Columnist

ผลโพลบอกว่านายกประยุทธ์พลาดอะไร

2 มกราคม 2020 เวลา 8:10
ผลโพลบอกว่านายกประยุทธ์พลาดอะไร
เปิดอ่าน 2,173
สุวิชา เป้าอารีย์

พลเอกประยุทธ์ พลาดตรงไหนถึงมีคะแนนนิยมตามหลังนายธนาธร

ในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2562 นิด้าโพลได้เสนอผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1 โดยเป็นการเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18 - 20 ธันวาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยผลโพลข้อที่สำคัญและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากคือ ข้อแรกที่ถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 31.42 ระบุว่าเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 23.74 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 3 ร้อยละ 17.32 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 11.95 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.90 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

 

เมื่อแตกข้อมูลรายภูมิภาคออกมาวิเคราะห์พบว่านายธนาธรได้รับความนิยมนำ พลเอกประยุทธ์ในเขตกรุงเทพ (ห่างกันเพียง 1 %) ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพลเอกประยุทธ์ชนะนายธนาธรในเขตปริมณฑลและภาคกลาง (ห่างกันเพียง 2 %) ส่วนของภาคใต้นั้นได้รับคะแนนนิยมที่เท่ากัน

 

ส่วนกลุ่มไหนสนับสนุนนายธนาธรหรือพลเอกประยุทธ์ พบว่า นายธนาธรได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักเรียน นักศึกษาสูงสุด รองลงมาคือ กลุ่มมนุษย์เงินเดือน เช่น พนักงานบริษัทเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ เป็นขวัญใจสูงสุดในกลุ่มพ่อบ้าน แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ รองลงมาคือกลุ่ม เกษตรกร/ประมง

 

เมื่อพิจารณาจากช่วงอายุ พบว่า กลุ่มผู้มีอายุ ระหว่าง 18 – 45 ปี ส่วนใหญ่พอใจนายธนาธร ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 46 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีนั้น พลเอกประยุทธ์มีความนิยมเหนือนายธนาธรอย่างมาก

 

ในส่วนของกลุ่มรายได้และวุฒิการศึกษา พบว่านายธนาธรได้รับการสนับสนุนจากผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001 – 40,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาถึงปริญญาตรี ในขณะที่พลเอกประยุทธ์เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ไม่มีรายได้ไปจนถึงมีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มผู้มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน ส่วนด้านวุฒิการศึกษาพบว่าผู้สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่าและผู้ที่มีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

 

จากผลโพลข้างต้นจะพบว่าพลเอกประยุทธ์ได้รับความนิยมจากคนส่วนใหญ่ในสามกลุ่มที่สำคัญคือกลุ่มรากหญ้าหรือผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและนโยบายที่เอื้อต่อภาคการเกษตร/แรงงาน กลุ่มที่สองคือกลุ่มผู้มีรายได้สูงเกิน 40,000 บาทต่อเดือนหรือผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี และกลุ่มที่สามคือกลุ่มพ่อบ้าน แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ และ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป

 

ในขณะเดียวกัน พลเอกประยุทธ์กำลังเผชิญกับปัญหาคะแนนนิยมในหมู่ ชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 35 ปี ที่ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่กับ internet และ social media อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะมีนโยบาย ชิม ช้อป ใช้ ออกมาเอาใจคนกลุ่มชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลเท่าใดนัก เพราะเป็นเพียงแค่ผลประโยชน์ชั่วคราว ไม่มั่นคง (สงสัยจะเสียเงินเปล่า) และที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นกลางในเมืองใหญ่จะมีลักษณะทางความคิดค่อนข้างแปรปวนไปตามกระแส ขึ้นไว ลงไว ถ้าไม่เชื่อลองไปดูตัวอย่างที่เกิดกับกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงแม้ว่ากำนันสุเทพจะทุ่มเททุกอย่างทั้งชีวิตและทรัพย์สินเพื่อต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยและระบอบทักษิณ แต่หลังจากประกาศสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทย คะแนนนิยมที่เคยมีในหมู่ชนชั้นกลางก็หายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าสิ่งที่ กปปส. ทำเป็นเพียงแค่ลมที่พัดผ่าน ไม่มีความหมายใด ๆทั้งสิ้น (น่าน้อยใจเนอะ)

 


 

พลเอกประยุทธ์ พลาดตรงไหนถึงมีคะแนนนิยมตามหลังนายธนาธร

 

ประเด็นแรกเกิดจากการปั่นกระแสนอกสภาและใน social media ของนายธนาธรและพรรคพวกในพรรคอนาคตใหม่ เช่น การเดินสายรณรงค์ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัยและแหล่งนัดพบของวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่อย่างสยามสแควร์ การสร้างวาทกรรมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ ความไม่เป็นธรรมในสังคมและการเมือง  การใช้ทีมงานการตลาดผ่าน social media เพื่อสร้างกระแสนิยม สร้างภาพว่าถูกผู้มีอำนาจรังแก หรือเพื่อต่อต้านรัฐบาลหรือฝั่งตรงข้าม อย่างการสร้าง แฮทแท็คสั้น ๆ ที่บางครั้งอาจดูกำกวมแต่จำง่ายและโดนใจ โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน กลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลดีมากกับคนที่ชอบอ่านแต่หัวข้อข่าวแต่ไม่สนใจเนื้อหาภายใน พวกชอบข่าวลือที่มาตาม line หรือ facebook พวกชอบทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม share ข่าวโดยไม่กรองและพวกที่ไม่ชอบรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อยู่แล้ว (กลุ่มนี้จะปิดหูไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นนอกจากเรื่องที่เป็นลบกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เท่านั้น)

 

ประเด็นที่สอง เกิดจากนิสัยคนไทยขี้เบื่อผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานและชอบลองของใหม่ ผู้นำใหม่ ๆ (ทั้ง ๆ ที่ไม่แน่ใจว่าของใหม่จะดีกว่าของปัจจุบันหรือเปล่า) ลองหลับตาย้อนกลับไปนึกถึงในอดีตยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงสุดท้ายดูสิ ขนาดท่านเป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์ รักชาติ รักแผ่นดินและสถาบัน ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองมากมาย กลุ่มนักศึกษาและคนไทยกลุ่มหนึ่งยังแสดงอาการเบื่อการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของท่าน มีการออกมาประท้วงย่อย ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย จนในที่สุดท่านพลเอกเปรมได้มีอมตวาจา “ผมพอแล้ว” ด้วยการไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปี 2531 และทำให้ท่านได้รับการยอมรับให้เป็นรัฐบุรุษของประเทศไทยและเป็นตัวอย่างของการเป็นผู้นำที่ดีน่ายกย่อง เป็นผู้ที่นึกถึงประเทศชาติก่อนตนเอง พวกพ้องและพี่น้อง...

 

ประเด็นที่สามคือความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมทางการเมืองที่การกระทำของพรรคฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนจะได้รับการปกป้องอย่างมาก ในขณะที่มีการไล่ล่าทางการเมืองฝั่งตรงข้าม เช่นกรณีโต๊ะจีนพรรคพลังประชารัฐกับกรณีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบวกกับการสร้างวาทกรรมปั่นกระแสของพรรคฝ่ายค้าน ทำให้คนจำนวนหนึ่งเริ่มเกิดความรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมทางการเมือง การปั่นกระแสทำให้คนกลุ่มหนึ่งเชื่อในวิธีวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบผลที่ออกมาว่าทำไมไม่เหมือนกันโดยไม่สนใจจะแยกประเด็นออกมาวิเคราะห์ว่าความเป็นจริงในแต่ละประเด็นว่าเป็นอย่างไร ใครที่ทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ในประเด็นนี้นายกประยุทธ์อาจต้องหานักกฎหมาย (นอกเหนือไปจากอาจารย์วิษณุ เครืองาม) ที่พูดจาภาษาปุถุชนคนธรรมดาเป็น มาอธิบายให้สาธารณะได้ทราบถึงความแตกต่างของกรณี (ถ้าแตกต่างกันจริงนะ)

 

ประเด็นที่สี่ คือการปะทะกันของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม ที่แน่นอนกลุ่มนักเรียน นักศึกษาหรือผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานมาไม่นานส่วนใหญ่จะมีลักษณะของผู้รักอิสระ เสรีภาพและต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบทันใจโจ๋ ต้องการลองของใหม่ ผู้นำใหม่ ในขณะที่ผู้ที่มีอายุมากกว่าจะมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ชอบความวุ่นวายหรือการประท้วงที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งผลโพลได้แสดงให้เห็นแล้วว่าคะแนนนิยมนายธนาธรจะลดลงเรื่อย ๆ ในกลุ่มคนที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 45 ปี (การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอาจส่งผลดีต่อพลเอกประยุทธ์ก็ได้...)

 

ประเด็นที่ห้าคือปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ยังแก้ไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดและส่งผลกระทบต่อประเด็นอื่น ๆ ด้วย ทำให้คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ (ไม่ว่าจะในทางตรงหรือทางอ้อม ในความเป็นจริงหรือแค่ความรู้สึกในเชิงจิตวิทยา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ หรือกลุ่มมนุษย์เงินเดือน เกิดอาการฟาดงวงฟาดงา ไปอ้างเหตุผลที่หลากหลายอื่น ๆมาผสมเพิ่มเติมในการไม่พอใจพลเอกประยุทธ์ เช่นบอกว่าส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไม่ดีเกิดจากรัฐธรรมนูญไม่ดี มีความไม่เป็นธรรมในสังคมและการเมือง ต้องการการเปลี่ยนแปลงและเลยไปถึงอาการเบื่อพลเอกประยุทธ์ด้วย เป็นต้น แต่ประเด็นที่พูดถึงกันบ่อยในสังคมตอนนี้คือรัฐบาลกำลังขาดเงินจึงวางแผนการเก็บภาษีที่ดินในขณะที่ เศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน จึงไม่ค่อยชอบพลเอกประยุทธ์และอยากลองของใหม่

 

ในขณะเดียวกันลองสังเกตุดูให้ดีจะพบว่านายธนาธรและแกนนำพรรคอนาคตใหม่แทบไม่พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจเลย แต่กลับไปเน้นเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญ ความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการเมือง และการยกเลิกการเกณ์ทหาร เหตุที่พรรคอนาคตใหม่แทบไม่พูดเรื่องปัญหาเศรษฐกิจเลย ก็เพราะว่าต้องการให้สภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงเป็นตัวปั่นกระแสต่อต้านรัฐบาลพลเอกประยุทธ์เองโดยไม่จำเป็นต้องซ้ำเติมในประเด็นนี้ แต่ใช้วิธีการเติมไฟความไม่พอใจในรัฐบาลด้วยประเด็นอื่น ๆ แทน ซึ่งเมื่อบวกกับภาวการณ์ที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ไม่ว่าประเด็นที่เป็นเชื้อไฟเพิ่มเติมลงมาจะเป็นจริงตามกล่าวหาหรือไม่ก็ตาม (อารมณ์มันพาไปแล้ว หยุดยาก)

 


 

ในปี 2563 นี้ หากพลเอกประยุทธ์ต้องการคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นในการสำรวจครั้งต่อ ๆ ไป (ครั้งหน้าคือปลายเดือนมีนาคม) คงต้องมีการปรับในหลาย ๆ เรื่อง และดำเนินต่อไปในบางเรื่อง

 

สิ่งแรกคือต้องดำเนินกลยุทธ์เอาใจคนรากหญ้า ผู้มีรายได้น้อยต่อไป เพราะคนกลุ่มนี้มีความแปรปวนน้อย พอใจอะไรแล้วจะยึดติด ถ้าไม่เชื่อลองนึกถึงนโยบายประชานิยมของทักษิณดูสิ ที่ทำให้คนกลุ่มนี้ยึดติดกับทักษิณแค่ไหน ซึ่งฝ่ายตรงข้ามทักษิณใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะเริ่มแกะออกได้ (แต่ก็ยังหลุดไม่หมดนะ)

 

สิ่งที่สองที่ต้องทำคือหาทางตอบโต้อย่างมีเหตุผล กับการปั่นกระแส สร้างวาทกรรมของพรรคอนาคตใหม่ แต่อย่าไปขวางกิจกรรมทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ตราบใดที่ยังไม่สร้างความวุ่นวายหรือความรุนแรงในสังคม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว รัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะถูกกล่าวหาว่ารังแกทางการเมืองพรรคฝ่ายค้าน ในขณะเดียวกันก็ควรปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายแทน เนื่องจากไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คนไทยส่วนใหญ่ ยังคงให้ความเคารพในคำตัดสินของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ

 

สิ่งที่สามคือนายกประยุทธ์ต้องปรับภาพลักษณ์ตัวเองให้เป็นคนใหม่เสมอ (ทำอารมณ์ให้ดีหน่อย...) รวมถึงแสดงให้เห็นว่าได้ให้ความเป็นธรรมทางการเมืองกับทุกพรรคทุกกลุ่มแล้ว ไม่มีการปกป้องใครก็ตามในพรรครัฐบาล

 

สิ่งที่สี่คือการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในการต่อต้าน fake news รวมถึงข่าวลือที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ฉะนั้น รัฐบาลต้องหยุดสังคมกระต่ายตื่นตูมให้ได้

 

สิ่งที่ห้าซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่เร่ขายฝัน และสร้างนโยบายประชานิยมไปวัน ๆ รวมถึงต้องไม่กำหนดนโยบายใด ๆ ที่จะสร้างภาระ ปัญหาให้กับชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน

 

ทีมงานเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ลองไปสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ดูจะพบว่ามีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากราคาปาล์มและยางที่กระเตื้องขึ้น เมื่อประชาชนมีรายได้มากขึ้นจากอาชีพของตนเอง (ไม่ใช่จากการแจกแบบไร้เหตุผล) คนก็จะลืมเรื่องที่ไม่พอใจอื่น ๆ หรือเรื่องที่ไม่สำคัญมากนักต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ในที่สุดอาการฟาดงวงฟาดงาก็จะหมดไป คะแนนนิยมก็จะเพิ่มตามมาเองโดยไม่ต้องไปเสียเวลาหาเสียงแถวสถานีรถ บขส...

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน