Columnist

สังคมกระต่ายตื่นตูม

19 ธันวาคม 2019 เวลา 7:00
สังคมกระต่ายตื่นตูม
เปิดอ่าน 534
สุวิชา เป้าอารีย์

ในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากข่าวการปลุกม็อบของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แล้ว อีกข่าวหนึ่งที่เป็นที่สนใจของประชาชนคือการปล่อยข่าวว่า ครม.จัดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยเก็บภาษีในอัตราสูงและไม่ควบคุมราคา โดยผู้ปล่อยข่าวเป็นถึง สส. หญิงและโฆษกของพรรคเพื่อชาติ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าข่าวนี้ไม่ถูกต้อง โดยนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีผ้าอนามัยตามที่เป็นข่าว ผ้าอนามัยเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% เท่านั้น ไม่ได้เสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็น ที่สตรีต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในนิยามการเสียภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย คือ ถ้าไม่มีใช้ ก็ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าส่งผลกระทบ ก็ให้ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ฟุ่มเฟือย

 

แทนที่ สส. หญิงจะออกมาขอโทษสังคมในการปล่อยข่าวเรื่องนี้ กลับแถไปเรื่อยว่า การที่ระบุว่าผ้าอนามัยแบบสอดก็ยังไม่ถูกปลดออกจากสินค้าประเภทเครื่องสำอางซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อีกทั้ง พ.ร.ก.ดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้เพียง 1 ปี เท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วควรทำให้เป็นสินค้าควบคุมถาวร (ฟังแล้วรำคาญไหมครับ)


 

การปล่อยข่าวนี้อาจจะไม่ใช่ Fake News ที่ถูกตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อโจมตีใส่ร้ายรัฐบาล แต่คือ “การฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด” ของ สส. หญิง ที่ดูเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ดี แต่ฟังข้อความหรือตรวจดูข้อมูลไม่ชัดแจ้งไม่ครบถ้วน และอาจรวมถึงไม่เข้าใจด้วย แต่นำไปตีความ แล้วพูดต่ออย่างผิด ๆ ถูก ๆ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากหลังการปล่อยข่าว ทำให้#ภาษีผ้าอนามัย กลายเป็นกระแส ติดเทรนอันดับ 1 ทวิตเตอร์ไทย ที่นายกฯ โดนวิจารณ์อย่างมากจากคนทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกขาประจำต่อต้านพลเอกประยุทธ์ที่อยู่ทั้งในสภาและนอกสภา

 

แต่เมื่อความจริงปรากฏว่าไม่ได้เป็นดังข่าวที่ถูกปล่อยออกมา ไม่ทราบว่า มีใครออกมาขอโทษสังคมบ้างตั้งแต่ต้นทางของการปล่อยข่าวไปจนถึงนัก share ข่าวและพวกที่ชอบติดแฮทแท็คประชดประชันสังคมทั้งหลาย

 

ประเด็นนี้ (ถ้าไม่นับว่าเป็นเรื่องการเมือง) ทำให้นึกถึงงานวิจัยที่เคยทำให้กระทรวงพัฒนาสังคมเมื่อหลายปีก่อนที่ได้วิเคราะห์จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสังคมไทยไว้ว่า  คนไทยจำนวนมากกำลังเดินเข้าสู่สังคมก้มหน้า คือ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่อยู่ในมือมากกว่าคนรอบข้าง ให้ความสนใจและเชื่อในข้อมูลออนไลน์มากกว่าความเป็นจริงทางสังคม ขาดการกรองข้อมูลข่าวสาร ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึก ไม่พยายามวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินมาและมักจะมีพฤติกรรมกระต่ายตื่นตูมอยู่เป็นประจำ คือชอบที่จะแบ่งปันและกระจายข้อมูลออกไปให้เพื่อนหรือเครือข่ายโดยไม่มีการตรวจสอบความเป็นจริงของข้อมูลที่ได้มา

 

พฤติกรรมของ สส. หญิง ผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับกระต่ายในนิทานอิสป ที่มีเรื่องเล่าว่า เมื่อเกิดพายุใหญ่ ทำให้ลูกตาลหล่นลงที่พื้นดิน เกือบถูกกระต่ายที่นอนอยู่ใต้ต้นตาล จากนั้นก็คิดว่าฟ้าถล่ม ไม่ทันได้ไตร่ตรอง ลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปอย่างสุดกำลัง วิ่งพลางบอกพลางว่า “ฟ้าถล่ม” ทำให้สัตว์ทั้งหลายในป่าที่ไม่ทันคิดก็เชื่อตามพากันวิ่งตามกระต่ายไป จนทำให้สัตว์จำนวนมากวิ่งหกล้ม ชนกันเกือบต้องเสียชีวิตและทำให้ป่าเกิดความวุ่นวายอย่างมาก

 

ประเด็นภาษีผ้าอนามัยนี้อาจเป็นเพียงแค่การขาดความสุขุมรอบคอบ ขาดการรู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรองของ สส. หญิงและ พวกนัก share ข้อมูล (ที่ไม่สนใจจะตรวจสอบข้อมูล) รวมถึงพวกชอบติดแฮทแท็ค ประชดและทำลายสังคม ผลที่ได้คือสังคมยังวุ่นวายขนาดนี้


 

ลองคิดดูว่าถ้าเป็น Fake News ที่ถูกทำขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางการเมืองหรือเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ ผลที่เกิดขึ้นกับสังคมจะวุ่นวายขนาดไหน

 

การแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยต่อต้าน Fake News ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพียงหน่วยงานเดียว

 

แต่สิ่งสำคัญคือการปรับพฤติกรรมของคนยุคดิจิตอล ให้เลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องหัดตรวจสอบข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งก่อนตัดสินใจ share และเมื่อเกิดความผิดพลาดก็ต้องหัดรู้จักออกมาขอโทษ ไม่ใช่ทำเป็นเงียบหรือปิดหน้าสื่อ online ของตนเองเพื่อหนีจากการถูกตำหนิ

 

ความรับผิดชอบนะมีไหม...เหล่ากระต่ายทั้งหลาย



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน