Columnist

การรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมือง ตอนจบ (คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ)

12 มีนาคม 2020 เวลา 8:00
การรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมือง ตอนจบ  (คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ)
เปิดอ่าน 792
คิดไม่รวบยอด
ศุภมิตร ปิติพัฒน์

คนเป็นดาวเด่นอาจถูกโต้กลับจากคนในขบวนการได้ ถ้าสิ่งที่พูดไปไม่ได้รับความเห็นพ้อง

บทความตอนที่แล้วนำเสนอข้อคิดที่ Jo Freeman ถ่ายทอดถอดบทเรียนมาจากขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีในสหรัฐอเมริกาสมัยแรกๆ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในลักษณะ unstructured groups กล่าวคือ เป็นวงขนาดเล็ก รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ ไม่มีใครนำใคร ปราศจากการมีแกนนำจัดตั้งชัดเจน จุดมุ่งหมายของการทำกิจกรรมเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์ การหาพื้นที่แสดงออกร่วมกันเพื่อถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ และการกระตุ้นสำนึกและพลังที่จะรวมตัวกันลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าว

เธอให้ข้อคิดว่าการรวมตัวแบบนี้สนองเป้าหมายข้างต้นได้ดี แต่การจะยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่นการยกเลิกแก้ไขกฎหมายหรือนโยบาย  รูปแบบการรวมตัวในลักษณะที่ไร้โครงสร้างจัดตั้งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และดูจากภายนอกก็เหมือนว่าปราศจากผู้นำหรือการนำที่ชัดเจน กลับจะมีข้อจำกัดในตัวเองอยู่หลายประการ  ซึ่งถ้าหากไม่ตระหนักและไม่หาทางปรับเปลี่ยนรูปแบบการรวมตัวเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับเป้าหมายภารกิจที่ต้องการยกระดับแล้ว

ในที่สุด รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะ  unstructured groups ก็จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการผลักดันการเปลี่ยนแปลง


ข้อจำกัดที่ Jo Freeman กล่าวถึงมีอะไรบ้าง?

ประการแรก เธอเสนอว่ามันไร้สมรรถนะทางการเมืองในความหมายอย่างน้อย ๒ แบบ

ในความหมายแบบแรก  แม้ว่าจากการเคลื่อนไหวของ unstructured groups อาจช่วยให้ตัวความคิดเรื่องสิทธิสตรีกระจายขยายตัวได้ “แต่การกระจายความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้จะเกิดขึ้นได้เป็นวงกว้าง แต่มันก็ยังไม่เกิดผลเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ  มันทำได้แต่เพียงทำให้คนพูดถึงความคิดเกี่ยวกับสิทธิสตรีและความเสมอภาคมากขึ้น และอาจมีการแปรแนวคิดไปสู่การปฏิบัติในระดับปัจเจกอยู่บ้าง แต่มันยังไม่พอ ถ้าในการเคลื่อนไหวต้องการจะผสานพลังทางการเมืองไปสู่การออกนโยบายและการปฏิบัติตามนโยบาย”

ในแง่นี้ การปรับเปลี่ยนความคิดจิตสำนึกและการปลุกเร้าให้เกิดความหวังในพลังการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการรวมตัวกันได้ในขั้นต้นนั้น แม้จะเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญสำหรับการสร้างสมรรถนะในการเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป และควรทำไปอย่างต่อเนื่องก็จริง  

แต่การเคลื่อนไหวกระทำการเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพสภาวะหรือผลักดันนโยบายจนเป็นผลสำเร็จจริงๆ  ยังต้องการการรวมตัวกันอย่างมีทิศทาง  สามารถผนึกกลุ่มย่อยที่ทำกิจกรรมกระจายกันอยู่ให้รวมตัวกันได้ในสเกลขนาดใหญ่และดำเนินการอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และที่สำคัญ คือยืนระยะในการต่อสู้ที่อาจใช้เวลายาวนานได้ตลอดรอดฝั่ง

เมื่อเป็นเช่นนี้  Jo Freeman ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์เห็นว่า การรวมตัวกันในลักษณะ unstructured groups  ไม่อาจรับภารกิจที่ต้องการวางแผนยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างมีทิศทางเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ไม่อาจสำเร็จได้ในเร็ววันแบบนี้ได้ถนัด

ความไร้สมรรถนะทางการเมืองของการรวมตัวแบบ unstructured groups ในความหมายที่ ๒ เกิดจากความที่มันเป็นการรวมตัวกันดำเนินการเป็นกลุ่มย่อยๆ ในท้องถิ่นหรือในพื้นที่ต่างๆ  โดยต่างฝ่ายต่างทำไปตามแนวทางที่แต่ละกลุ่มจะเห็นเหมาะ แต่มันขาดพื้นที่กลางสำหรับการถกเถียงอภิปรายภายในขบวนการเคลื่อนไหวที่ร่วม cause เดียวกัน ระหว่างคนหรือฝ่ายที่อาจมีความคิดแตกต่างกันอยู่ ให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดและโต้แย้งกันได้อย่างมีเหตุผล และใช้เหตุใช้ผลคุยกันได้อย่างเปิดกว้างในประเด็นที่เป็นปัญหา หรือในประเด็นอันควรตั้งขึ้นพิจารณาร่วมกัน

รวมทั้งขาดกระบวนการและกฎกติกาสำหรับการตัดสินใจอันเป็นที่ยอมรับ ที่จะนำไปสู่การหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางที่จะดำเนินการร่วมกันต่อไป 

และที่สำคัญ ต่อให้มีพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนและมีกระบวนการตัดสินใจร่วมกันเกิดขึ้นมาในขบวนการได้แล้ว คนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่มีลักษณะไม่ตรงกับคนในขบวนการที่รวมตัวกันขึ้นมาแบบนี้ก็ไม่มีโอกาสได้เข้ามามีส่วนร่วมในวงนี้ได้  เสียงของคนที่ถูกกันออกไปจากขบวนการสิทธิสตรีที่จัดตั้งขึ้นมาแบบนี้  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางชนชั้น สีผิว อาชีพ สถานภาพสมรส หรือลักษณะอื่นๆ ก็ตาม เลยทำให้การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นนั้นตกอยู่ในข้อจำกัดที่ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อมา

ในขณะเดียวกัน รูปแบบการรวมตัวแบบไร้หัวไร้โครงสร้างที่เป็นทางการ  และไม่มีการนำหรือคนนำที่ชัดเจนเช่นนี้ กลับเอื้อให้เกิด “ดาวเด่น” ที่ลุกขึ้นมาพูดแทนขบวนการ หรือคำพูดและการกระทำของคนเป็น “ดาวเด่น” ถูกใช้สื่อความหมายแทนการเคลื่อนไหวทั้งหมดของขบวนการ อาจจะเพราะลักษณะส่วนบุคคลที่ทำให้สื่อสนใจติดตามให้ความสำคัญ หรือเพราะสถานะอื่นใดก็ตาม 

แต่ “ดาวเด่น” แบบนี้ความจริงไม่ได้เป็นตัวแทนของขบวนการ หรือใช้แทนความหมายในการเคลื่อนไหวขบวนการทั้งหมดได้ เพราะขบวนการแบบ unstructured groups เองก็เป็นการมารวมตัวกันอย่างหลวมๆ เพราะเชื่อใน cause ร่วมกันเท่านั้น 

การเกิด “ดาวเด่น” เช่นนี้ คนเป็นดาวเด่นจึงอาจถูกโต้กลับจากคนในขบวนการเองได้โดยง่าย ถ้าสิ่งที่ “ดาวเด่น” พูดไปทำไปในนามของขบวนการไม่ได้รับความเห็นพ้องต้องกัน  หรือตกเป็นเป้าการถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการขัดขวางการเคลื่อนไหวให้รวนเร

ข้อจำกัดสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ไฮไลต์ให้เห็นและผมคิดว่าเป็นข้อสังเกตที่คนนอกขบวนการอย่างผมเห็นว่าน่าสนใจมาก คือ ในขบวนการที่เชื่อกันว่าดำเนินไปในแบบ structureless และ leaderless นั้น เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นการรวมตัวที่มี structure และมี leader อยู่ แต่เป็นโครงสร้าง เป็นผู้นำหรือผู้ประสานการนำ ในแบบไม่เป็นทางการ

หรือส่วนที่มีการจัดโครงสร้างดีกว่าจะเป็นตัวนำส่วนที่มารวมตัวแบบเฉพาะกิจ ไม่ได้มีการจัดตั้งด้วยการวางโครงสร้างชัดเจนอะไร

ถ้าหากคนที่เข้ามาร่วมขบวนไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของโครงสร้างสำหรับประสานการเคลื่อนไหว และผู้นำในการประสานการเคลื่อนไหวอย่างไม่เป็นทางการนี้แล้ว ก็อาจมองไม่เห็นอิทธิพลของคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง และคิดไปว่าการเคลื่อนไหวทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาเองจากการมีคนออกมาชุมนุมกัน โดยมิได้มีกลไกผลักดันใดๆ หรือโดยมิได้มีใครมากำหนดหรือมีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ  ซึ่งความจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น 


ลักษณะการรวมตัวแบบ structurelessness ได้ซ่อนตัวคนที่เป็นคนเดินสายขับเคลื่อนเอาไว้ และคนแบบนี้บางทีก็เต็มใจที่จะขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ เพื่อหนุนให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้น และก้าวไปในทิศทางที่ควรจะเป็นต่อไป

พร้อมกันนั้น ผมต้องเน้นด้วยว่า ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ในบทความนี้ มิได้มองว่าการมีคนเข้ารับหน้าที่เป็นแกนนำดำเนินการขับเคลื่อนทำงานปิดทองหลังพระอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวแบบ structureless/ leaderless แบบนี้ จะทำไปหรือเป็นไปในลักษณะที่เป็นการสมคบคิดหรือ conspiracy แต่อย่างใด แต่เพราะพวกเธอเป็นพวกที่มีใจอุทิศให้แก่ cause ของขบวนการ และทุ่มเทให้แก่การหาทางบรรลุเป้าหมายตามคุณค่าที่พวกเธอยึดมั่น

และไม่ว่าขบวนการเคลื่อนไหวจะมีโอกาสเกิดขึ้นและขยายตัวมีพลังในสังคมวงกว้างได้มากน้อยเพียงใด  คนแบบพวกเธอก็รักที่จะทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อมุ่งประโยชน์ส่วนรวมอย่างที่ได้ทำมานั้นอยู่ดี และการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อทำงานขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวของคนอย่างพวกเธอก็จะเกิดขึ้นมาอยู่ดี   ส่วนความสำเร็จจะได้มากหรือน้อย สำหรับพวกเธอเป็นเรื่องไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงมือกระทำ

ผู้นำหรือแกนนำของขบวนการส่วนที่ผู้เข้าร่วมขบวนการส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัว หรือไม่รู้ว่ามีอยู่และทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างไร นี่ล่ะครับ ที่ผมเห็นว่าสำคัญ เมื่อมีการศึกษาขบวนการในทางประวัติศาสตร์ ผมก็อยากรู้ว่าพวกเขาคือใคร และการตัดสินใจของพวกเขาส่งผลอย่างไรต่อขบวนการ.



Add LINE ติดตามข่าวสารจากเรา @nationweekend คุณจะไม่พลาดข่าวเจาะ เราวิเคราะห์ทุกสถานการณ์ร้อน