Columnist

สังคมยอมรับในเพศที่ 3 แต่ต้องมีกาลเทศะในพฤติกรรม

26 ธันวาคม 2019 เวลา 8:00
สังคมยอมรับในเพศที่ 3 แต่ต้องมีกาลเทศะในพฤติกรรม
เปิดอ่าน 6,174
สุวิชา เป้าอารีย์

เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 นิด้าโพลได้ทำการสำรวจเรื่อง “สังคมไทยคิดอย่างไรกับเพศที่ 3” โดยผลการสำรวจเกี่ยวกับการยอมรับของประชาชนกรณีมีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานในองค์กรเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.15 ระบุว่า ยอมรับได้ ในขณะที่ร้อยละ 7.78 ระบุว่าไม่สามารถยอมรับได้

 

ในประเด็นคำถามเกี่ยวกับการยอมรับของประชาชนกรณีมีสมาชิกหรือคนในครอบครัวเป็นเพศที่ 3 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.81 ระบุว่า ยอมรับได้ รองลงมา ร้อยละ 11.44 ระบุว่า ไม่สามารถยอมรับได้

 

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการอนุญาตให้เพศที่ 3 สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.49 ระบุว่า เห็นด้วย ขณะที่ ร้อยละ 36.53 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ซึ่งในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าเห็นด้วย นั้น ร้อยละ 56.56 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 กลุ่มที่แปลงเพศแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 43.44 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เพศที่ 3 ทุกกลุ่มสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ 

 

ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเพิ่มเพศที่ 3 หรือเพศทางเลือกในการกรอกข้อมูลเอกสารราชการทุกชนิด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.69 ระบุว่า เห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 26.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย

 

เมื่อเปรียบเทียบผลการสำรวจ ปี 2558 กับผลสำรวจปี 2562 พบว่า ผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อเพศที่ 3 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกคำถาม

 

จากผลโพลเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับเพศที่ 3 หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อให้การยอมรับแล้ว กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จะทำอะไร อย่างไร ที่ไหนก็ได้

 

เมื่อสังคมให้การยอมรับมากขึ้น ผู้ที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก็ควรพยายามรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยการแสดงออกอย่างเหมาะสม และมีกาลเทศะ คือรู้จักว่าเวลาหรือสถานที่ใดที่ควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใด เพื่อรักษามารยาททางสังคม

 

แต่ไม่ใช่ทำตัวแบบ “ได้คืบจะเอาศอก” อย่างพฤติกรรมที่แสดงออกในรัฐสภาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วด้วยการนำผู้มีความหลากหลายทางเพศมาจูบกันต่อหน้าสื่อกลางรัฐสภา การกระทำเช่นนี้อาจจะทำให้กระแสการยอมรับในความหลากหลายทางเพศ เกิดการสั่นสะเทือนหรือเกิดการตีกลับไปในทางต่อต้านมากขึ้นก็ได้ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่รู้จักกาลเทศะ

 


 

การเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันสามารถทำได้และเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ แต่ผู้เรียกร้องควรมีขอบเขตของการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการแสดงในเชิงให้เห็นถึงความจริงทางสังคมหรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม อย่าลืมว่าสังคมไทยยังคงมีจารีตประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามที่ต้องรักษาไว้ และคนในสังคมคงไม่ยอมให้พวกเสรีนิยมสุดโต่งเข้ามาทำลายจารีตประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคม

 

ส่วน นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สส. พรรคอนาคตใหม่ ที่มีภาพและเสียงแสดงอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ยืนกำกับและนับถอยหลังให้ชายทั้งสองคนจูบปาก ก็ควรมีสำนึกรับผิดชอบ (ขอยืมมีดโกนอาบน้ำผึ้งของคุณชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา มาใช้หน่อย)

 

นายธัญวัจน์ ควรออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการเป็น คณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ อย่างน้อยที่สุดตัวนายนายธัญวัจน์เองหรือผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ควรอออกมาขอโทษต่อสังคมในสิ่งที่เกิดขึ้น

 

ในทางตรงกันข้าม ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นแกนหลัก เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคฯ  นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคฯ และ ช่อ พรรณิการ์ วานิช หายหัวหมดในประเด็นนี้

 

มีแต่พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค ออกมาแสดงความคิดเห็นแบบจืด ๆ เพื่อปกป้องลูกพรรคโดยบอกว่า “ไม่ได้ทำให้พรรคเสียหาย แต่อาจจะมีพูดคุยกันบ้าง สิ่งที่นายธัญวัจน์ทำ เขาได้รับกระแสตีกลับจากสังคมไปแล้ว  เขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไปด้วยตัวเอง เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่จะทำอะไรคราวหน้าคราวหลังต้องคิดให้รอบคอบ”

 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในความเป็นจริง พฤติกรรมและวาจาของนายธัญวัจน์นั้นแสดงออกถึงการไม่ใส่ใจว่าสังคมจะว่าอย่างไร ขอให้ตนเองได้สิ่งที่ต้องการก็พอ

 

นายธัญวัจน์ตั้งประเด็นว่า การจูบ (ระหว่างชายกับชาย) เหมาะสมหรือไม่ กาลเวลาที่ผ่านไปก็คงเป็นคำตอบ

 

ขอบอกเลยโดยไม่ต้องรอให้เวลามาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การจูบกันของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในสังคม แต่กาลเทศะของการกระทำต่างหากที่สังคมยอมรับไม่ได้

 


 

นอกจากจะไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบ นายธัญวัจน์ได้แสดงความคิดเห็นแบบคนเอาแต่ได้และโยนความผิดให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้ ด้วยการกล่าวหาสังคมว่า ติดกับดักทางความคิด และ กับดักความยินดี ทำให้เสียโอกาสยินดีกับร่างสมรสเท่าเทียมที่จะถูกนำไปพิจารณาในกรรมาธิการฯ

 

แน่นอนสังคมไทยน่าต้องยินดีกับข้อเรียกร้องการสมรสที่เท่าเทียมที่กำลังจะได้รับการพิจารณา แต่ก็คงต้องแสดงความเสียใจกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรที่ไร้จิตสำนึกในการกระทำและขาดความรับผิดชอบ ดังเช่นนายธัญวัจน์

 

ในโพสต์ของนายธัญวัจน์ ยังบอกว่า “สำหรับฉัน 54321 แอ๊คชั่น ฉันจะบรรจุการสมรสเท่าเทียมเข้าสู่การประชุมเร็วที่สุด” การพูดเช่นนี้คือการสนใจแต่ผลประโยชน์ตนเอง โดยไม่สนว่าสังคมจะเดือดร้อนเพียงใดต่อการกระทำของตนเอง

 

ไม่รู้ว่าคนประเภทนี้พรรคอนาคตใหม่เลือกเข้ามาได้อย่างไร

 

เราคงจะไม่สามารถฝากอนาคตของประเทศไว้กับพรรคการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง และ นักการเมืองที่มีพฤติกรรมและทัศนคติเช่นที่กล่าวมาข้างต้นได้ เพราะคนเหล่านี้จะสนใจแต่สิ่งที่ตนเองและพวกพ้องต้องการโดยไม่สนใจว่าสังคมจะเสียหายเพียงใด ไม่สนใจว่าคนในสังคมจะคิดและต้องการอย่างไร

 

หากพวกนี้ได้บริหารประเทศแล้วเกิดความผิดพลาด ก็ไม่รู้ว่าเสนอหน้าแสดงความรับผิดชอบใด ๆบ้างหรือเปล่า

 

ในอีกมุมหนึ่งพวกเขาอาจจะออกมาแสดงออกด้วยการโยนบาปใส่ผู้อื่นแทน (งานถนัดละมั้ง)

 

...รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง

 



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน