาพของคนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนคนจีนเองก็คงจะเข้าใจว่าคนไทยมีความหวาดระแวงพอสมควร จึงนิยมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเพื่อไม่ให้คนไทยกลัว ในขณะที่คนจีนบางคนเมื่อต้องพูดคุยกับคนไทยจะเริ่มด้วยการบอกก่อนเลยว่าไม่ได้มาจากเมืองอู่ฮั่นเพื่อให้เพื่อนคนไทยเกิดความสบายใจในระดับหนึ่ง

เรื่องที่สามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของคนไทยกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่แสดงอาการไม่ต้อนรับคนจีนเพราะกลัวเชื้อไวรัสโคโรน่า อย่างเบาสุดก็คือเมื่อเจอคนจีนก็จะถอยห่างออกมา แต่ที่ร้ายแรงคือการปิดป้ายหน้าร้านว่าไม่ต้อนรับคนจีน หรือการหยุดคบหาสมาคมกับคนจีน การกระทำเช่นนี้ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ในภาวะปกติคนกลุ่มนี้ต้องการรายได้และผลประโยชน์จากคนจีนที่เข้ามาเที่ยวหรือลงทุนในไทย แต่ในภาวะวิกฤติกลับผลักไสไล่ส่งคนจีน การกระทำเช่นนี้อาจบ่งบอกว่าที่ผ่านมาการต้อนรับคนจีนไม่ได้เกิดจากความจริงใจแต่เกิดจากความต้องการผลประโยชน์เท่านั้น พฤติกรรมของคนกลุ่มเล็ก ๆ นี้อาจจะสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ในระดับประชาชนต่อประชาชนได้ อย่าลืมว่าการโพสต์ข้อความหรือรูปถ่ายที่แสดงการรังเกียจคนจีนใน social media เพียงไม่กี่นาทีอาจจะถูก share ไปเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าคลี่คลายลง คนจีนบางส่วนอาจจะมองว่าคนไทยไม่มีความจริงใจ และอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนในไทยได้ รวมถึงเมื่อคนไทยไปประเทศจีน ไม่รู้ว่าจะถูกตอบโต้กลับอย่างไรบ้าง หากการกระทำของคนไทยกลุ่ม เล็ก ๆ นี้ได้สร้างผลกระทบในเชิงจิตใจต่อคนจีนมากขึ้น

ในภาวะวิกฤตินั้นเราควรแสดงออกถึงความเห็นใจ และความจริงใจต่อเพื่อน ด้วยการให้ความร่วมมือช่วยเหลือสุดความสามารถเท่าที่เรามี จำไว้ การคบเพื่อนในภาวะวิกฤติต้องแสดงความจริงใจมากยิ่งกว่าในภาวะปกติ จึงจะเรียกว่าเพื่อนแท้

ประเด็นที่สอง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นบทพิสูจน์ว่าสังคมไทยยังคงเป็นสังคมกระต่ายตื่นตูมด้วยการ share ข่าวโดยไม่ตรวจสอบหรือวิเคราะห์ให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตื่นตระหนกจากข่าวเท็จทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่ไร้จิตสำนึกหรือมีคนที่มีเจตนาในการทำลายสังคมหรือรัฐบาล กลุ่มคนที่สร้างและ share ข่าวเท็จในภาวะวิกฤติสมควรได้รับการลงโทษอย่างแรง ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จของกระทรวงดีอีต้องทำงานให้หนักกว่านี้ในการตอบโต้ข่าวเท็จ แต่สิ่งที่คนไทยต้องการเห็นมากที่สุดตอนนี้คือการเชือดไก่ให้ลิงดู ด้วยการจับและลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้กระทำผิดในการแพร่ข่าวเท็จ และอาจรวมถึงการออกกฎหมายบังคับให้ผู้ share ข่าวเท็จต้องแก้ข่าว ไม่เช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีแบบเดียวกับผู้สร้างข่าวเท็จ


ประเด็นที่สามเกี่ยวกับการไร้จริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองบางพวกที่อาศัยช่วงวิกฤติออกมาสร้างข่าวปั่นกระแสเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้ง ๆ ที่ในภาวะวิกฤติทุกฝ่ายควรจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ นักการเมืองประเภทนี้บอกได้คำเดียวว่า ในภาวะวิกฤติที่มากกว่านี้  มันจะหนี (ประชาชนและประเทศ) เป็นกลุ่มแรกเลยและเมื่อพวกมันปลอดภัยแล้วมันก็จะหันหน้ามาด่าฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ช่วยเหลือประชาชน

ประเด็นที่สี่ ภาวะวิกฤติจะสร้างวีรบุรุษที่สามารถแสดงสมรรถนะและแนวคิดที่เป็นรูปธรรมและเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่าเราจะยังไม่เจอวีรบุรุษผู้นั้น นายกประยุทธ์ จันทร์โอชา กว่าจะแสดงภาวะผู้นำในยามวิกฤติออกมาได้ก็ต้องรอให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ระยะหนึ่งก่อนจึงจะคิดได้ อย่างไรก็ตาม ก็ถือคติว่า มาช้าดีกว่าไม่มา อย่างน้อยที่สุดก็ออกมาแสดงภาวะผู้นำในยามวิกฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต่างจากนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแสดงสมรรถนะหรือสติปัญญาใด ๆ ออกมาให้เห็นว่าเข้าใจปัญหาและมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา

อย่ามาบอกนะว่า เพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในประเทศไทย

เฮ้อ เหนื่อยจริง ๆ กับพรรคนี้...



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน