Columnist

สิ่งที่เราเรียนรู้จากงานวิจัยของดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

14 พฤศจิกายน 2019 เวลา 07:45 น.

เปิดอ่าน 88
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

งานวิจัยของดร.เดือนเด่นแสดงให้ผมประจักษ์ในกลเม็ดเด็ดพรายในวิธีการดำเนินนโยบายสาธารณะ

 

ข้อดีอย่างหนึ่งในหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิตของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คือวิชา individual studies ชื่อในภาษาไทยเราเรียกกันอย่างอิงบาลีว่าเอกัตถศึกษา เป็นวิชาเลือกที่เปิดกว้างไว้ เพื่อให้โอกาสนิสิตปีสุดท้ายที่สนใจประเด็นปัญหาหรือประเด็นวิชาการในทางความคิดทฤษฎี แต่ไม่มีวิชาดังกล่าวเปิดสอนอยู่ในหลักสูตร ได้พัฒนาหัวข้อการเรียนที่เขาสนใจขึ้นมาร่วมกับอาจารย์คนหนึ่งคนใดในภาควิชาที่จะรับเป็นผู้สอน หรือความจริงคือเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ไปกับเขาได้

 

หลายปีก่อนมีนิสิตคนหนึ่งมาหาผม บอกความสนใจของเขาว่าอยากเรียนเรื่องรัฐกับเศรษฐกิจการเมืองไทย และขอคำแนะนำงานที่จะช่วยเขาศึกษาค้นคว้าสำหรับเขียนภาคนิพนธ์ในเรื่องนี้

 

ผมถามเขาว่าเขาอ่านอะไรมาบ้างแล้วก่อนจะมาเจอกัน เท่าที่ผมจำที่เขาบอกได้คือความสนใจของเขาเริ่มมาจากการอ่านงานของ Suehiro Akira เล่มคลาสสิค Capital Accumulation in Thailand, 1855 - 1985  ผลงานของอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตรเล่ม เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ที่อาจารย์เขียนร่วมกับอาจารย์คริส เบเคอร์ และชุดการวิจัยที่อาจารย์เป็นหัวหน้าโครงการฯ ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือในชื่อ การต่อสู้ของทุนไทย  

 

เมื่อตกลงเรียนกัน พอผมเห็นว่าเขามีพื้นความรู้ความเป็นมาของเศรษฐกิจการเมืองไทยจากงานที่เขาเคยอ่านมาดีพอสมควรแล้ว ผมจึงเริ่มต้นให้เขาอ่านงานที่จะช่วยให้เราแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐไทยร่วมสมัย และสะท้อนถึงลักษณะของรัฐกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคมในปัจจุบันได้

 

ผมเลือกงานวิจัยที่เพิ่งออกมาใหม่ล่าสุดในตอนนั้นของ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ เรื่อง “การปฏิรูปเพื่อลดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันในเศรษฐกิจไทย”(2555) เพราะเห็นว่าข้อค้นพบในงานวิจัยนี้มีนัยสำคัญต่อการเข้าใจบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐไทย ไม่แต่เฉพาะในเรื่องกฎหมายการแข่งขันป้องกันการผูกขาด แต่ยังสะท้อนถึงวิธีการในการทำงานของรัฐราชการไทยโดยรวมได้ดีมาก

 

ในการเตรียมประเด็นมาแลกเปลี่ยนกับนิสิต ตามประสาคนที่สอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแนวทางของ Machiavellian มาเนิ่นนาน  ผมอ่านงานวิจัยของดร.เดือนเด่นเรื่องนี้แบบมองหากระบวนท่าพลิกแพลงของรัฐในการผสมใช้เครื่องมือด้านต่างๆ ในการดำเนินนโยบาย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การรักษาผลประโยชน์ แต่การมองผลประโยชน์ที่ว่านี้ก็ยังเปิดกว้างไว้ ว่าจะเป็นผลประโยชน์แบบไหน ของใคร ขึ้นอยู่กับว่าใครฝ่ายไหนเป็นคนเข้าคุมอำนาจของรัฐนั้นไว้ได้

 

เมื่ออ่านงานเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้วยวิธีคิดแบบนั้น งานวิจัยข้างต้นของดร.เดือนเด่นก็แสดงให้ผมประจักษ์ในกลเม็ดเด็ดพรายในวิธีการดำเนินนโยบายสาธารณะที่รัฐราชการไทยใช้  ไม่ว่าจะเป็นในทางการวางขั้นตอนที่ทำให้ช้าลง ในทางเร่งให้เร็วขึ้น ในทางแสดงว่าปัญหากำลังได้รับการดูแลแก้ไข หรือการสร้างหนังหน้าไฟให้ออกไปรับและลดแรงกดดัน หรือการตัดสินใจที่เป็นการใช้อำนาจแบบที่รัฐศาสตร์เราเรียกว่า nondecision คืออำนาจที่จะพักบางเรื่องไว้ไม่นำมาจัดการเปิดประเด็นและดำเนินมาตรการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไปจากเดิม

 

ผมจดกลไกต่างๆ ในคลังกลเม็ด statecraft ของรัฐราชการไทย ที่เป็นข้อค้นพบอยู่ในงานวิจัยของดร.เดือนเด่น ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมาย การให้อำนาจหน้าที่ การแต่งตั้งและองค์ประกอบของคณะกรรมการและอนุกรรมการกับบทบาทหน้าที่ของแต่ละส่วน ระดับความเป็นอิสระในทางงบประมาณและทรัพยากรอื่นๆ ของส่วนงาน ไปจนกระทั่งเรื่องอย่างอำนาจการเรียกประชุมกรรมการ หรือการกำหนดหรือไม่มีการกำหนดระยะเวลาและภาระรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินภารกิจให้ครบถ้วนเรียบร้อยตามที่กฎหมายระบุไว้ ฯลฯ

 

ทั้งหมดนี้เท่ากับว่าผมใช้งานวิจัยของดร.เดือนเด่นมายืนยันความคิดเดิมที่ผมมีอยู่ก่อนแล้ว และเห็นว่ารัฐราชการไทยตามที่ผมเข้าใจอยู่นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปเลย

 

แต่พอถึงวันนัดพบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดที่ได้จากงานวิจัยนี้ ผมให้นิสิตเป็นคนเริ่มนำเสนอความเห็นของเขาก่อน  และโดยที่เขาไม่รู้ การนำเสนอของเขาได้มาเปลี่ยนความเข้าใจของผมต่องานวิจัยของดร.เดือนเด่นไปอีกทางหนึ่ง ทำให้ผมตัดสินใจพับการอภิปรายประเด็นทั้งหมดที่ผมเตรียมมาอย่างเงียบๆ เพราะการนำเสนอสิ่งที่เขาเรียนรู้จากงายวิจัยของดร.เดือนเด่นนั้น ได้เปิดเส้นทางความเป็นไปได้แบบอื่นออกมา

 

นิสิตกับผมให้ความสำคัญต่อเนื้อหางานวิจัยของดร.เดือนเด่นคนละส่วนกัน ผมเน้นส่วนที่แสดงปัญหาที่เป็นอยู่และการอธิบายเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาแบบนั้น นิสิตเขาอ่านส่วนนี้เช่นกัน แต่เขาให้ความสำคัญมากกว่าต่อส่วนที่เป็นข้อเสนอในการปฏิรูป และมองหาความเป็นไปได้และวิธีการกับเงื่อนไขที่จะทำให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของดร.เดือนเด่นมีความเป็นไปได้ทางการเมืองมากขึ้น

 

งานวิจัยของดร.เดือนเด่นพานิสิตมองไปข้างหน้าและมองเห็นความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงสนามนโยบายที่จะทำให้ระบบการกำกับดูแลผลประโยชน์สาธารณะทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ขณะที่คนตรงหน้าที่นั่งฟังเขามัวคิดถึงแต่ปัจจัยตอกย้ำการคงสภาพเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง

 

จากการนำเสนอทำให้ผมรู้ว่าเขากับผมเห็นความโดดเด่นของงานวิจัยนี้ต่างกันด้วย  ผมเห็นว่างานวิจัยนี้ของดร.เดือนเด่นให้ความเข้าใจที่ดีมากเกี่ยวกับข้อจำกัดของบทบาทรัฐไทยในการจะพลิกมารับหน้าที่สร้างระบบกำกับดูแลผลประโยชน์สาธารณะอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ  นิสิตไม่ได้มองข้ามคุณูปการของงานวิจัยในข้อนี้ไป แต่เขาแยกให้ผมเห็นว่าปัญหาข้อจำกัดที่มีอยู่ในรัฐราชการไทย ที่ทำให้ไม่อาจผลิตระบบกำกับดูแลที่ทำงานได้จริงนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่นั่นเป็นปัญหาของรัฐราชการไทยที่ต้องตามผลักดันแก้ไขกันต่อไป

 

แต่งานวิจัยนโยบายสาธารณะของดร.เดือนเด่นที่มาชี้ให้เห็นในข้อจำกัดและเสนอแนวทางแก้ไขข้อจำกัดเหล่านั้นออกมาอย่างรอบด้าน ได้ทำหน้าที่ส่วนสำคัญในการพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะของประเทศนี้ให้มีคุณภาพสูงขึ้นอยู่ในตัวเองด้วย เขาชี้ความสำคัญให้ผมเห็นว่า จะดูแต่ผลสะเทือนและความสำคัญของงานวิจัยแบบนี้แต่เฉพาะว่ามันได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายตามข้อเสนอแนะของงานวิจัยเท่านั้นไม่พอ

 

 

 

เพราะบทบาทอีกด้านหนึ่งที่สำคัญมากของงานวิจัยอย่างที่ดร.เดือนเด่นทำออกมานี้ ส่งผลและมีคุณูปการอย่างมากต่อการเรียนรู้ของสาธารณะให้เข้าใจถึงสายสนกลในของการทำงานของรัฐที่พวกเขาทุกคนเป็นเจ้าของอำนาจ

 

ถ้าขาดความรู้ความเข้าใจแบบนี้ การที่ประชาชนจะตรวจสอบและควบคุมการดำเนินนโยบายของรัฐหรือการใช้อาจรัฐปกป้องผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะทำไม่ได้ถนัด คุณภาพการทำงานของระบบการเมืองประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับความรู้เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ ตัวระบบ และกระบวนการตัดสินใจและดำเนินนโยบาย และความสามารถที่ฝ่ายประชาชนจะใช้ความรู้นั้นมาเพิ่มอำนาจให้แก่การติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องผลักดันนโยบาย

 

การอภิปรายวันนั้นของเราหลังจากนั้นจึงเปลี่ยนทางไป เพราะงานของดร.เดือนเด่นมาเปิดความเป็นไปได้ให้เห็นว่าในการเมืองของนโยบายสาธารณะ มิได้มีแต่เรื่องของ statecraft ใน public management แต่ยังมีเรื่องของการปรับระดับอำนาจของแต่ละฝ่ายที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะ และหนทางหนึ่งที่สำคัญมากที่จะช่วยปรับระดับอำนาจให้คนที่ขาดอำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจทุน อำนาจตามกฎหมายหรือกำลัง ก็คือความรู้ และการมีงานสร้างความรู้ที่เอื้อเฟื้อต่อการศึกษาเรียนรู้ของสาธารณะ

 

ความสำคัญของเรื่องนี้มิได้มีเพียงแค่ในบริบทการเมืองของนโยบายสาธารณะเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญมากต่อกระบวนการสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งและตั้งมั่น

 

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ได้ทำหน้าที่นี้ให้เราอย่างดีที่สุด