Columnist

มรสุมทางการเมืองของนายกประยุทธ์

30 มกราคม 2020 เวลา 8:30
มรสุมทางการเมืองของนายกประยุทธ์
เปิดอ่าน 2,396
สุวิชา เป้าอารีย์

มรสุมทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นกำลังทำให้รัฐนาวาของพลเอกประยุทธ์สั่นไหว

 

เร็ว ๆ นี้พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีรัฐมนตรีคนใดโดนแจ๊คพอตบ้าง แต่ที่แน่ ๆ คือ ไม่ว่าจะอภิปรายใครก็ตาม จะต้องอภิปรายโยงไปถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล

 

ถึงแม้ว่าการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล จะไม่ใช่มรสุมลูกใหญ่ที่พลเอกประยุทธ์ ต้องมีความกังวลมาก เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบโต้ฝ่ายค้านได้ทุกประเด็น และในที่สุด ตามวัฒนธรรมการเมืองไทยในสภาผู้แทนราษฎร สส. ฝ่ายรัฐบาลก็จะโหวตไว้วางใจอยู่ดี (ทั้ง ๆ ที่ สส. บางคนอาจไม่สนใจฟังประเด็นการอภิปรายเลยก็ได้)

 

แต่มรสุมทางการเมืองอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นหรือก่อตัวขึ้น กำลังทำให้รัฐนาวาของพลเอกประยุทธ์สั่นไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นปัญหาของประเทศที่แก้ไม่ตกและจะทำให้คะแนนนิยมทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์และรัฐบาลเกิดปัญหาขึ้นได้

 

มรสุมลูกแรกก่อตัวมามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในชนบทและอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมของพลเอกประยุทธ์ในกลุ่มคนรากหญ้า เกษตรกร ปัญหานี้คือภัยแล้ง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ณ. 16 มกราคม 2563) มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 20 จังหวัด รวม 98 อำเภอ 541 ตำบล 4,600 หมู่บ้าน/ชุมชน

 

ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภัยแล้งในฤดูกาลปี 2563 (ม.ค.-เม.ย.2563) จะส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000 - 19,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.10 - 0.11 ของ GDP ปัญหานี้หากรัฐบาลไม่รีบขยับหาทางแก้ไข  คะแนนนิยมทางการเมืองจากคนกลุ่มนี้จะเริ่มหายไป แม้ว่าจะยังคงแจกเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปก็ตาม (การเห็นข้าวแห้งตายคานากับเงิน 500 บาทเทียบกันไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะในเชิงจิตใจ)

 

มรสุมลูกที่สองคือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในเขตเมืองใหญ่ เช่นกรุงเทพ เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งนิด้าโพลล่าสุดเมื่อ 19 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง พบว่า ร้อยละ 40.84 ระบุว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพและร้อยละ 36.22 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย  เพราะ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด ทำงานไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการตื่นตัว ไม่มีการเเก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและไม่มีความชัดเจน (กรมควบคุมมลพิษได้ยินชัดแล้วใช่ไหมครับ)

 

คำวิจารณ์เหล่านี้ค่อนข้างสะท้อนความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลได้เรียนรู้มาแล้วจากปีก่อนถึงปัญหานี้และรู้ว่าในช่วงต้นปีปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 จะกลับมาแน่ แต่ก็ไม่ได้มีการขยับตัวหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง (สงสัยจะรอขงเบ้งเรียกลมเรียกฝนเพื่อแก้ปัญหา)  

 

การจับรถควันดำ การจำกัดเวลาการเข้าเมืองของรถบรรทุก การขยันตรวจโรงงาน ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง เมื่อสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เริ่มคลี่คลายก็อาจจะมีการปล่อยปะละเลยในปัญหาต่อไป

 

อย่าลืมว่าคะแนนนิยมของพลเอกประยุทธ์ในกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองใหญ่นั้นไม่ค่อยดีอยู่แล้ว และหากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ยิ่งอยู่นานเท่าไรก็กระทบกับคะแนนนิยมมากขึ้นเท่านั้น และระวังจะลามไปถึงกลุ่มฐานคะแนนหลักของพลเอกประยุทธ์

 

นั้นคือกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เพราะกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวในเรื่องสุขภาพอนามัย หากมีผลกระทบมาก ๆ อาจมีงอนใส่นายกประยุทธ์ก็เป็นได้


 

ปัญหาการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้แย่ลงจากการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่าจากประเทศจีนเป็นมรสุมลูกที่สามที่กำลังโหมอย่างแรงสู่ประเทศไทย การระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่าทำให้ทางการจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกนอกประเทศและแน่นอนจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นความหวังเดียวในการต่อท่อลมหายใจทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในขณะนี้

 

นอกจากนักท่องเที่ยวจากจีนจะลดลงแล้ว นักท่องเที่ยวจากชาติอื่น ๆ ที่ตื่นตระหนกจากปัญหานี้ก็จะไม่กล้าเดินทางท่องเที่ยว ในส่วนของประเทศไทยเอง คนไทยจำนวนหนึ่งก็ไม่ค่อยกล้าเดินทางหรือออกไปจับจ่ายซื้อของตามห้าง ตามตลาดนัดเนื่องจากกังวลในการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่า

 

ในขณะที่ข่าวลือและ fake news เกี่ยวกับการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่า ก็มีมากมายและแพร่อย่างรวดเร็วตาม social media เนื่องจากคนไทยจำนวนหนึ่งไม่คิดวิเคราะห์ข่าวสารก่อนที่จะเชื่อและ share (สังคมกระต่ายตื่นตูมก็เป็นแบบนี้แหละ)

 

มรสุมลูกที่สี่เป็นมรสุมทางการเมืองจากฝ่ายค้านขาประจำที่เดินสายทั่วประเทศปลุกคนให้ต่อต้านรัฐบาลด้วยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่นการจัดเสวนาทางการเมืองหรือปัญหาของประเทศในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งที่แท้จริงคือเดินสายด่ารัฐบาล การจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่พรรคอนาคตใหม่บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแต่แกนนำพรรคไปโผล่ในเกือบทุกงาน

 

การรณรงค์เลิกเกณฑ์ทหารกับกลุ่มเยาวชนตามสถานศึกษาและแหล่งท่องเที่ยวของวัยรุ่น การปล่อย fake news ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้รัฐบาลต้องออกมาแก้ข่าวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาครัฐแก้ข่าวไม่ค่อยทัน ทำให้ติ่งนายกประยุทธ์ รู้สึกว่าทั้งกระทรวงดิจิตอล ฯ และทีมโฆษกรัฐบาลไม่ทันเกมส์การเมืองเหล่านี้

 

มรสุมทางการเมืองลูกล่าสุดที่กำลังส่งผลต่อรัฐบาลอย่างมากคือการเสียบบัตรแทนกันในการโหวตร่าง พรบ. งบประมาณ 2563 ของ สส. ที่ไร้จิตสำนึกในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีเกิดปัญหาการเสียบบัตรแทนกันและหากมีมติให้การโหวตร่าง พรบ. งบประมาณ 2563 เป็นโมฆะ จะทำให้การใช้งบประมาณของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าลง การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของภาครัฐต้องสะดุดลง

 

ในประเด็นนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ (รวมถึงรับผิดชอบในความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย) ซึ่งไม่ควรเป็นแค่ สส. ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรแทนกันเท่านั้น แต่หัวหน้าพรรคต้นสังกัดของ สส. กลุ่มนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมด้วย (ร้องเพลงนี้กันได้ไหมครับท่าน...อย่างนี้ต้องลาออก...)

 


 

มรสุมทางการเมืองทั้งหมดที่กำลังโหมเข้าถล่ม พลเอกประยุทธ์และรัฐบาลนั้น พลเอกประยุทธ์ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมาให้สาธารณะได้เห็นด้วยการตอบโต้และจัดการกับปัญหาอย่างเร่งด่วนด้วยตนเอง

 

ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำเอาบทบาทมาดเข้มสมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบกกลับมาใช้เพื่อเสริมภาพความเป็นผู้นำประเทศที่มีความเด็ดเดียว มีความมั่นใจในการตัดสินใจทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีควรหยุดพูดในทำนองเรียกร้องความเห็นใจจากประชาชน เช่น “เธอไม่สงสารฉันบ้างหรือ” แต่ต้องแสดงออกอย่างผู้นำประเทศที่เข้มแข็งว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาหรือมรสุมทางการเมืองเหล่านี้ได้

 

แต่สิ่งแรกที่นายกประยุทธ์ต้องทำคือยกเครื่องทีมโฆษกรัฐบาล เพิ่มกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อตอบโต้การถูกโจมตีในปัญหาต่าง ๆ ทีมโฆษกรัฐบาลต้องทันเกมส์ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ต้องมีกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ที่ออกนอกกรอบระบบราชการ ต้องสามารถตอบโต้ทางการเมืองแทนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ และต้องแสดงให้สาธารณะเห็นว่ารัฐบาลได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมอย่างไร หากทำไม่เป็น ขอแนะนำว่าลองไปอ้อนวอนขอความรู้จาก รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ว่าควรทำอย่างไรจึงจะสู้เขาได้

 

การมีทีมโฆษกรัฐบาล หน้าตาดี ความรู้สูง ชาติตระกูลดี นั่งโต๊ะแถลงข่าวด้วยรอยยิ้มที่สวยงาม อาจไม่ช่วยอะไร หากไม่มีทักษะในการตอบโต้ทางการเมืองและไม่สามารถทันต่อเกมส์การเมืองฝ่ายตรงข้าม

 

สงสัยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทีมโฆษกรัฐบาลก่อน...ไม่ได้ไล่นะ แค่พูดให้ลองคิดดู

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน