Columnist

รำพึงถึงปทัสถานเชิงบวก

2 เมษายน 2020 เวลา 7:05
รำพึงถึงปทัสถานเชิงบวก
เปิดอ่าน 726
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

รัฐสามารถกำกับประชาชนให้สร้างและรักษาปทัสถานทางสังคมที่จะช่วยให้อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น

แนวปฏิบัติที่คนในสังคมทำกันอย่างเป็นแบบแผนเมื่ออยู่ในสถานการณ์เฉพาะอย่างหนึ่ง หรือรู้กันว่าจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบหนึ่ง วิชาการทางสังคมวิทยากำหนดให้เรียกว่า ปทัสถานทางสังคมหรือ social norms

ตอนไปสอบทำใบขับขี่รถยนต์กับ DMV เมื่อสหัสวรรษก่อน ผมได้รับคำเตือนจากพี่ที่เป็นผู้สันทัดกรณีว่า ตอนสอบขับ เขาจะทดสอบด้วยการให้เธอขับเข้าไปในซอยเล็กที่ไม่มีสัญญาณไฟ พอถึงสี่แยก เธอต้องหยุดรถให้สนิทมองซ้ายมองขวาให้ดีก่อนนะ อย่าทะเล่อทะล่าตรงไปเลย หรือแค่ชะลอก็ไม่ได้

แม้จะเห็นว่าแยกด้านอื่นไม่มีรถมาก็ตาม ก็ต้องหยุดให้สนิท ยิ่งถ้าตรงสี่แยกมีรถจากด้านอื่นๆ วิ่งมาด้วย ต่างฝ่ายต่างจะรู้ที่จะหยุดให้กัน ก็ให้รู้ว่าเขาจะวิ่งสลับด้านกันไปตามลำดับที่มาถึงสี่แยกก่อน อย่าคิดพุ่งตามคันหน้าที่วิ่งออกไปเหมือนที่เธอขับรถอยู่ในเมืองไทยเชียวหนา 

หรือตอนถอยรถ เขาจะดูว่าเธอเอี้ยวมองข้างหลังด้วยหรือเปล่า หรือเอาแต่มองกระจกส่องหลังอย่างเดียว เวลาจอดบนที่ลาดชันก็ให้รู้จักบิดล้อเข้าหรือบิดล้อออกตามแต่ว่าลาดขึ้นหรือลาดลง ถ้าไปขับตามความเคยชินแบบเมืองไทย เขานัดให้เธอมาสอบใหม่แน่


จะว่า DMV สหรัฐฯ และคุณพี่ผู้สันทัดกรณีช่วยให้ผมเรียนรู้ขึ้นมาว่า รัฐสามารถกำกับประชาชนให้สร้างและรักษาปทัสถานทางสังคม ที่จะช่วยพวกเขาให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ราบรื่นขึ้น ก็อาจถูกหาว่าคิดเป็นวิชาการมากไปหน่อย

แต่ปทัสถานในการขับรถใช้ถนน การรู้จักสลับให้ทางกันเมื่อมาถึงสี่แยกที่ไม่มีไฟกำกับในการขับรถที่สหรัฐฯ นี้ เป็นตัวอย่างที่ผมยกมาประกอบเสมอในชั้นเรียนที่ต้องบรรยายเรื่องบทบาทของปทัสถาน ที่เป็นตัวช่วยวางกรอบความคาดหวังและการปฏิบัติ ที่ทำให้คนทั้งหลายรู้กันเอง และพร้อมใจทำตามโดยสมัครใจ เพื่อประสานการดำเนินการ และแก้ปัญหาที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันในสังคม/อยู่รวมกันเป็นสังคม

ปทัสถานทางสังคมเชิงบวกแบบนี้เหมือนกับจะเกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง หรือคนช่วยกันคิดขึ้นมาใช้ร่วมกันได้เอง เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เขาเจอะเจอในชีวิตประจำวันร่วมกัน อย่างเช่นการขับรถ แต่จริงๆ แล้ว ถ้ามันจะเกิดขึ้นเช่นนั้นได้เสมอๆ ในทุกสถานการณ์ที่ต้องการมัน มันก็สามารถจะพาสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้อย่างมหัศจรรย์ทีเดียว 

แต่โชคร้ายที่ว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเองได้ทุกครั้งที่เราต้องการมัน หรือจะเกิดขึ้นได้แบบนั้นในทุกหนทุกแห่งเสียเมื่อไรเล่า อย่างที่เราก็ทราบกันดี ไม่ใช่การขับรถในทุกประเทศจะมีปทัสถานทางสังคมมากำกับให้เกิดเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกัน สังคมไหนที่คนขาดปทัสถานเชิงบวกแบบนี้ สังคมนั้นจึงยังต้องสาปให้ทนทุกข์อยู่กับการที่มีรถวิ่งมาออค้างกันกลางสี่แยกไฟแดง ที่ทำให้รถด้านอื่นด้านไหนก็ไปต่อไม่ได้ทั้งสิ้น 

ทั้งนี้ก็เพราะว่าปทัสถานทางสังคมของคนขับรถในประเทศนั้นมีอยู่ว่า จงวิ่งจี้ตามคันหน้าพาตัวเองไปให้พ้นไฟแดงสี่แยกให้เร็วที่สุด ขืนมัวโอ้เอ้ใจดีมีน้ำใจ คันหลังอาจจะด่าถึงบุพการีเอาได้ง่ายๆ เราจึงเหยียบคันเร่งพารถออกไปเพื่อหวังจะให้หลุดพ้น แต่แล้วก็พากันไปติดคั่งกัน คลั่งกันอยู่กลางสี่แยกนั่นแล

เหตุที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะอาจารย์ที่รู้จักกันดีส่งข้อหารือมาว่า ในการเปลี่ยนมาจัดสอนออนไลน์ตามสถานการณ์โรคระบาดในขณะนี้ เริ่มได้รับการร้องเรียนจากนิสิตที่เจอปัญหาจากสมาชิกในกลุ่มบางคนที่ใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียอย่างไม่ค่อยเหมาะสม ทั้งในแง่การใช้ภาษาหยาบ และการแสดงทัศนะความเห็นที่ส่ออคติทางเพศ และแบบอื่นๆ ซึ่งนิสิตไม่พบเวลาแลกเปลี่ยนกันในชั้นเรียนจริง

แต่เมื่อย้ายจากชั้นเรียนจริงเข้ามาอยู่ในพื้นที่กลางที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนิสิตด้วยกันในชั้นเรียนออนไลน์ ปัญหาก็เกิดขึ้น และเมื่อเป็นแบบนั้น ก็เลยชวนให้เฉยมากกว่าจะอยากเข้าไปร่วมวง

ตามประสาที่ต่างคนต่างก็แก่แล้ว การหารือของเราเลยพาวกเข้าหาเรื่องการรู้ความเหมาะควร อันเป็นทักษะทางสังคมแบบหนึ่งที่คุมให้เรารู้กาละเทศะ อันทำให้เราและเขาใช้พื้นที่กลางร่วมกันได้อย่างราบรื่น บรรลุได้ทั้งประโยชน์เราประโยชน์เขา ลดโทษที่จะเกิดทั้งแก่ตัวเราและความกระทบกระทั่งที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้อื่นลงไปได้มาก 

การวัดคุณภาพของคนในสังคม ทั้งโดยรวมๆ และเพ่งเล็งที่ตัวคนแต่ละคน วิธีประเมินอันเที่ยงตรงอย่างหนึ่งคือสังเกตตอนที่เขาหรือพวกเขาออกจากพื้นที่ส่วนตัวเข้าไปอยู่ เข้าไปใช้ พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ว่ากติกาที่เกิดขึ้นและใช้กันโดยปริยาย หรือเป็นที่รู้กันโดยไม่ต้องมีใครขึงตาใส่ใครในพื้นที่แบบนั้น  ได้ส่งผลออกมาเป็นพฤติกรรมการแสดงออกที่อยู่ตัวในลักษณะหรือแบบแผนอย่างไร

และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างคงเส้นคงวา (ศัพท์วิชาการเรียกว่า equilibrium) จากพฤติกรรมการแสดงออกแบบนั้น พาพวกเขาติดกับดักทางสังคมที่ทำให้ทุกคนได้รับผลโดยรวมแย่ลงไปกว่าที่ควรจะเป็นควรจะได้  หรือว่าแบบแผนพฤติกรรมแบบนั้นช่วยพากันและกันให้ขึ้นถึงฝั่งอันเกษมของการได้รับผลประโยชน์โดยรวมดีขึ้น โดยไม่มีใครได้รับผลที่แย่ไปกว่าเดิม


กติกาที่เกิดขึ้นในการใช้พื้นที่ป่าบุ่งป่าทามร่วมกันก่อให้เกิดพฤติกรรมและผลลัพธ์ที่อยู่ตัวแบบหนึ่ง ตราบจนการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกนำคนที่ไม่เคยอยู่ ไม่เคยรับรู้ และรู้จักกติกานั้น เข้าในพื้นที่ ความสามารถทางสังคม

ในขณะที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลง จึงคือความสามารถที่จะคงหรือปรับใช้กรอบกติกาที่ทำงานมาได้อย่างดีให้ช่วยรักษาปทัสถานทางสังคมที่เอื้อให้ทุกฝ่ายยังคงได้รับผลดีร่วมกันเอาไว้ได้ หรือสามารถพัฒนาปทัสถานเชิงบวกขึ้นมาใช้ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับผลดีร่วมกันในสถานการณ์ใหม่หรือในเงื่อนไขใหม่ ในพื้นที่ส่วนกลางใหม่ๆ

เช่น จากไม่เคยมีถนน ครั้นได้ถนนหนทางมาใช้แล้ว กติกาความรู้เหมาะควรที่จะช่วยให้การใช้ถนนร่วมกันเป็นไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยเกิดขึ้นในสังคมนั้นได้หรือไม่ หรือมีมาจนร้อยกว่าปีแล้ว ปทัสถานการรู้ที่จะปฏิบัติอย่างเหมาะควรเพื่อให้การใช้ถนนของกันและกันไม่สร้างผลกระทบกีดขวางหรือเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นก็ยังเกิดขึ้นไม่ได้จนแล้วจนรอด

 คนในสังคมนั้นยังไม่โผล่พ้นจากความเขลาหรือความไร้วุฒิภาวะ ความไม่รู้จักที่ถูกที่ควรที่ตัวเองสร้างขึ้นมากันเอง ทำให้คุณพ่อรู้ดีคือรัฐได้ข้ออ้างเข้ามากำกับควบคุมด้วยการรณรงค์ ด้วยการอบรมสั่งสอนอยู่ปีแล้วปีเล่า แต่จะได้ผลแค่ไหน หรือจะเป็นการหนีเสือมาปะจระเข้ผมก็ไม่สู้จะแน่ใจ 

บ่นมาพอแก่การ ขอยุติเพียงเท่านี้ ก่อนที่จะถูกเขามาไล่.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน