Columnist

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ Machiavelli

16 มกราคม 2020 เวลา 07:29 น.

เปิดอ่าน 570
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

แนวพินิจของ"มาคิอาเวลลี"เกี่ยวกับกิจการทหารยังคงเป็นประโยชน์ข้ามกาลเวลามาถึงเรา

 

ในการเรียนเกี่ยวกับความคิดของนักคิดหรือนักปรัชญาการเมือง นอกจากการอ่านตัวบทที่เป็นผลงานสำคัญของพวกเขาโดยตรงแล้ว  ครูผู้สอนอาจแนะนำมัคคุเทศก์บางคนเพื่อช่วยนิสิตแรกเรียนในการตีความนัยความหมายต่างๆ ในเนื้อหาที่คนเรียนต้องทำความเข้าใจ

 

เช่น ตอนที่ผมเรียนงานของมาคิอาเวลลีทีแรกสุดในวิชาประวัติศาสตร์การทูตของยุโรปนั้น  อาจารย์ที่สอนพวกเราแนะนำงานศึกษาความคิดทางการเมืองของมาคิอาเวลลีของ Harvey C. Mansfield, Jr.  ไว้ให้อ่านประกอบ แต่เมื่อคำนึงถึงเนื้อหาวิชาที่จะเรียนกัน อาจารย์เห็นว่างานตีความของ Felix Gilbert (1905 - 1991) เหมาะที่สุดที่จะช่วยนำเข้าสู่ความเข้าใจความคิดของมาคิอาเวลลีส่วนที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การทหารและการสงครามสมัยเรอเนซองส์  

 

ผมเกริ่นมาก็เพื่อจะเรียนท่านผู้อ่านว่า  บทความแนะนำแนวทางการคิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศตอนนี้เป็นการนำเสนอแนวทางการคิด-วิเคราะห์ของมาคิอาเวลลีผ่านการตีความของกิลเบิร์ตเป็นสำคัญ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทความของเขาที่เสนอสารัตถวิเคราะห์ The Art of War ของมาคิอาเวลลี ในหนังสือรวมความคิดนักยุทธศาสตร์การทหารเล่มคลาสสิค ที่มี Edward Mead Earle เป็นบรรณาธิการ คือ Makers of Modern Strategy : Military Thought from Machiavelli to Hitler  (Princeton: Princeton University Press, 1943)  งานของกิลเบิร์ตอีกเล่มที่ช่วยพวกเราตอนนั้นได้มากคือ Machiavelli and Guicciardini: Politics and History in Sixteenth Century Florence (Princeton : Princeton University Press, 1965)

 

 

 

 

เมื่อเกริ่นแล้ว ผมก็อยากเริ่มต้นด้วยมติของกิลเบิร์ตเกี่ยวกับคุณูปการของมาคิอาเวลลีในฐานะนักยุทธศาสตร์ด้านการสงครามและกิจการทหาร  กิลเบิร์ตเสนอว่า ความสำคัญของมาคิอาเวลลีในเรื่องนี้อยู่ที่มาคิอาเวลลีได้เปิด “new vista” ที่อาจแปลว่า แนวพินิจใหม่ สำหรับพิจารณาเงื่อนไขและข้อเรียกร้องอันจำเป็นต่างๆ ในการทำสงคราม การจัดกองทัพ  ความสำคัญของกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ประเภทต่างๆ โดยมาคิอาเวลลีมองทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับอำนาจของบ้านเมือง รูปแบบการปกครอง และการรักษาอำนาจของผู้ปกครอง

 

เมื่อเวลาล่วงมาจนถึงสมัยนี้ แน่นอนว่าข้อเสนอและรายละเอียดในคำตอบที่มาคิอาเวลลีวิเคราะห์ออกมาจากแนวพินิจดังกล่าวในบริบทของการเมืองภายในของฟลอเรนซ์ และการเมืองระหว่างประเทศของนครรัฐอิตาลีกับฝรั่งเศส สเปน และพระสันตะปาปาในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๕ ถึงตอนต้นศตววรษที่ ๑๖ จะเป็นเรื่องที่พ้นสมัยไปมากแล้วก็ตาม  และในข้อเสนอของมาคิอาเวลลีหลายเรื่อง กิลเบิร์ตก็พบว่ามาคิอาเวลลีเองก็ไม่ได้ใช้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เขาทราบดีอย่างตรงไปตรงมาในการวิเคราะห์ แต่มีการบิดข้อเท็จจริงเพื่อนำมาสนับสนุนแนวทางของเขาในการปฏิรูปกองทัพของฟลอเรนซ์สมัยนั้น 

 

แต่ถึงแม้จะมีข้อจำกัดดังที่กล่าวมานี้ แนวพินิจของมาคิอาเวลลีเกี่ยวกับกิจการทหารและการสงครามก็ยังคงเป็นประโยชน์ข้ามกาลเวลามาถึงเรา

 

มาคิอาเวลลีใช้แนวพินิจแบบไหนในการพิจารณากิจการทหารและการสงคราม?

 

ผ่านการตีความของกิลเบิร์ต ผมขอสรุปทางวิเคราะห์บางส่วนของมาคิอาเวลลีที่ผมเห็นว่ายังให้ประโยชน์แก่เราได้มาเสนอท่านผู้อ่าน ดังนี้ครับ

 

หนึ่ง มาคิอาเวลลีเสนอว่า ไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองที่จัดการปกครองในรูปแบบไหนก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองที่ผู้ปกครองเพิ่งจะได้อำนาจการปกครองมาใหม่ๆ  หรือว่าได้ปกครองสืบต่อกันมาช้านานแล้ว การปกครองบ้านเมืองจำเป็นต้องมีรากฐานที่ดี  ซึ่งรากฐานที่ดีจะได้มาจาก ๒ ส่วนประกอบกัน นั่นคือ การมีกฎหมาย ระเบียบและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี กับการมีกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดี

 

และมาคิอาเวลลีมองรากฐานทั้ง ๒ ส่วนนี้อย่างสัมพันธ์กันและเป็นเงื่อนไขต่อกันและกัน ในแง่ที่ว่า การจะมีกฎหมายและระเบียบของบ้านเมืองที่ดีก็จำเป็นจะต้องมีกำลังรบที่ดี และการจะรักษากำลังทหารและกำลังรบที่ดีเอาไว้ได้ก็จำเป็นต้องมีกฎหมายและระเบียบการเมืองที่ดี  และดีที่ว่านี้รวมถึงความหมายว่าทั้ง ๒ ส่วนมีความสอดคล้องกันเป็นอย่างดีด้วย ดังนั้น ในแนวพินิจของมาคิอาเวลลี อำนาจทางทหารและการจัดกองทัพ กับอำนาจและระเบียบทางการเมืองจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และต้องพิจารณาทั้ง ๒ ส่วนนี้ควบคู่กันไปเสมอ

 

สอง เมื่อทั้ง ๒ ส่วนมีความสัมพันธ์กัน การเปลี่ยนแปลงในส่วนหนึ่งจึงส่งผลถึงอีกส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ความคิดในการปฏิรูปกิจการทหารจึงไม่อาจพิจารณาแต่เฉพาะในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์หรือปัญหาทางเทคนิคและยุทธวิธี แต่ต้องพิจารณาลักษณะและวัตถุประสงค์ของสงครามโดยสัมพันธ์กับระเบียบทางการเมือง หรือจะกล่าวเป็นหลักได้ว่าลักษณะและวัตถุประสงค์ของสงครามอนุวัตไปตามระเบียบที่กำกับความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งระดับภายในรัฐและระหว่างประเทศ เมื่อใดระเบียบทางการเมืองที่เคยเป็นมาถึงเวลาถดถอยเสื่อมคลายลงโดยไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้เหมือนเดิม เพราะเงื่อนไขทั้งทางวัตถุและความคิดที่เคยรักษาระเบียบเดิมไว้นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ลักษณะของสงครามและวัตถุประสงค์ของสงครามก็จะเปลี่ยนสภาพตามไปด้วย

 

ดังเช่นในยุคสมัยของมาคิอาเวลลี ที่ความเสื่อมคลายของระเบียบการเมืองในแบบฟิวดัลเป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้นทุกที  ทำให้กิจการทหารและรูปแบบการทำสงครามของสังคมแบบฟิวดัล เช่น สถานะของอัศวินนักรบ ค่านิยมแบบวีรบุรุษและความภักดี วัตถุประสงค์ของสงครามและกฎในการทำสงครามที่อิงกับหลักการในคริสต์ศาสนา ก็ไม่อาจดำรงอยู่เหมือนเดิมได้อีก  

 

แนวทางที่มาคิอาเวลลีเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปกิจการทหารสะท้อนว่า เขาตระหนักและนำความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทางการผลิต ความสัมพันธ์ทางสังคม และความคิดภูมิปัญญา มาพิจารณาผนวกกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเภทและคุณภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ที่มาเปลี่ยนการรบไปจากเดิม เช่น ดินปืน แล้วใคร่ครวญว่า ในสภาวะที่เงื่อนไขและเหตุปัจจัยเหล่านี้ ได้มาเปลี่ยนบทบาท วัตถุประสงค์และความหมายของการทำสงครามและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสงคราม  มาเปลี่ยนคุณสมบัติของนักรบและยุทธวิธีในการรบ   มาเปลี่ยนแนวทางการจัดกองทัพและการวางกองกำลังในสมรภูมิ  มาตั้งคำถามต่อที่มาของกำลังพลที่จะทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป้าหมายวัตถุประสงค์ใหม่และรูปแบบใหม่ในการทำสงคราม  ฟลอเรนซ์ควรวางอะไรเป็นเป้าหมายในการปฏิรูปกิจการทหาร  ความสำเร็จของโรมันโบราณมีบทเรียนอะไรสำหรับการปฏิรูปกิจการทหารให้แก่ฟลอเรนซ์บ้าง  และอะไรควรเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการปฏิรูปกิจการทหารของฟลอเรนซ์ 

 

สาม ทางวิเคราะห์เกี่ยวกับสงครามและกิจการทหารของมาคิอาเวลลีคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของอำนาจ ทั้งอำนาจในความสัมพันธ์ระหว่างฟลอเรนซ์กับนครรัฐอิตาลีอื่นๆ   ภัยคุกคามและการแทรกแซงด้วยกำลังทหารจากมหาอำนาจภายนอกอย่างฝรั่งเศส ที่มีอำนาจเหนือกว่านครรัฐอิตาลีมาก  และผลจากการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอกที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองภายในและการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ ในฟลอเรนซ์เอง

 

กิลเบิร์ตตั้งข้อสังเกตว่า ในงาน The Art of War มาคิอาเวลลีเดินตามแบบแผนร่วมสมัยในการนำเสนอบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสงครามและกิจการทหาร เช่น การอภิปรายความคิดของพวกมนุษยนิยม  การสนับสนุนข้อเสนอจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และประสบการณ์ส่วนบุคคล และการย้อนกลับไปพิจารณาต้นแบบที่สังคมกรีกและโรมันโบราณเพื่อคิดหาคำตอบเหมาะๆ ให้แก่ปัญหาร่วมสมัย เป็นต้น  แต่สิ่งที่ทำให้ความคิดของมาคิอาเวลลีโดดเด่นแตกต่างจากงานของคนอื่นๆ ร่วมสมัยเดียวกันคือ ด้วยรูปแบบของบทวิเคราะห์ที่เป็นไปตามแบบแผนร่วมสมัยนั้น มาคิอาเวลลีกลับนำคนอ่านไปสู่ข้อสรุปที่แตกต่างหรือกลับตาลปัตรกับความคิดอันเป็นที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปในขณะนั้น บางครั้งมาคิอาเวลลีก็ตั้งใจสร้างความประหลาดใจ เพื่อทำให้คนอ่านต้องทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างต้นเหตุกับผลลัพธ์อย่างที่เคยเชื่อกันใหม่อีกที

 

เช่น ความเชื่อที่ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีสูงจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำสงครามไป ซึ่งในสมัยนั้นคือปืนใหญ่  มาคิอาเวลลีไม่ปฏิเสธพลานุภาพของปืนใหญ่ แต่เขาเสนอว่าผลลัพธ์ของสงครามไม่อาจตัดสินแพ้ชนะกันได้โดยปัจจัยอาวุธปัจจัยเดียว และที่น่าสนใจคือมาคิอาเวลลีตั้งประเด็นให้เราคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาวุธใหม่กับผลของมันต่อคนที่ทำการรบในทางจิตวิทยา และประสิทธิภาพประสิทธิผลของการรบที่ตามมา

 

หรือในความเชื่อทั่วไปในเวลานั้นว่าเงินและความมั่งคั่งคือกำลังศักยภาพของสงครามที่สำคัญที่สุด แต่มาคิอาเวลลีค้านว่าไม่ใช่ และในเหตุผลที่เขาค้านนั้น ทำให้เราเห็นความสำคัญของกระบวนการแปรฐานอำนาจรัฐด้านหนึ่งมาเป็นพลังปฏิบัติการในอีกด้านหนึ่งว่ามันมิได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างนั้น ความจริงแล้ว ความมั่งคั่งเองก็มีผลในทางลบได้มากต่อศักยภาพในการทำสงคราม

 

สำหรับมาคิอาเวลลี ปัจจัยตัดสินการสู้รบสำคัญที่สุดคือ คน

 

ถึงจุดนี้ ผมขอฝากท่านผู้อ่านช่วยตัดสินว่าแนววิเคราะห์สงครามและกิจการทหารของมาคิอาเวลลียังใช้การได้เพียงใดในการติดตามพลวัตสงครามสมัยใหม่.